
สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทยไม่ค้านเก็บภาษี
ส.อุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย โต้กลับไม่ได้คัดค้านข้อเสนอจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มฯ แย้มขอเพียงภาครัฐมองความเท่าเทียมในทุกกลุ่มสินค้าที่มีน้ำตาลเกินปริมาณ เหตุส่งผลกระทบโรคอ้วนทั้งสิ้น แนะศึกษาข้อมูลตามจริง หวั่นกระทบอุตสาหกรรมทั้งระบบ
นายวีระ อัครพุทธิพร อุปนายก สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่มีผู้ออกมาให้ความเห็นผ่านสื่อมวลชนที่ขอให้ทางสมาคมฯหยุดคัดค้าน เรื่องข้อเสนอการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) นั้น สมาคมฯ ขอย้ำว่าได้ตระหนักดีว่าปัญหาสุขภาพที่เกิดจากภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ตลอดจนโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่ต้องได้รับการดูแลแก้ไขอย่างเร่งด่วน และพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันจัดการแก้ไขปัญหานี้อย่างสร้างสรรค์
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือข้อเท็จจริงที่ว่ามตินี้ถูกผลักดันโดยคนกลุ่มเดียว ที่มีอคติต่ออุตสาหกรรม บางคนก็เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ควรจะต้องวางตัวเป็นกลางและรับฟังเสียงทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม แต่กลับปิดกั้นไม่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งกว่าอุตสาหกรรมจะทราบเรื่อง สปท.ก็มีมติออกมาแล้ว สมาคมฯ ไม่ได้คัดค้านการแก้ปัญหาอย่างที่คนบางกลุ่มพยายามจะกล่าวหา แต่ขอความเป็นธรรมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่า กระบวนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะและการปฏิรูปประเทศไม่ควรเป็นเช่นนี้ ทุกฝ่ายควรได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม โปร่งใสและเป็นธรรม
“เราไม่เคยคัดค้านว่าเรื่องโรคอ้วน หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนอย่างโรคเบาหวาน ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่เรียกร้องก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า ปัญหาโรคอ้วนเป็นปัญหาที่ซับซ้อน และพลังงานที่คนบริโภคจนเกินพอดีจนทำให้อ้วนนั้นมาจากอาหารและเครื่องดื่มได้ทุกประเภท แม้แต่เครื่องดื่มเองก็ไม่ได้มีแต่เครื่องดื่มพร้อมดื่ม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมเราเท่านั้น ยังมีเครื่องดื่มที่ผลิตและชงขายตามร้านอาหารและแผงลอยทั่วไป ที่ถือเป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญในประเทศไทย แต่มาตรการนี้กลับมุ่งที่จะกล่าวโทษและควบคุมจัดการกับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มพร้อมดื่มเพียงอย่างเดียว นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดแล้ว จะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการปฏิรูปประเทศ ทำลายความเชื่อมั่นของภาคเอกชนในการประกอบธุรกิจและการลงทุน ตลอดจนส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ภาครัฐอีกด้วย แต่ขอยืนยันว่าเราไม่เคยคัดค้านการแก้ปัญหาและพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่าย”
ทั้งนี้เนื่องจากสมาคมฯ ไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ สิ่งที่ทำได้คือการรวบรวมข้อมูลเท่าที่พอหาได้จากแหล่งสาธารณะ เพื่อทำความเข้าใจถึงหลักการและเหตุผลของมาตรการนี้ แต่สิ่งที่พบคือข้อมูลที่ถูกนำมาใช้จำนวนมากเป็นข้อมูลด้านเดียว และบางเรื่องก็มีข้อสงสัย เช่น ปริมาณการบริโภคน้ำตาลของคนไทยที่มีการระบุว่าอยู่ที่ 36 กิโลกรัมต่อคนต่อปีนั้น จากการคำนวณคร่าวๆ พบว่าน่าจะเป็นการเอาปริมาณการบริโภคในประเทศ (โควต้า ก.) มาหารจำนวนประชากรแบบหยาบๆ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็เท่ากับว่าตัวเลขนี้ ยังไม่ได้นับรวมการบริโภคของประชากรแฝงและนักท่องเที่ยวอีกปีละหลายล้านคน ตลอดจนสินค้าของไทยที่กระจายออกไปตามชายแดนเพื่อนบ้าน ซึ่งตัวเลขจะต้องออกมาสูงเกินความเป็นจริง
อย่างไรก็ตามมองว่ามาตรการภาษีเป็นมาตรการที่มีผลกว้างขวาง ไม่จำกัดเฉพาะแต่อุตสาหกรรมเครื่องดื่มอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่าง น้ำตาล บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ และผู้บริโภคที่จะต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้น สมาคมฯ จึงหวังว่ารัฐบาลและทุกภาคส่วนจะให้ความสำคัญกับการทบทวนมติดังกล่าว พร้อมทั้งเปิดพื้นที่และให้โอกาสกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างครบถ้วน เพื่อให้การแก้ปัญหานี้เป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นธรรม
