thansettakij
thansettakij
ถึงเวลาแบรนด์ไทย โกอินเตอร์ รุกปูพรม CLMV ก่อนขยายสู่ยุโรป อเมริกา

ถึงเวลาแบรนด์ไทย โกอินเตอร์ รุกปูพรม CLMV ก่อนขยายสู่ยุโรป อเมริกา

06 มิ.ย. 59 | 03:00 น.
ปิดฉากลงแล้วสำหรับงาน THAIFEX – World of Food Asia 2016 ซึ่งจัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ หอการค้าไทย และ โคโลญเมสเซ่ ประเทศเยอรมนี ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กับความสำเร็จที่เกินคาดหมาย แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของ

[caption id="attachment_59267" align="aligncenter" width="335"] sea value sea value[/caption]

แบรนด์ไทย ที่เข้าไปตีตลาดโลกได้อย่างสบาย สำหรับแบรนด์สินค้าไทยด้านอาหารและเครื่องดื่มสามารถเข้าไปสร้างยอดขายในเวทีโลกได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งแบรนด์ไทยเองยังคงมุ่งหน้าพัฒนาสินค้าและแนวทางการทำตลาด เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

เงินสะพัดกว่า9.64พันล้าน

ผลจากงานไทยเฟ็กซ์ในปีนี้จบลงด้วยจำนวนผู้เข้าชมงานกว่า 1.5 แสนคน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 7.32% แบ่งเป็นภาคเอกชนและผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหาร (Trade Visitors) กว่า 4 หมื่นราย เพิ่มขึ้น 23.93% ขณะที่บุคคลทั่วไปมีจำนวนกว่า 1 แสนราย ทั้งนี้มีจำนวนผู้เข้าชมงานจากทั่วโลก 113 ประเทศ และ 10 ประเทศแรกที่เข้าชมงานสูงสุด ได้แก่ มาเลเซีย จีน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง เวียดนาม สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ขณะที่การเจรจาทางธุรกิจที่เกิดขึ้นในงาน มีมูลค่ากว่า 9.64 พันล้านบาท ทั้งมูลค่าการซื้อขายภายในวันเจรจาธุรกิจ และยอดขายภายใน 1 ปีหลังจบงาน และภายในงานมีการจับคู่เจรจาธุรกิจผ่าน Thaitrade.com เกิดการเจรจาธุรกิจแล้ว 326 คู่ จากกว่า 40 ประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย เบลเยียม บรูไน แคนาดา จีน อินเดีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เป็นต้น

[caption id="attachment_59268" align="aligncenter" width="500"] CP CP[/caption]

ส่งกะทิไทยตีตลาดโลก

งานนี้ยังเป็นพื้นที่ให้กลุ่มสินค้าได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆด้วย อย่าง บริษัท เอเซียติค อุตสาหกรรมเกษตร จำกัด ในฐานะผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว หนึ่งในผู้เข้าร่วมงานไทยเฟ็กซ์ได้เปิดตัว “กะทิอัมพวา” กะทิ100% ในขวด PET เพื่อจับตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งตามแผนงานที่วางไว้ ปีแรกจะเปิดตัวทำตลาดภายในประเทศก่อน ส่วนปี 2560 วางแผนทำตลาดในต่างประเทศ จากฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่กว่า 77 ประเทศ ซึ่งการเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในงานไทยเฟ็กซ์ เป็นการหาคู่ค้ารายใหม่เพื่อขยายตลาดด้วย ตลาดเป้าหมายสำคัญที่ต้องการขยายเข้าไป ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น โดยก่อนหน้านี้ได้ส่งกะทิไปทำตลาดบ้างแล้วที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์และไอซ์แลนด์ ได้รับการตอบรับที่ดี นอกจากนี้ ยังวางแผนหาพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา และเวียดนามด้วย

“นายณัฐพล วิสุทธิไกรสีห์” กรรมการผู้จัดการ ได้วางกลยุทธ์ทำการตลาดของ “กะทิอัมพวา” ในประเทศไทย คือ เรื่องรสชาติที่เหมือนกับกะทิคั้นสด พร้อมสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่ใช้กะทิคั้นสด ให้เปลี่ยนมาใช้ในแบบบรรจุขวด ขณะที่ตลาดต่างประเทศ จะมุ่งเน้นการผลักดันสินค้าเข้าไปในครัวไทยที่เปิดร้านให้บริการอยู่ในต่างประเทศ นอกจากผลิตภัณฑ์กะทิแล้ว ยังมีน้ำมะพร้าวบรรจุขวดและผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวอื่นๆ ที่ไปทำตลาด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น วุ้นมะพร้าว เป็นต้น ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะมียอดขายเติบโต 20% หรือเกือบ 4 พันล้านบาท จากสัดส่วนตลาดในต่างประเทศ 80% และตลาดในประเทศ 20%

