thansettakij
thansettakij
ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม เม.ย. 59 ปรับลดลงเหตุหยุดยาวต่อเนื่อง 

ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม เม.ย. 59 ปรับลดลงเหตุหยุดยาวต่อเนื่อง 

25 พ.ค. 59 | 08:10 น.
อัปเดตล่าสุด :25 พ.ค. 59 | 11:57 น.
นายเจน  นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมไทย (Thai Industries Sentiment Index: TISI) ประจำเดือนเมษายน 2559 จำนวน 1,212 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แยกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดย่อม อุตสาหกรรมขนาดกลาง และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ร้อยละ 27.7, 34.8 และ 37.5 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ตามลำดับ นอกจากนี้ยังแบ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ร้อยละ 42.1,13.5,16.0,11.5, และ 16.9 ตามลำดับ และแบ่งตามกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดในประเทศ และกลุ่มอุตสาหกรรมที่เน้นตลาดต่างประเทศ ร้อยละ 79.5 และ 20.5 ตามลำดับ ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนเมษายน 2559 อยู่ที่ระดับ 85.0 ปรับตัวลดลงจากระดับ 86.7  ในเดือนมีนาคม ทั้งนี้ค่าดัชนีฯ ที่ลดลงเกิดจากองค์ประกอบ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ

ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวลดลงจากเดือนก่อนหน้า สาเหตุจากในเดือนเมษายนมีวันทำงานน้อย เนื่องจากมีวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทำให้การใช้กำลังการผลิตลดลง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิกส์ ปูนซีเมนต์ พลาสติก และปิโตรเคมี เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อการแข็งค่าของเงินบาท ที่กระทบต่อขีดความสามารถในการส่งออก และปัญหาภัยแล้ง ทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตในอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 98.3 ในเดือนมีนาคม เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อกำลังซื้อในภูมิภาคที่ฟื้นตัวช้า จากความรุนแรงของปัญหาภัยแล้ง ราคาน้ำมันในประเทศที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน รวมทั้งมาตรการกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศโดยเฉพาะมาตรการที่มิใช่ภาษี

ส่วน ดัชนีความเชื่อมั่นจำแนกตามขนาดของของกิจการ ในเดือนเมษายน 2559 จากการสำรวจพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นฯของอุตสาหกรรมขนาดย่อม ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ปรับตัวลดลงทุกกลุ่ม

โดย อุตสาหกรรมขนาดย่อม พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในเดือนเมษายน 2559 อยู่ที่ระดับ 75.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 76.8 ในเดือนมีนาคม โดยองค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมขนาดย่อมที่ค่าดัชนีฯปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อนการเกษตร,อุตสาหกรรมยา,อุตสาหกรรมการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 95.5 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 95.8 ในเดือนมีนาคม โดยองค์ประกอบดัชนีฯคาดการณ์ที่ลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

อุตสาหกรรมขนาดกลาง  พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในเดือนเมษายน 2559 อยู่ที่ระดับ 83.6 ปรับตัวลดลงจากระดับ 87.3 ในเดือนมีนาคมองค์ประกอบดัชนีฯที่ลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมขนาดกลางที่ค่าดัชนีฯปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์,อุตสาหกรรมหลังคาและอุปกรณ์,อุตสาหกรรมเยื่อและกระดาษ เป็นต้นขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 97.9 ปรับตัวลดลงจากระดับ 99.1 ในเดือนมีนาคม โดยองค์ประกอบดัชนีฯคาดการณ์ลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

ด้าน อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในเดือนเมษายน 2559 อยู่ที่ระดับ 93.2 ปรับตัวลดลงจากระดับ 94.1 ในเดือนมีนาคม โดยองค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ค่าดัชนีฯปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็คทรอนิกส์และโทรคมนาคม, อุตสาหกรรมปิโตรเคมี, อุตสาหกรรมเคมี เป็นต้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับอยู่ที่ระดับ 97.9 ลดลงจากระดับ 99.4 ในเดือนมีนาคม โดยองค์ประกอบดัชนีฯคาดการณ์ลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

ผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นฯ รายภูมิภาค ประจำเดือนเมษายน 2559 จากการสำรวจพบว่าค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯของภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกและภาคใต้ ปรับตัวลดลงทุกภูมิภาค