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,157 วันที่ 15 - 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
นายวีระ อัครพุทธิพร อุปนายก สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่มีผู้ออกมาให้ความเห็นผ่านสื่อมวลชนที่ขอให้ทางสมาคมฯหยุดคัดค้าน เรื่องข้อเสนอการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) นั้น สมาคมฯ ขอย้ำว่าได้ตระหนักดีว่าปัญหาสุขภาพที่เกิดจากภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ตลอดจนโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่ต้องได้รับการดูแลแก้ไขอย่างเร่งด่วน และพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อร่วมกันจัดการแก้ไขปัญหานี้อย่างสร้างสรรค์
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือข้อเท็จจริงที่ว่ามตินี้ถูกผลักดันโดยคนกลุ่มเดียว ที่มีอคติต่ออุตสาหกรรม บางคนก็เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ควรจะต้องวางตัวเป็นกลางและรับฟังเสียงทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม แต่กลับปิดกั้นไม่ให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งกว่าอุตสาหกรรมจะทราบเรื่อง สปท.ก็มีมติออกมาแล้ว สมาคมฯ ไม่ได้คัดค้านการแก้ปัญหาอย่างที่คนบางกลุ่มพยายามจะกล่าวหา แต่ขอความเป็นธรรมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องว่า กระบวนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะและการปฏิรูปประเทศไม่ควรเป็นเช่นนี้ ทุกฝ่ายควรได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม โปร่งใสและเป็นธรรม
“เราไม่เคยคัดค้านว่าเรื่องโรคอ้วน หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนอย่างโรคเบาหวาน ไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่เรียกร้องก็คือข้อเท็จจริงที่ว่า ปัญหาโรคอ้วนเป็นปัญหาที่ซับซ้อน และพลังงานที่คนบริโภคจนเกินพอดีจนทำให้อ้วนนั้นมาจากอาหารและเครื่องดื่มได้ทุกประเภท แม้แต่เครื่องดื่มเองก็ไม่ได้มีแต่เครื่องดื่มพร้อมดื่ม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของอุตสาหกรรมเราเท่านั้น ยังมีเครื่องดื่มที่ผลิตและชงขายตามร้านอาหารและแผงลอยทั่วไป ที่ถือเป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญในประเทศไทย แต่มาตรการนี้กลับมุ่งที่จะกล่าวโทษและควบคุมจัดการกับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มพร้อมดื่มเพียงอย่างเดียว นอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดแล้ว จะเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการปฏิรูปประเทศ ทำลายความเชื่อมั่นของภาคเอกชนในการประกอบธุรกิจและการลงทุน ตลอดจนส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่เป็นกลางของเจ้าหน้าที่ภาครัฐอีกด้วย แต่ขอยืนยันว่าเราไม่เคยคัดค้านการแก้ปัญหาและพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่าย”
ทั้งนี้เนื่องจากสมาคมฯ ไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ สิ่งที่ทำได้คือการรวบรวมข้อมูลเท่าที่พอหาได้จากแหล่งสาธารณะ เพื่อทำความเข้าใจถึงหลักการและเหตุผลของมาตรการนี้ แต่สิ่งที่พบคือข้อมูลที่ถูกนำมาใช้จำนวนมากเป็นข้อมูลด้านเดียว และบางเรื่องก็มีข้อสงสัย เช่น ปริมาณการบริโภคน้ำตาลของคนไทยที่มีการระบุว่าอยู่ที่ 36 กิโลกรัมต่อคนต่อปีนั้น จากการคำนวณคร่าวๆ พบว่าน่าจะเป็นการเอาปริมาณการบริโภคในประเทศ (โควต้า ก.) มาหารจำนวนประชากรแบบหยาบๆ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็เท่ากับว่าตัวเลขนี้ ยังไม่ได้นับรวมการบริโภคของประชากรแฝงและนักท่องเที่ยวอีกปีละหลายล้านคน ตลอดจนสินค้าของไทยที่กระจายออกไปตามชายแดนเพื่อนบ้าน ซึ่งตัวเลขจะต้องออกมาสูงเกินความเป็นจริง
อย่างไรก็ตามมองว่ามาตรการภาษีเป็นมาตรการที่มีผลกว้างขวาง ไม่จำกัดเฉพาะแต่อุตสาหกรรมเครื่องดื่มอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องอย่าง น้ำตาล บรรจุภัณฑ์ โลจิสติกส์ และผู้บริโภคที่จะต้องแบกรับค่าครองชีพที่สูงขึ้น สมาคมฯ จึงหวังว่ารัฐบาลและทุกภาคส่วนจะให้ความสำคัญกับการทบทวนมติดังกล่าว พร้อมทั้งเปิดพื้นที่และให้โอกาสกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างครบถ้วน เพื่อให้การแก้ปัญหานี้เป็นไปอย่างรอบคอบและเป็นธรรม
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,157 วันที่ 15 - 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






