
สบส.ดัน“วิสาหกิจชุมชนอินทรีย์”
นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(กรมสบส.) กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า กรมสบส.ได้ผลักดันให้เกิดตำบลจัดการสุขภาพดี วิสาหกิจชุมชนยั่งยืน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้มีสุขภาพดี มีเงินใช้ เน้นการทำกินทำใช้ในครัวเรือนและชุมชนทดแทนการซื้อ ซึ่งต่อปีในแต่ละตำบลมีรายจ่ายเรื่องของข้าวปลาอาหาร เครื่องดื่ม ซื้อปุ๋ยตำบลละกว่า 50 ล้านบาท บางแห่งมากกว่า 100 ล้านบาท โดยมีอสม.และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเป็นแกนนำร่วมกับผู้นำชุมชน เช่นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่งเสริมให้ประชาชนทำการเกษตรอินทรีย์ ปลูกผัก ผลไม้ที่เรียกว่าผักผลไม้อินทรีย์ หรือออร์แกนิก (Organic Food) ปลอดการใช้สารเคมี ทั้งปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืช ซึ่งอาหารประเภทนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ป้องกันโรคต่างๆ ได้ เช่น มะเร็ง ภูมิแพ้ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ร่างกายได้รับสารอาหาร วิตามินในประมาณสูง เพราะมีความสดใหม่
“ข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานในปี 2557 ประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในการทำการเกษตรรวม 5 ล้านกว่าตัน มูลค่าเกือบ 9 หมื่นล้านบาท ในขณะเดียวกันผลการตรวจเลือดของเกษตรกร โดยกรมควบคุมโรค ในปี 2557 พบร้อยละ 34 อยู่ในระดับไม่ปลอดภัย สารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายทั้งการสัมผัส การสูดดมและการปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม ผลของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีทั้งเฉียบพลัน เช่นเวียนศีรษะ อาเจียน และระยะยาว คือเป็นมะเร็ง จึงต้องมีการปรับเปลี่ยน สอดแทรกเรื่องของสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนให้เข้ากับวิถีชีวิตให้ได้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของการดูแลสุขภาพของตัวประชาชนเอง โดยกินอาหารเป็นยา”
นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง กล่าวต่อไปว่า ในปี 2559 นี้ ตั้งเป้าดำเนินการใน 5,000 ตำบล จากการติดตามผลงานในรอบ 6 เดือนมานี้ พบในระดับชุมชน หมู่บ้าน มีความก้าวหน้า หลายชุมชนหันมาปลูกพืชผักอินทรีย์ไว้กินเองในครัวเรือน และส่งขายในตลาดหมู่บ้านด้วย เช่นที่ ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ชาวบ้านมีสุขภาพดีขึ้น ล่าสุดที่บ้านสี่แยกสวนป่า ต.วังหิน อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราชพบว่าประสบผลสำเร็จ และเป็นตำบลต้นแบบในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ สร้างชุมชนเกษตรอินทรีย์ ประชาชนรวมกลุ่มกันนำเศษอาหารจากครัวเรือน พืชผลที่ไม่ได้ใช้มาทำน้ำหมักชีวภาพ ใช้เป็นปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืชแทนการใช้สารเคมีได้ผลดีมาก การใช้ขยายวงกว้างไปสู่หมู่บ้านใกล้เคียงเรื่อยๆ
ด้านนายธีระวัฒน์ แดงกะเปา ผู้อำนวยการรพ.สต.บ้านสี่แยกสวนป่า ต.วังหิน อ.บางขัน กล่าวว่า ที่ ต.วังหิน อ.บางขัน ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำสวนยางพารา ขณะนี้รายได้ครัวเรือนลดลง เพราะราคายางต่ำลง การดำเนินการวิสาหกิจชุมชนที่ ต.วังหิน อ.บางขันจะเน้นความสอดคล้องกับปัญหาสุขภาพของชุมชน ซึ่งพบว่าประชาชนป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็งกันมาก โดยมีหลายโครงการ อาทิ โครงการอาหารปลอดภัย โครงการเมินตลาดสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ตำบลวังหิน ให้ชาวบ้านปลูกผักและผลไม้โดยใช้น้ำหมักธรรมชาติ พบได้ผลดี รสชาติผักผลไม้ดีมาก ลดรายจ่ายการซื้ออาหารประจำวัน ลดความเสี่ยงสัมผัสสารกำจัดศัตรูพืชลงได้