ม้าบินเตรียมลุยCLMV

ขณะที่ “นายไกรศักดิ์ ธีรโชติมงคล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซอสพริกไทยรุ่งเรือง จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรส แบรนด์ม้าบิน (mabin) ได้เข้าร่วมงานไทยเฟ็กซ์ในครั้งนี้ด้วย แม้ว่าจะไม่ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ แต่ต้องการหาพันธมิตรทางธุรกิจในต่างประเทศ รวมถึงสร้างแบรนด์ให้ตลาดในประเทศรู้จักเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกับตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV ที่ปัจจุบันยังถือว่าเข้าไปทำตลาดได้เพียง 1-2 ปีเท่านั้น และมูลค่าการขายยังไม่มากนักเพียง 2-3% เท่านั้น แต่ถือว่ามีทิศทางการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้บริษัทต้องการหาคู่ค้าที่มีเครือข่ายสามารถจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าได้จำนวนมาก ทั้งในประเทศเวียดนาม กัมพูชา และสปป.ลาว

สำหรับแนวทางการทำตลาดในต่างประเทศนั้น จะให้การสนับสนุนกิจกรรมการตลาด ออกงานแสดงสินค้า การจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างในแต่ละประเทศ โดยวางเป้าหมายในระยะ 3-5 ปี สัดส่วนยอดขายในตลาดต่างประเทศคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 20-30% ของยอดขายโดยรวม

ตั้งโรงงานขยายตลาดในตปท.

นอกจากที่จะส่งสินค้าไปจำหน่ายแล้วผู้ประกอบการไทย ยังมองหาโอกาสสำหรับการตั้งแหล่งผลิตในต่างประเทศด้วย อย่าง บริษัท ซีแวลู จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล และทูน่ากระป๋อง ได้ให้ความสนใจที่จะขยายตลาดมากขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV และจีน จากก่อนหน้าได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าในจีน และได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานอย่างดี รวมถึงการส่งสินค้าไปทำตลาดในเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการหาคู่ค้าเพื่อเข้ามาทำตลาดและเป็นตัวแทนจำหน่าย นอกจากนี้ยังวางแผนการก่อสร้างโรงงานผลิตสินค้าในเมียนมา ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ50 ล้านบาท เพื่อทำตลาดในประเทศเมียนมาและประเทศใกล้เคียง รวมถึงการสร้างโรงงานในกลุ่มประเทศยุโรป ที่คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อเป็นฐานทำตลาดและส่งสินค้าไปในกลุ่มประเทศยุโรป ส่วนในประเทศจีนมีแผนการตั้งโรงงานผลิตเช่นกัน

สำหรับแนวทางการทำตลาดในต่างประเทศ นอกจากการสร้างฐานผลิตสินค้าแล้ว การพัฒนาสินค้าที่ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรสชาติ และรูปแบบสินค้า ถือเป็นหัวใจสำคัญที่มองว่าจะต้องผลิตออกมาให้ได้ทุกประเทศในโลก ทำให้เตรียมงบประมาณ 200 ล้านบาท ในการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาสินค้าขึ้นมารองรับ เพื่อสร้างการเติบโตปีละ 5% ภายในระยะ 5 ปีนับจากนี้ จากปีที่ผ่านมามียอดขายกว่า 2.3 พันล้านบาท เป็นสัดส่วนส่งออกถึง 95% ตลาดสำคัญได้แก่ เอเชีย ยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย ส่วนตลาดในประเทศมีสัดส่วนยอดขาย 5%

แม้ว่าเวทีการจัดงานไทยเฟ็กซ์ 2016 จะสิ้นสุดลง แต่เกมการค้าเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการที่มีคู่ค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ ที่สนใจนำแบรนด์สินค้าเข้าไปทำตลาด ซึ่งความสำเร็จคงจะเกิดจากทั้งเจ้าของแบรนด์สินค้าผนึกกำลังกับพันธมิตร ที่จะเข้าไปตีตลาดในประเทศต่างๆ และในอนาคตซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้ตามเป้าหมายที่ต้องการหรือไม่ แต่อย่างน้อยเวทีการค้าที่จบลง ก็ย้ำให้เห็นได้ว่าสินค้าและบริการของแบรนด์ไทย มีศักยภาพและความเป็นสากล ที่สามารถดึงดูดตลาดต่างประเทศให้หันมาสนใจได้ ปีหน้าคงกลับมาดูถึงการพัฒนาสินค้าของไทยต่อไปว่าจะมีลูกเล่นอะไรใหม่ๆ ออกมาให้เห็นอีกบ้าง กับ งาน“THAIFEX-World of Food Asia 2017”

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,163 วันที่ 5 - 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business