
ความไม่แน่นอนของห้วงเวลาการบังคับใช้กรอบ TPP… ถือเป็นจังหวะให้ไทยสร้างแต้มต่อทางเศรษฐกิจ
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์เรื่อง “ความไม่แน่นอนของห้วงเวลาการบังคับใช้กรอบ TPP… ถือเป็นจังหวะให้ไทยสร้างแต้มต่อทางเศรษฐกิจ”
ประเด็นสำคัญ
•ด้วยเงื่อนเวลาและพัฒนาการทางการเมืองของสหรัฐฯ ทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การบังคับใช้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (TPP) จะล่าช้าออกไป
•ไทยจำเป็นต้องเดินหน้ายกระดับภาคอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อสร้างแต้มต่อทางเศรษฐกิจ รองรับการเกิดขึ้นของหลากหลายกรอบการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค
นับจากวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ 12 ประเทศสมาชิกได้ลงนามในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (Trans-Pacific Partnership หรือ TPP) แล้ว จุดจับตาคงอยู่ที่การลงมติให้สัตยาบันของสภาคองเกรสแห่งสหรัฐฯ เพื่อรับรองความตกลงฯ ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า TPP จะมีผลบังคับใช้หรือไม่ เนื่องจากเงื่อนไขหลักของการบังคับใช้ TPP คือ หากประเทศสมาชิกไม่สามารถให้สัตยาบันได้ครบทุกประเทศภายในระยะเวลา 2 ปี TPP จะยังคงสามารถบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีประเทศสมาชิกให้สัตยาบันอย่างน้อย 6 ประเทศและมีจีดีพีรวมกันอย่างน้อยร้อยละ 85 ของจีดีพีรวมของกลุ่ม ขณะที่สัดส่วนจีดีพีสหรัฐฯ อยู่ที่ราวร้อยละ 60 ของจีดีพีรวมของกลุ่ม TPP
TPP…วาทะทางการเมืองกอนศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ พรอมแรงเสียดทานจากภาคประชาสังคมและกลุมผลประโยชน
หากไล่ตามเงื่อนเวลาในกระบวนการให้สัตยาบันต่อ TPP ตามที่กำหนดไว้ใน Trade Promotion Authorities (TPA) ที่บัญญัติให้สภาคองเกรสมีเวลาพิจารณา 90 วันในการรับรองความตกลงการค้าระหว่างประเทศใดๆ ที่ดำเนินการภายใต้ TPA กับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 เท่ากับว่าฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันมีเวลาอีกเพียงราว 1 เดือนเพื่อเสนอร่างความตกลง TPP ให้สภาคองเกรสพิจารณาให้สัตยาบัน ขณะที่ ช่วงเวลาหลังการเลือกตั้งทั่วไปและก่อนที่สมาชิกสภาฯ ชุดใหม่เข้ารับตำแหน่ง หรือที่เรียกว่า Lame duck session นั้น ปกติจะไม่นิยมให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาผ่านร่างกฎหมายใดๆ
ทั้งนี้ จังหวะเวลาที่ทับซ้อนกันระหว่างการเดินหน้าของฝ่ายบริหารในการเสนอสภาคองเกรสเพื่อให้สัตยาบันรับรองความตกลง TPP กับการรณรงค์หาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมาพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ท่ามกลางแรงเสียดทานจากประชาสังคมและกลุ่มผลประโยชน์ที่มีต่อ TPP โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านผลกระทบทางลบต่อการจ้างงานในสหรัฐฯ รวมถึงความซับซ้อนของระบบนิติบัญญัติของสหรัฐฯ เอง ทำให้ TPP กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีฯ จำเป็นต้องแสดงจุดยืนเชิงนโยบายการค้าระหว่างประเทศให้ชัดเจน ซึ่งหากพิจารณาท่าทีของว่าที่ผู้สมัครทั้งในสังกัดของพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ได้แก่ นางคลินตัน วุฒิสมาชิกแซนเดอร์ และนายทรัมพ์ พบว่า ทั้งแซนเดอร์และทรัมพ์มีท่าทีต่อต้านการเข้าสู่ความตกลง TPP ของสหรัฐฯ ขณะที่ คลินตันซึ่งมีท่าทีประนีประนอมกว่า ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการให้มีการปรับปรุงเนื้อหาของร่างความตกลงฯ
ด้วยบรรยากาศทางการเมืองและประเด็นความอ่อนไหวต่างๆ ดังที่กล่าวมา ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันในการเสนอร่างความตกลง TPP เพื่อให้สภาคองเกรสดำเนินการให้สัตยาบันให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ความตกลง TPP อาจจะไม่ได้รับการเสนอให้สภาคองเกรสรับรองภายในปี 2559 และจำเป็นต้องรอประธานาธิบดีคนใหม่เพื่อดำเนินการเสนอต่อสภาคองเกรสต่อไป ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนทางกระแสการเมืองในสหรัฐฯ ที่มีต่อ TPP ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นที่การบังคับใช้ความตกลง TPP จะล่าช้าออกไป และในกรณีเลวร้ายที่สุด ความตกลง TPP อาจไม่สามารถบังคับใช้ได้ทันภายในกำหนดเวลา 2 ปี (4 กุมภาพันธ์ 2561) และกลายเป็นโมฆะในที่สุด