ขณะนี้ได้จัดทำโครงการ “โรงสีข้าวชุมชน” เพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวในร่องสวนยางพาราสนับสนุนให้ครัวเรือนและชุมชนได้กินข้าวอินทรีย์ ข้าวกล้อง เนื่องจากมีวิตามิน มีเส้นใย ทำให้อิ่มอยู่ได้นาน ไม่กินจุบจิบ เส้นใยอาหารจะดูดซับไขมันส่วนหนึ่งที่ติดไปกับอาหารออกจากร่างกาย จึงทำให้ไม่อ้วน และที่สำคัญคือ โรงสีข้าวชุมชนจะเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านการบริหารจัดการในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชนให้รู้จักการพึ่งตนเองในระยะยาว นำชุมชนไปสู่ความเข้มแข็งได้อย่างแท้จริง
“ข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รายงานในปี 2557 ประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในการทำการเกษตรรวม 5 ล้านกว่าตัน มูลค่าเกือบ 9 หมื่นล้านบาท ในขณะเดียวกันผลการตรวจเลือดของเกษตรกร โดยกรมควบคุมโรค ในปี 2557 พบร้อยละ 34 อยู่ในระดับไม่ปลอดภัย สารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายทั้งการสัมผัส การสูดดมและการปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม ผลของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีทั้งเฉียบพลัน เช่นเวียนศีรษะ อาเจียน และระยะยาว คือเป็นมะเร็ง จึงต้องมีการปรับเปลี่ยน สอดแทรกเรื่องของสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนให้เข้ากับวิถีชีวิตให้ได้ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของการดูแลสุขภาพของตัวประชาชนเอง โดยกินอาหารเป็นยา”
นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง กล่าวต่อไปว่า ในปี 2559 นี้ ตั้งเป้าดำเนินการใน 5,000 ตำบล จากการติดตามผลงานในรอบ 6 เดือนมานี้ พบในระดับชุมชน หมู่บ้าน มีความก้าวหน้า หลายชุมชนหันมาปลูกพืชผักอินทรีย์ไว้กินเองในครัวเรือน และส่งขายในตลาดหมู่บ้านด้วย เช่นที่ ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ชาวบ้านมีสุขภาพดีขึ้น ล่าสุดที่บ้านสี่แยกสวนป่า ต.วังหิน อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราชพบว่าประสบผลสำเร็จ และเป็นตำบลต้นแบบในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ สร้างชุมชนเกษตรอินทรีย์ ประชาชนรวมกลุ่มกันนำเศษอาหารจากครัวเรือน พืชผลที่ไม่ได้ใช้มาทำน้ำหมักชีวภาพ ใช้เป็นปุ๋ยและสารกำจัดศัตรูพืชแทนการใช้สารเคมีได้ผลดีมาก การใช้ขยายวงกว้างไปสู่หมู่บ้านใกล้เคียงเรื่อยๆ
ด้านนายธีระวัฒน์ แดงกะเปา ผู้อำนวยการรพ.สต.บ้านสี่แยกสวนป่า ต.วังหิน อ.บางขัน กล่าวว่า ที่ ต.วังหิน อ.บางขัน ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำสวนยางพารา ขณะนี้รายได้ครัวเรือนลดลง เพราะราคายางต่ำลง การดำเนินการวิสาหกิจชุมชนที่ ต.วังหิน อ.บางขันจะเน้นความสอดคล้องกับปัญหาสุขภาพของชุมชน ซึ่งพบว่าประชาชนป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็งกันมาก โดยมีหลายโครงการ อาทิ โครงการอาหารปลอดภัย โครงการเมินตลาดสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารในพื้นที่ตำบลวังหิน ให้ชาวบ้านปลูกผักและผลไม้โดยใช้น้ำหมักธรรมชาติ พบได้ผลดี รสชาติผักผลไม้ดีมาก ลดรายจ่ายการซื้ออาหารประจำวัน ลดความเสี่ยงสัมผัสสารกำจัดศัตรูพืชลงได้
ขณะนี้ได้จัดทำโครงการ “โรงสีข้าวชุมชน” เพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวในร่องสวนยางพาราสนับสนุนให้ครัวเรือนและชุมชนได้กินข้าวอินทรีย์ ข้าวกล้อง เนื่องจากมีวิตามิน มีเส้นใย ทำให้อิ่มอยู่ได้นาน ไม่กินจุบจิบ เส้นใยอาหารจะดูดซับไขมันส่วนหนึ่งที่ติดไปกับอาหารออกจากร่างกาย จึงทำให้ไม่อ้วน และที่สำคัญคือ โรงสีข้าวชุมชนจะเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านการบริหารจัดการในรูปแบบของวิสาหกิจชุมชนให้รู้จักการพึ่งตนเองในระยะยาว นำชุมชนไปสู่ความเข้มแข็งได้อย่างแท้จริง