ภาคกลาง พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในเดือนเมษายน 2559 อยู่ที่ระดับ 89.7 ปรับตัวลดลงจากระดับ 93.1 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีฯที่ลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม, ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ อุตสาหกรรมในภาคกลางที่ส่งผลด้านลบต่อค่าดัชนีฯได้แก่ อุตสาหกรรมพลาสติก (สินค้าประเภทชิ้นส่วนพลาสติกมีการส่งออกไปตลาดยุโรปและเอเชีย ลดลง เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกทำให้คู่ค้าชะลอการสั่งซื้อ ขณะที่การผลิตในประเทศชะลอตัวเนื่องจากวันหยุดช่วงสงกรานต์) อุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ (กล่องกระดาษลูกฟูก มียอดสั่งซื้อและการผลิตลดลง ขณะที่ป้ายพิมพ์โฆษณามีคำสั่งซื้อในประเทศลดลง เนื่องจากลูกค้าหันไปใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น กล่องกระดาษและบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษมียอดการส่งออกจีนและญี่ปุ่น ลดลง) อุตสาหกรรมหล่อโลหะ (ผลิตภัณฑ์หล่อโลหะประเภทชิ้นส่วนเครื่องจักรกลอุตสาหกรรม และชิ้นส่วนเครื่องจักรการเกษตร  มียอดการส่งออกลดลงจากประเทศในแถบเอเชีย รวมทั้งผลิตภัณฑ์ ขึ้นรูปต่างๆ โลหะตัวพิมพ์ มียอดสั่งซื้อและยอดขายในประเทศลดลง) อุตสาหกรรมในภาคกลางที่ส่งผลด้านบวกต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่  อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง (ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว มีคำสั่งซื้อจากประเทศจีน ฮ่องกง และCLMV เพิ่มขึ้น รวมทั้งตลาดในประเทศมียอดขายเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการจัดโปรโมชั่น และเปิดตัวสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น) ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 101.3 ลดลงเล็กน้อยจากระดับ 101.2 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีฯที่คาดการณ์ที่ลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

ภาคเหนือ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในเดือนเมษายน 2559 อยู่ที่ระดับ 77.1 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 77.4 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม, ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ อุตสาหกรรมในภาคเหนือที่ส่งผลด้านลบต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่  อุตสาหกรรมหลังคาและอุปกรณ์ (สินค้าประเภทกระเบื้องหลังคาลอน แผ่นฝ้าเพดานมียอดขายในประเทศลดลง รวมทั้งตลาดส่งออก ผลิตภัณฑ์กระเบื้องหลังคา มีคำสั่งซื้อจากประเทศพม่า ลาว และเวียดนาม ลดลง) หัตถอุตสาหกรรม (ผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องปั้นดินเผา ดอกไม้ประดิษฐ์ และของที่ระลึก มียอดขายในประเทศลดลง) อุตสาหกรรมเซรามิก (เครื่องเคลือบดินเผา, ชุดอาหาร มียอดการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น, จีน ลดลงเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวประเทศคู่ค้ามีการชะลอการสั่งซื้อ รวมทั้งเครื่องสุขภัณฑ์เซรามิก มียอดขายในประเทศลดลง) อุตสาหกรรมในภาคเหนือ ที่ส่งผลด้านบวกต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่  อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม (ผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าสำเร็จรูป และเสื้อลายดอกมียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากเทศกาลสงกรานต์)ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 93.1 ลดลงจากระดับ 95.2 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีฯคาดการณ์ที่ลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในเดือนเมษายน 2559 อยู่ที่ระดับ 75.3 ปรับตัวลดลงจากระดับ 77.2 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับตัวลดลงได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ อุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ส่งผลด้านลบต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่ อุตสาหกรรมแกรนิตและหินอ่อน (สินค้าประเภทอิฐมอญ หินแกรนิต หินอ่อน มียอดขายในประเทศและการผลิตลดลง, กระเบื้องปูพื้นแกรนิต มียอดสั่งซื้อจากประเทศเวียดนาม มาเลเซีย ลดลง)อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร (เครื่องนวดข้าว รถไถนา อุปกรณ์การเกษตร มียอดขายในประเทศลดลง เนื่องจากภัยแล้งทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง) อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ (ยอดคำสั่งซื้อและยอดขายปูนซีเมนต์ชนิดผงและปูนซีเมนต์สำเร็จในประเทศลดลง ประกอบกับอยู่ในช่วงวันหยุดยาว ส่งผลให้ปริมาณการผลิตลดลง) อุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ส่งผลด้านบวกต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่   อุตสาหกรรมน้ำตาล (ผลิตภัณฑ์น้ำตาลทราย มียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้ในผลิตภัณฑ์น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง เนื่องจากสภาพอากาศร้อน ประกอบกับในช่วงเทศกาล รวมทั้งมีการส่งออกไปตะวันออกกลางและเอเชียเพิ่มขึ้น)ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 92.3 ลดลงเล็กน้อยจากระดับ 92.6 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีฯคาดการณ์ที่ลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