อนึ่ง ในกรณีที่ความตกลง TPP กลายเป็นโมฆะนั้น แม้ประเทศสมาชิกอื่นๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ อาจใช้ร่างความตกลง TPP เดิม เพื่อเดินหน้าการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกันต่อไป ทว่า เมื่อพิจารณาถึงการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก 11 ประเทศ โดยที่ไม่มีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดและเป็นตลาดผู้บริโภคขั้นสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุด เข้าร่วมด้วย พบว่า มีแรงจูงใจในการรวมกลุ่มน้อยมาก เนื่องจากประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศสมาชิกจะได้รับ ลดน้อยลงไปจนแทบไม่มีนัยสำคัญ อีกทั้งบางประเทศเหล่านี้ก็มีข้อตกลงการค้าเสรีทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคีระหว่างกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภาคพื้นแปซิฟิกยังคงมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ทั้งในมิติเชิงเศรษฐกิจและมิติเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะตอกย้ำความพยายามของสหรัฐฯ ในการเป็นผู้นำของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภาคพื้นแปซิฟิกให้ยังคงอยู่ และคงจะกลับมาเป็นประเด็นอีกในระยะปานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP) อันประกอบไปด้วยอาเซียน 10 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย เริ่มเห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
ดังที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยได้กล่าวย้ำในบทความก่อนหน้า ถึงภาพรวมผลกระทบของ TPP ที่มีต่อเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนของไทยที่อาจไม่มีนัยสำคัญนัก ไม่ว่าไทยจะเข้าร่วม TPP หรือไม่ก็ตาม หากว่าโครงสร้างการผลิตและการส่งออกแบบของไทยยังเป็นแบบดั้งเดิม ซึ่งไม่ตอบโจทย์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคและตลาดส่งออกปลายทาง รวมถึงปัญหาความสามารถทางการแข่งขันที่เสื่อมถอยลงที่ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพิจารณาถึงผลกระทบทางสังคมที่ภาระส่วนใหญ่จะตกอยู่กับภาคเกษตรและกลุ่มประชากรที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากตารางเปรียบเทียบผลกระทบสุทธิของ TPP ข้างล่าง ดังนี้
กล่าวคือ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การเข้าร่วม TPP ของไทยคงเป็นแค่การช่วยซื้อเวลาให้ผลกระทบจากปัญหาเชิงโครงสร้างการผลิตและการส่งออกที่ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญอยู่ ทอดยาวออกไปได้บ้าง ขณะที่ ผลกระทบทางสังคมอันเกิดจากเงื่อนไขตามความตกลง TPP ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรบางกลุ่มที่ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าเกษตรนำเข้าจากต่างประเทศ ประเด็นเรื่องสิทธิบัตรยาและภาระทางการคลัง รวมไปถึงข้อกังวลเรื่องสิทธิบัตรพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ อาจทำให้ผลกระทบสุทธิของการเข้าร่วม TPP ของไทยกลับกลายมาอยู่ในแดนลบได้ ทว่า หากภาครัฐมีแนวทางเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและบริหารจัดการปัญหาเชิงสังคมได้อย่างตรงจุด เช่น มีการปฏิรูปทางการคลังและระบบประกันสุขภาพในประเทศ รวมถึงการเจรจากับบริษัทเวชภัณฑ์ชั้นนำของโลกในเรื่อง Pricing strategy ของเวชภัณฑ์ที่จำหน่ายในเมืองไทย การเยียวยาและหางานใหม่ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสินค้าเกษตรนำเข้าราคาถูก และการมุ่งหน้าพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ท้องถิ่น ก็พอจะทำให้การเข้าร่วม TPP ก่อให้เกิดผลกระทบสุทธิที่เป็นบวกได้บ้าง
อย่างไรก็ดี นอกจากการเยียวยาและบริหารจัดการปัญหาทางสังคมแล้ว หากทั้งภาครัฐและเอกชนตื่นตัวและมีการปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างการผลิตของประเทศ กล่าวคือ การก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตที่ใช้ทุนและเทคโนโลยีที่สูงขึ้น การเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันผ่านทักษะแรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน และการเฟ้นหาสินค้าส่งออกหลักตัวใหม่ (Product champions) ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เมื่อผนวกกับประโยชน์จากการเข้าร่วมกลุ่ม TPP อันจะทำให้สินค้าส่งออกของไทยสามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ ได้โดยสะดวก ก็จะยิ่งช่วยย้ำสถานะของไทยในการเป็นจุดหมายการลงทุนดาวเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยให้มีการขยายตัวในระดับที่สูงขึ้นต่อไปในระยะยาว
ในมิติของการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ จะเห็นได้ว่าไทยอยู่บนทางแยกที่สำคัญอันจะเป็นตัวกำหนดเส้นทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ การปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถทางการแข่งขันดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ถือเป็น “ทางเลือกเชิงนโยบาย” ที่จะนำประเทศไปสู่ “ทางรอดเชิงเศรษฐกิจ” ในอนาคต ไม่ว่า TPP จะเกิดขึ้นหรือไม่ในระยะเวลาอันใกล้ และไทยจะเข้าร่วมกลุ่ม TPP หรือไม่ก็ตาม ซึ่งจากการพิจารณาแนวนโยบายหลักของการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยของทางการ สะท้อนถึงความพยายามของภาครัฐในการผลักดันและบูรณาการภาคการผลิตของประเทศให้ไปในทิศทางทางดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์ในการให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนที่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายมากขึ้น การผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่เชื่อมต่อและต่อยอดกับภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงภายในภูมิภาค รวมไปถึงการปรับโครงสร้างนโยบายการศึกษาและการจัดการแรงงานของประเทศ ขณะเดียวกัน ในฝั่งภาคเอกชน ด้วยความแตกต่างและหลากหลายของผู้ประกอบการในประเทศ ทำให้ความพร้อมในการปรับตัวของผู้ประกอบการแต่ละรายและแต่ละภาคเศรษฐกิจมีความแตกต่างกัน ดังนั้นภาครัฐต้องบริหารจัดการในการเคลื่อนทุกภาคส่วนของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน เพื่อยกระดับมาตรฐานของภาคการผลิตไทยไปสู่มาตรฐานโลก อันถือเป็นการสร้างแต้มต่อทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคตเพื่อรองรับการเกิดขึ้นของหลากหลายกรอบการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็น TPP RCEP หรือแม้กระทั่งการเจรจาเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิค (Free Trade Area of the ASIA-Pacific หรือ FTP-AP)
ประเด็นสำคัญ
•ด้วยเงื่อนเวลาและพัฒนาการทางการเมืองของสหรัฐฯ ทำให้มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่การบังคับใช้ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (TPP) จะล่าช้าออกไป
•ไทยจำเป็นต้องเดินหน้ายกระดับภาคอุตสาหกรรมของประเทศ เพื่อสร้างแต้มต่อทางเศรษฐกิจ รองรับการเกิดขึ้นของหลากหลายกรอบการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค
นับจากวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ 12 ประเทศสมาชิกได้ลงนามในความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค (Trans-Pacific Partnership หรือ TPP) แล้ว จุดจับตาคงอยู่ที่การลงมติให้สัตยาบันของสภาคองเกรสแห่งสหรัฐฯ เพื่อรับรองความตกลงฯ ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นปัจจัยชี้ขาดว่า TPP จะมีผลบังคับใช้หรือไม่ เนื่องจากเงื่อนไขหลักของการบังคับใช้ TPP คือ หากประเทศสมาชิกไม่สามารถให้สัตยาบันได้ครบทุกประเทศภายในระยะเวลา 2 ปี TPP จะยังคงสามารถบังคับใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีประเทศสมาชิกให้สัตยาบันอย่างน้อย 6 ประเทศและมีจีดีพีรวมกันอย่างน้อยร้อยละ 85 ของจีดีพีรวมของกลุ่ม ขณะที่สัดส่วนจีดีพีสหรัฐฯ อยู่ที่ราวร้อยละ 60 ของจีดีพีรวมของกลุ่ม TPP
TPP…วาทะทางการเมืองกอนศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ พรอมแรงเสียดทานจากภาคประชาสังคมและกลุมผลประโยชน
หากไล่ตามเงื่อนเวลาในกระบวนการให้สัตยาบันต่อ TPP ตามที่กำหนดไว้ใน Trade Promotion Authorities (TPA) ที่บัญญัติให้สภาคองเกรสมีเวลาพิจารณา 90 วันในการรับรองความตกลงการค้าระหว่างประเทศใดๆ ที่ดำเนินการภายใต้ TPA กับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 เท่ากับว่าฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันมีเวลาอีกเพียงราว 1 เดือนเพื่อเสนอร่างความตกลง TPP ให้สภาคองเกรสพิจารณาให้สัตยาบัน ขณะที่ ช่วงเวลาหลังการเลือกตั้งทั่วไปและก่อนที่สมาชิกสภาฯ ชุดใหม่เข้ารับตำแหน่ง หรือที่เรียกว่า Lame duck session นั้น ปกติจะไม่นิยมให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาผ่านร่างกฎหมายใดๆ
ทั้งนี้ จังหวะเวลาที่ทับซ้อนกันระหว่างการเดินหน้าของฝ่ายบริหารในการเสนอสภาคองเกรสเพื่อให้สัตยาบันรับรองความตกลง TPP กับการรณรงค์หาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะมาพร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ท่ามกลางแรงเสียดทานจากประชาสังคมและกลุ่มผลประโยชน์ที่มีต่อ TPP โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านผลกระทบทางลบต่อการจ้างงานในสหรัฐฯ รวมถึงความซับซ้อนของระบบนิติบัญญัติของสหรัฐฯ เอง ทำให้ TPP กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีฯ จำเป็นต้องแสดงจุดยืนเชิงนโยบายการค้าระหว่างประเทศให้ชัดเจน ซึ่งหากพิจารณาท่าทีของว่าที่ผู้สมัครทั้งในสังกัดของพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน ได้แก่ นางคลินตัน วุฒิสมาชิกแซนเดอร์ และนายทรัมพ์ พบว่า ทั้งแซนเดอร์และทรัมพ์มีท่าทีต่อต้านการเข้าสู่ความตกลง TPP ของสหรัฐฯ ขณะที่ คลินตันซึ่งมีท่าทีประนีประนอมกว่า ส่งสัญญาณชัดเจนว่าต้องการให้มีการปรับปรุงเนื้อหาของร่างความตกลงฯ
ด้วยบรรยากาศทางการเมืองและประเด็นความอ่อนไหวต่างๆ ดังที่กล่าวมา ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันในการเสนอร่างความตกลง TPP เพื่อให้สภาคองเกรสดำเนินการให้สัตยาบันให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ความตกลง TPP อาจจะไม่ได้รับการเสนอให้สภาคองเกรสรับรองภายในปี 2559 และจำเป็นต้องรอประธานาธิบดีคนใหม่เพื่อดำเนินการเสนอต่อสภาคองเกรสต่อไป ทั้งนี้ ความไม่แน่นอนทางกระแสการเมืองในสหรัฐฯ ที่มีต่อ TPP ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่ามีความเสี่ยงมากขึ้นที่การบังคับใช้ความตกลง TPP จะล่าช้าออกไป และในกรณีเลวร้ายที่สุด ความตกลง TPP อาจไม่สามารถบังคับใช้ได้ทันภายในกำหนดเวลา 2 ปี (4 กุมภาพันธ์ 2561) และกลายเป็นโมฆะในที่สุด
อนึ่ง ในกรณีที่ความตกลง TPP กลายเป็นโมฆะนั้น แม้ประเทศสมาชิกอื่นๆ นอกเหนือจากสหรัฐฯ อาจใช้ร่างความตกลง TPP เดิม เพื่อเดินหน้าการเปิดเสรีทางการค้าระหว่างกันต่อไป ทว่า เมื่อพิจารณาถึงการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก 11 ประเทศ โดยที่ไม่มีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดและเป็นตลาดผู้บริโภคขั้นสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุด เข้าร่วมด้วย พบว่า มีแรงจูงใจในการรวมกลุ่มน้อยมาก เนื่องจากประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศสมาชิกจะได้รับ ลดน้อยลงไปจนแทบไม่มีนัยสำคัญ อีกทั้งบางประเทศเหล่านี้ก็มีข้อตกลงการค้าเสรีทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคีระหว่างกันอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภาคพื้นแปซิฟิกยังคงมีความสำคัญต่อสหรัฐฯ ทั้งในมิติเชิงเศรษฐกิจและมิติเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะตอกย้ำความพยายามของสหรัฐฯ ในการเป็นผู้นำของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภาคพื้นแปซิฟิกให้ยังคงอยู่ และคงจะกลับมาเป็นประเด็นอีกในระยะปานกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership หรือ RCEP) อันประกอบไปด้วยอาเซียน 10 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย เริ่มเห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
ดังที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยได้กล่าวย้ำในบทความก่อนหน้า ถึงภาพรวมผลกระทบของ TPP ที่มีต่อเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนของไทยที่อาจไม่มีนัยสำคัญนัก ไม่ว่าไทยจะเข้าร่วม TPP หรือไม่ก็ตาม หากว่าโครงสร้างการผลิตและการส่งออกแบบของไทยยังเป็นแบบดั้งเดิม ซึ่งไม่ตอบโจทย์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคและตลาดส่งออกปลายทาง รวมถึงปัญหาความสามารถทางการแข่งขันที่เสื่อมถอยลงที่ไม่เคยได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพิจารณาถึงผลกระทบทางสังคมที่ภาระส่วนใหญ่จะตกอยู่กับภาคเกษตรและกลุ่มประชากรที่อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากตารางเปรียบเทียบผลกระทบสุทธิของ TPP ข้างล่าง ดังนี้
อย่างไรก็ดี นอกจากการเยียวยาและบริหารจัดการปัญหาทางสังคมแล้ว หากทั้งภาครัฐและเอกชนตื่นตัวและมีการปรับปรุงพัฒนาโครงสร้างการผลิตของประเทศ กล่าวคือ การก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตที่ใช้ทุนและเทคโนโลยีที่สูงขึ้น การเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันผ่านทักษะแรงงานและโครงสร้างพื้นฐาน และการเฟ้นหาสินค้าส่งออกหลักตัวใหม่ (Product champions) ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เมื่อผนวกกับประโยชน์จากการเข้าร่วมกลุ่ม TPP อันจะทำให้สินค้าส่งออกของไทยสามารถเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ ได้โดยสะดวก ก็จะยิ่งช่วยย้ำสถานะของไทยในการเป็นจุดหมายการลงทุนดาวเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจของไทยให้มีการขยายตัวในระดับที่สูงขึ้นต่อไปในระยะยาว
ในมิติของการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ จะเห็นได้ว่าไทยอยู่บนทางแยกที่สำคัญอันจะเป็นตัวกำหนดเส้นทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ การปรับตัวเพื่อเพิ่มศักยภาพและความสามารถทางการแข่งขันดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ถือเป็น “ทางเลือกเชิงนโยบาย” ที่จะนำประเทศไปสู่ “ทางรอดเชิงเศรษฐกิจ” ในอนาคต ไม่ว่า TPP จะเกิดขึ้นหรือไม่ในระยะเวลาอันใกล้ และไทยจะเข้าร่วมกลุ่ม TPP หรือไม่ก็ตาม ซึ่งจากการพิจารณาแนวนโยบายหลักของการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยของทางการ สะท้อนถึงความพยายามของภาครัฐในการผลักดันและบูรณาการภาคการผลิตของประเทศให้ไปในทิศทางทางดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์ในการให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุนที่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายมากขึ้น การผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่เชื่อมต่อและต่อยอดกับภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงภายในภูมิภาค รวมไปถึงการปรับโครงสร้างนโยบายการศึกษาและการจัดการแรงงานของประเทศ ขณะเดียวกัน ในฝั่งภาคเอกชน ด้วยความแตกต่างและหลากหลายของผู้ประกอบการในประเทศ ทำให้ความพร้อมในการปรับตัวของผู้ประกอบการแต่ละรายและแต่ละภาคเศรษฐกิจมีความแตกต่างกัน ดังนั้นภาครัฐต้องบริหารจัดการในการเคลื่อนทุกภาคส่วนของประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน เพื่อยกระดับมาตรฐานของภาคการผลิตไทยไปสู่มาตรฐานโลก อันถือเป็นการสร้างแต้มต่อทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคตเพื่อรองรับการเกิดขึ้นของหลากหลายกรอบการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็น TPP RCEP หรือแม้กระทั่งการเจรจาเขตการค้าเสรีเอเชียแปซิฟิค (Free Trade Area of the ASIA-Pacific หรือ FTP-AP)