ภาคตะวันออก ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในเดือนเมษายน  2559 อยู่ที่ระดับ 91.5 ปรับตัวลดลงจากระดับ 94.2 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับตัวลดลงได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกที่ส่งผลด้านลบ ต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี (ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก มีคำสั่งซื้อในประเทศ และการส่งออกไปประเทศจีน ลดลง ขณะที่ราคาวัตถุดิบปรับตัวเพิ่มขึ้น) อุตสาหกรรมเคมี  (ผลิตภัณฑ์สารเคมีอุตสาหกรรม มียอดคำสั่งซื้อลดลงจากตลาดในประเทศและจากตลาดอาเซียน, จีนและอินเดีย เนื่องจากลูกค้าไม่สต็อกสินค้า ประกอบกับความผันผวนของราคาสินค้า) อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็คทรอนิกส์และโทรคมนาคม  (ผลิตภัณฑ์แผงวงจรไฟฟ้า กล้องวีดีโอ หลอดไฟLED มีการส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น ตะวันออกกลางลดลง ขณะเดียวกันสินค้าประเภทชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน มียอดขายในประเทศลดลง)อุตสาหกรรมในภาคตะวันออกที่ส่งผลด้านบวกต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและทำความเย็น (ผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศ มียอดขายในประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศร้อน ประกอบกับมีสินค้ารุ่นใหม่ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ทำให้ความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น สินค้าประเภทคอมเพสรเซอร์มีการส่งออกไปประเทศแถบอาเซียน สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และ CLMV เพิ่มขึ้น ) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 97.8 ลดลงจาก ระดับ 98.3 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีฯคาดการณ์ที่ลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ

ส่วน ภาคใต้ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ เดือนเมษายน 2559 อยู่ที่ระดับ 84.2 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ  84.4 ในเดือนมีนาคม  องค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการอุตสาหกรรมในภาคใต้ที่ส่งผลด้านลบ ต่อค่าดัชนีฯ ได้แก่ อุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม (น้ำมันปาล์ม มียอดการผลิตในประเทศลดลง เนื่องจากปัญหาภัยแห้งทำให้ขาดแคลนวัตถุดิบ ) อุตสาหกรรมโรงเลื่อยและโรงอบไม้ (ไม้ยางพาราแปรรูปมียอดขายในประเทศลดลง และขาดแคลนวัตถุดิบเนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้ง ด้านการส่งออกได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น  ขณะที่วันหยุดช่วงสงกรานต์เป็นอุปสรรคต่อการขนส่งสินค้า) อุตสาหกรรมในภาคใต้ที่ส่งผลด้านบวกต่อค่าดัชนีฯ  ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาง (ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยางพารา เช่น ถุงมือยาง  มีการส่งออกไปตลาดจีนเพิ่มขึ้น ผลิตภัณฑ์น้ำยางข้น 60% มีการส่งออกไปประเทศไต้หวัน จีน และเวียดนามเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันราคายางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควันมีราคาปรับตัวสูงขึ้นส่งผลดีต่อชาวสวนยาง) ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 94.5 ลดลงจากระดับ 98.6 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมจำแนกตามการส่งออก (ดัชนีความเชื่อมั่นฯ จำแนกตามร้อยละของการส่งออกต่อยอดขาย แบ่งออกเป็น  2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศกับกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศ) โดยจากการสำรวจพบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในเดือนเมษายน 2559 จากการสำรวจพบว่าค่าดัชนีความเชื่อมั่นฯ กลุ่มที่เน้นตลาดในประเทศ และกลุ่มที่เน้นตลาดต่างประเทศอยู่ที่ระดับ 83.6 และ 90.5 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงจากเดือนมีนาคม

กลุ่มที่มีการส่งออกน้อยกว่าร้อยละ 50 ของยอดขาย (เน้นตลาดในประเทศ) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในเดือนเมษายน 2559 อยู่ที่ระดับ 83.6 ปรับตัวลดลงจากระดับ 85.8 ในเดือนมีนาคมองค์ประกอบดัชนีฯที่ปรับตัวลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ที่ค่าดัชนีฯ ปรับตัวลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมพลาสติก,อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร และอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 98.5 ปรับตัวลดลงจากระดับ 100.0 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีฯ คาดการณ์ที่ลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

กลุ่มที่มีการส่งออกตั้งแต่ร้อยละ 50 ของยอดขายขึ้นไป (เน้นตลาดในต่างประเทศ) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ในเดือนเมษายน 2559 อยู่ที่ระดับ 90.5 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 90.8 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีฯที่ลดลง ได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการและผลประกอบการ สำหรับอุตสาหกรรมในกลุ่มนี้ที่ค่าดัชนีฯลดลง ได้แก่ อุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็คทรอนิกส์และโทรคมนาคม,อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลและโลหะการ, อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 92.3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 91.1 ในเดือนมีนาคม องค์ประกอบดัชนีฯคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นได้แก่ ยอดรับคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต และผลประกอบการ

สำหรับด้านสภาวะแวดล้อมในการดําเนินกิจการ เมื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบการอุตสาหกรรมในเดือนเมษายน 2559 พบว่าปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลเพิ่มขึ้น ได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจโลก อัตราแลกเปลี่ยน และราคาน้ำมัน ส่วนปัจจัยที่ผู้ประกอบการมีความกังวลลดลง ได้แก่ สถานการณ์การเมืองในประเทศ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการที่มีต่อภาครัฐในเดือน เมษายน คือ เร่งส่งเสริมการเปิดตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศ CLMV โดยเน้นระดับเมืองใหญ่ เพื่อขยายช่องทางการกระจายสินค้า พร้อมสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ประกอบการ SMEs เพื่อการลงทุนปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต อีกทั้งพัฒนามาตรฐานฝีมือแรงงาน และระบบการรับรองความสามารถของกำลังแรงงาน  และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวน