thansettakij
thansettakij
จักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์ปี 59 โตกว่า 30%

จักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์ปี 59 โตกว่า 30%

04 พ.ค. 59 | 08:30 น.
อัปเดตล่าสุด :04 พ.ค. 59 | 16:30 น.
Breaking-News ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ปี 2559 จะยังเป็นปีที่ดีสำหรับรถจักรยานยนต์เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ (ความจุกระบอกสูบตั้งแต่ 151 ซีซี ขึ้นไป) โดยคาดว่าจะมีแนวโน้มขยายตัวกว่าร้อยละ 30 หรือคิดเป็นยอดจดทะเบียนกว่า 70,000 คัน ซึ่งกลุ่มตลาดดังกล่าว เป็นกลุ่มที่ลูกค้ายังคงมีกำลังซื้อหรือมีฐานลูกค้าที่ยังพอได้รับอานิสงส์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งพบว่าตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เป็นกลุ่มประเภทรถจักรยานยนต์ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงมาอย่างต่อเนื่อง

ส่วนทิศทางตลาดรถจักรยานยนต์ในประเทศ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า น่าจะยังคงอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงสูงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดจักรยานยนต์มีแนวโน้มทรงตัวหรืออาจขยายตัวได้เพียงไม่เกินร้อยละ 2 หรือคิดเป็นจำนวนยอดขายรถจักรยานยนต์ประมาณ 1,640,000 ถึง 1,670,000 คัน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาด้านมูลค่า คาดว่า จะมีแนวโน้มขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 หรือคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 101,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากราว 91,500 ล้านบาทในปีที่แล้ว เนื่องจากตลาดรถจักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์ที่มีระดับราคาสูงมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ปี 2559 นับว่ายังเป็นอีกปีที่ยากลำบากสำหรับตลาดรถจักรยานยนต์ จากปัจจัยแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการขยายตัวของตลาดเท่าใดนัก เช่น ภาวะภัยแล้งที่รุนแรงอันจะส่งผลต่อรายได้ของเกษตรกรซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก สภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่มีปัจจัยบวกชัดเจนที่จะกระตุ้นให้เกิดการซื้อรถจักรยานยนต์ใหม่ อีกทั้งอัตราการถือครองรถจักรยานยนต์ในประเทศของไทยเองก็นับว่าสูงมากอยู่แล้ว (ประชากร 3 คน ต่อรถจักรยานยนต์ 1 คัน) ทำให้ค่ายรถจักรยานยนต์ยังต้องดำเนินกลยุทธ์อย่างหนักหน่วงเพื่อแข่งขันกันแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดต่อไปอีกปี

ด้วยสภาพตลาดรถจักรยานยนต์ที่ยังคงมีความยากลำบากดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ค่ายรถจักรยานยนต์น่าจะต้องดำเนินแผนธุรกิจที่หลากหลายเพื่อรักษาผลการดำเนินงาน ซึ่งนอกจากการมุ่งผลักดันยอดขายตามตลาดภูมิภาคต่างๆ โดยอาศัยกลยุทธ์การออกรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ๆ และการใช้โปรโมชั่นส่งเสริมการตลาด ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างธุรกิจให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นแล้ว ค่ายรถน่าจะเน้นไปยังการนำเสนอรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่ ในกลุ่มรถจักรยานยนต์เพื่องานอดิเรก การสันทนาการ หรือที่อาจเรียกได้ว่าเป็น จักรยานยนต์เพื่อสนองตอบไลฟ์สไตล์ เช่น รถจักรยานยนต์ขนาดความจุกระบอกสูบสูงอย่างบิ๊กไบค์ สปอร์ตไบค์รุ่นเล็ก และสกู้ตเตอร์ เป็นต้น เพื่อการเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงหรือฐานลูกค้าที่ยังพอได้รับอานิสงส์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งพบว่าตลอดช่วงกว่า 4 ปีที่ผ่านมา เป็นกลุ่มประเภทรถจักรยานยนต์ที่มีศักยภาพการเติบโตสูงมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับรถจักรยานยนต์กลุ่มไลฟ์สไตล์นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยใช้เกณฑ์การแบ่งกลุ่มโดยเลือกจากขนาดความจุกระบอกสูบ 151 ซีซีขึ้นไป ซึ่งอาจแบ่งได้คร่าวๆ เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ จักรยานยนต์ขนาดความจุตั้งแต่ 151 ซีซี ถึง 400 ซีซี มีส่วนแบ่งประมาณร้อยละ 64 ของตลาดรถจักรยานยนต์กลุ่มไลฟ์สไตล์ และรถจักรยานยนต์ความจุมากกว่า 400 ซีซี หรือที่ในวงการค่ายรถจักรยานยนต์ทำตลาดในไทยมักเรียกว่า “บิ๊กไบค์” มีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 36 ทั้งนี้ สภาพการแข่งขันในแต่ละตลาดมีรายละเอียดดังนี้

Ø    จักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์ขนาดความจุกระบอกสูบตั้งแต่ 151 ซีซี ถึง 400 ซีซี ได้แก่ รถจักรยานยนต์สกู้ตเตอร์ ชอปเปอร์ขนาดเล็ก สปอร์ตไบค์รุ่นเล็ก และรถจักรยานยนต์วิบาก เป็นต้น ที่อาจมีรูปลักษณ์ภายนอกใกล้เคียงบิ๊กไบค์ แต่ต่างกันตรงมีความจุกระบอกสูบต่ำกว่า ทำให้ลักษณะเด่นของรถจักรยานยนต์กลุ่มนี้ คือ ขนาดและฟังก์ชั่นการใช้งานที่ถูกลดทอนลงมาจากบิ๊กไบค์ ทำให้มีระดับราคาที่ย่อมเยากว่า และสามารถเจาะตลาดผู้ซื้อได้ในวงกว้างกว่าบิ๊กไบค์ ซึ่งปัจจุบันค่ายรถต่างเข้ามาลงเล่นในตลาดนี้มากขึ้น ด้วยการนำเข้าและประกอบในประเทศมากขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มผู้ซื้อฐานะปานกลางขึ้นไปที่ต้องการใช้รถจักรยานยนต์ประเภทนี้เพื่อการสันทนาการมากขึ้นด้วยระดับราคาที่จับต้องได้ ทำให้ปัจจุบันมีจำนวนผู้เล่นหลายรายในตลาดและมีการแข่งขันกันสูง ดังนี้

·    รถจักรยานยนต์สัญชาติญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่ทำยอดขายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ได้สูงถึงร้อยละ 77 ของตลาดรวม และทั้งยอดขาย รวมถึงส่วนแบ่งตลาด ต่างก็เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า อาจเป็นผลจากการรุกตลาดมากขึ้นด้วยรถจักรยานยนต์สปอร์ต และรถจักรยานยนต์วิบากรุ่นใหม่ๆ ทั้งที่นำเข้าและประกอบในไทยเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ค่ายรถมีสินค้าครอบคลุมกับกลุ่มลูกค้าทุกเซกเมนต์ ตอบสนองต่อการเติบโตของตลาดจักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยบวกจากภาษีนำเข้ารถจักรยานยนต์จากญี่ปุ่นเองก็ได้ทยอยลดลงมาเรื่อยๆ จนเหลือร้อยละ 0 ในปีนี้ภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA)

·    รถจักรยานยนต์สัญชาติตะวันตกมีส่วนแบ่งตลาดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ร้อยละ 15 ซึ่งตั้งแต่ต้นปีแม้มียอดขายที่ดีขึ้น แต่ส่วนแบ่งทางการตลาดกลับลดลงจากปีก่อน โดยมีค่ายรถบางค่ายในกลุ่มนี้ได้มีการนำเข้ารถจักรยานยนต์ของตนที่มีฐานประกอบในจีน ซึ่งมีระดับราคาย่อมเยาทำให้ยังสามารถแข่งขันในตลาดไทยได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สาเหตุที่รถจักรยานยนต์สัญชาติตะวันตกมีแนวโน้มส่วนแบ่งทางการตลาดลดลง อาจเนื่องจากราคาตั้งขายรถจักรยานยนต์ในรุ่นนี้โดยรวมของค่ายเหล่านั้นสูงกว่ารถจักรยานยนต์รุ่นเดียวกันของสัญชาติญี่ปุ่นถึงกว่าร้อยละ 60 ทำให้บางครั้งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ผู้ซื้ออาจเลือกเปลี่ยนไปซื้อบิ๊กไบค์ (ขนาดความจุกระบอกสูบมากกว่า 400 ซีซี) ในรุ่นที่ราคาย่อมเยาสัญชาติญี่ปุ่นแทน

·    รถจักรยานยนต์สัญชาติจีนมีส่วนแบ่งตลาดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ร้อยละ 5 ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ทั้งยอดขายและส่วนแบ่งตลาดในปีนี้อาจมีแนวโน้มลดลง โดยสาเหตุหลักน่าจะมาจากความน่าเชื่อถือด้านคุณภาพของรถจักรยานยนต์ที่น้อยกว่าสัญชาติอื่น แม้ว่าระดับราคาจะถูกกว่าก็ตาม และยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันจากรถจักรยานยนต์สัญชาติไทยที่เพิ่งเริ่มเข้าตลาดด้วยระดับราคาใกล้เคียงกัน แต่มีรูปลักษณ์ที่ถูกใจ และได้รับการยอมรับด้านคุณภาพที่สูงกว่า ทำให้รถจักรยานยนต์จีนถูกรถจักรยานยนต์ไทยชิงยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดบางส่วนไปได้

·    รถจักรยานยนต์สัญชาติไทยมีส่วนแบ่งตลาดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ร้อยละ 3 โดยแม้จะเพิ่งเข้าตลาดไม่นานแต่ก็ได้รับการตอบรับที่ดี ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า น่าจะเป็นเพราะค่ายรถสามารถมองเห็นถึงช่องว่างทางการตลาด จึงเริ่มรุกเข้าทำตลาดรถจักรยานยนต์วิบาก และครูสเซอร์-ชอปเปอร์ขนาดเล็ก ราคาประหยัด ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการมากขึ้น แล้วออกแบบให้มีรูปลักษณ์ดูดีคล้ายรถจักรยานยนต์ราคาแพง ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีขึ้นต่อเนื่อง

โดยสรุปแล้วจะเห็นว่าค่ายรถจักรยานยนต์หันมาทำตลาดรถจักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์รุ่นล่างที่ระดับความจุตั้งแต่ 151 ซีซี ถึง 400 ซีซี นี้มากขึ้น ไม่ว่าจะมาจากการนำเข้าที่เพิ่มขึ้น หรือเพิ่มไลน์ประกอบในไทย อย่างไรก็ตามจะเห็นว่า แม้จะเป็นรถจักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์ระดับราคาถูกกว่าบิ๊กไบค์ แต่ผู้ซื้อก็ยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องรูปลักษณ์และคุณภาพสินค้าเช่นเดียวกัน ขณะที่ระดับราคาที่เหมาะสมแข่งขันได้ในแต่ละกลุ่มก็เป็นอีกปัจจัยส่งเสริมยอดขายด้วย

Ø    จักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์ขนาดความจุกระบอกสูบมากกว่า 400 ซีซี หรือ “บิ๊กไบค์” มีอยู่ด้วยกันหลายประเภท แต่ที่ทำตลาดมากในไทย ได้แก่ สปอร์ตไบค์ ชอปเปอร์ ทัวริ่งไบค์ เน็คเก็ดไบค์ (แนวสตรีท) และเอ็นดูโร่ไบค์ (แนววิบาก) เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่าหลายรุ่นมีความคล้ายกับจักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์รุ่นเล็กดังกล่าวข้างต้น แต่จะต่างกันตรงที่มีความจุกระบอกสูบสูงกว่า มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่มากกว่า และมีระดับราคาตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของรถจักรยานยนต์กลุ่มนี้ ทำให้กลุ่มผู้ซื้อจะจำกัดวงอยู่ในผู้มีระดับรายได้ค่อนข้างสูงขึ้นไป เนื่องจากบิ๊กไบค์หลายรุ่นมีราคาที่สูงเทียบเคียงได้กับรถยนต์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกลุ่มผู้ซื้อหลักของบิ๊กไบค์เป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้ค่ายรถต่างเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้มากขึ้น ทั้งการนำเข้ามาโดยตรงและการขึ้นไลน์ประกอบในประเทศ เพื่อเพิ่มการทำตลาดรุ่นที่มีระดับราคาหลักแสนให้ขยายกว้างขึ้น โดยเฉพาะเพื่อรองรับกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มใหม่ที่มีรายได้ค่อนข้างสูง ที่หันมาทำกิจกรรมเป็นกลุ่มด้วยบิ๊กไบค์มากขึ้น โดยปัจจุบันมีผู้เล่นหลักในตลาด 2 กลุ่ม ดังนี้

·    บิ๊กไบค์สัญชาติญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่ทำยอดขายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ได้ร้อยละ 66 ของตลาดรวม โดยแม้ว่ายอดขายปีนี้จะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ส่วนแบ่งตลาดกลับมีทิศทางที่ลดลง ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า การที่ยอดขายเพิ่มขึ้น อาจเป็นผลจากการรุกตลาดมากขึ้นด้วยสปอร์ตไบค์ และทัวริ่งไบค์รุ่นใหม่ๆ ซึ่งปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมในตลาด ประกอบกับการที่ภาษีนำเข้าจากญี่ปุ่นลดลงเหลือร้อยละ 0 ในปีนี้ ทำให้มีการนำเข้ามากขึ้น นอกจากนี้ก็ยังมีการประกอบในไทยเพิ่มมากขึ้น สำหรับบางค่าย โดยเฉพาะบิ๊กไบค์รุ่นราคาย่อมเยา อย่างไรก็ตาม เมื่อบิ๊กไบค์สัญชาติตะวันตกหันมาลงเล่นในตลาดบิ๊กไบค์ซีซีต่ำลงเพื่อลดระดับราคา ทำให้ผู้ซื้อมีโอกาสในการเลือกซื้อมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งตลาดของบิ๊กไบค์สัญชาติญี่ปุ่น

·    บิ๊กไบค์สัญชาติตะวันตกมีส่วนแบ่งตลาดในช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ร้อยละ 34 ซึ่งมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าปีก่อน สอดคล้องกับยอดขายบิ๊กไบค์รวมสัญชาติตะวันตกที่ดีขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้ว่าระดับราคาโดยรวมของบิ๊กไบค์สัญชาติตะวันตกจะยังคงสูงกว่าสัญชาติญี่ปุ่นถึงมากกว่าร้อยละ 60 แต่พบว่าบิ๊กไบค์บางรุ่นจากบางค่ายที่มีการผลิตในประเทศ หรือนำเข้ามาจากจีน มีระดับราคาที่เทียบเท่าหรือสูงกว่าบิ๊กไบค์สัญชาติญี่ปุ่นไม่มาก ซึ่งผลที่ตามมา คือ ยอดขายและส่วนแบ่งตลาดของค่ายเหล่านี้ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่ยอดขายของบางค่ายมีแนวโน้มเติบโตไม่มากนัก เนื่องจากมีการนำเข้าจากประเทศตะวันตกเป็นหลัก หรือแม้มีการผลิตในประเทศแต่ก็ตั้งราคาไว้ในระดับที่ค่อนข้างสูง

โดยสรุปแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แบรนด์อิมเมจเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญสำหรับการทำตลาดบิ๊กไบค์ เพื่อการสร้างมูลค่าให้กับสินค้า เนื่องจากบิ๊กไบค์มักถูกแบ่งกลุ่มตามระดับรายได้ผู้ซื้อ นอกจากนี้ การวางตำแหน่งของราคาเพื่อการแข่งขันก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน หากค่ายรถต้องการยอดขายที่เพิ่มขึ้น โดยระดับราคาที่ย่อมเยาลงย่อมเป็นแรงดึงดูดต่อการเพิ่มฐานลูกค้าให้ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มบิ๊กไบค์สัญชาติตะวันตกที่มีแบรนด์อิมเมจที่เหนือกว่าสัญชาติญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม ด้วยระดับราคาเฉลี่ยโดยรวมของทั้งตลาดที่ลดลง ส่งผลให้บิ๊กไบค์กลายมาเป็นรถจักรยานยนต์ประเภทที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ยอดขายมีการขยายตัวทั้งตลาด

 

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ในปี 2559 ค่ายรถจักรยานยนต์มีแนวโน้มจะปรับใช้กลยุทธ์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อสำหรับลูกค้าศักยภาพที่มีกำลังซื้อรถจักรยานยนต์กลุ่มไลฟ์สไตล์มากขึ้น โดยการส่งเสริมให้เกิดสังคมของผู้ขับขี่ที่มีไลฟ์สไตล์คล้ายคลึงกันตามกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ เช่น การเพิ่มศูนย์จำหน่ายรถจักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์ จำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งของแท้ ศูนย์ให้บริการซ่อมบำรุง ปรับแต่งรถ และคาร์แคร์เฉพาะสำหรับจักรยานยนต์กลุ่มไลฟ์สไตล์ ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความละเอียดในการดูแลรักษามากกว่าจักรยานยนต์ทั่วไป นอกจากนี้ ค่ายรถควรจัดให้มีกิจกรรมหรือจัดสถานที่เพื่อการทดลองขับขี่รถจักรยานยนต์ในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น เช่น สนามแข่งรถ เพื่อเพิ่มความรู้สึกสนุกสนานในการขับขี่ การจัดกิจกรรมท่องเที่ยวร่วมกันเป็นกลุ่มเพื่อขยายสังคมรถจักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์ให้เพิ่มมากขึ้น เป็นต้น ซึ่งการเติบโตของสังคมนักขี่จักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์ที่เพิ่มขึ้นนี้เอง ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต้องปรับตัวตามสภาพตลาดด้วย เช่น การจัดการสต็อกรถจักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์ให้เพิ่มมากขึ้นของดีลเลอร์ตามเมืองใหญ่ต่างๆ ขณะที่ร้านจำหน่ายอะไหล่และอุปกรณ์แต่งรถก็ต้องจัดหาอุปกรณ์แต่งรถจักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์เพิ่มมากขึ้น หรือจัดหาของใช้ที่เกี่ยวข้องที่ผู้ขับขี่อาจต้องการเพิ่มขึ้น โดยมีรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น เช่น หมวกกันน็อคและอุปกรณ์ป้องกันต่างๆ รวมถึงอู่ซ่อมอาจมีการขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจปรับแต่งรถ และคาร์แคร์เพิ่มขึ้นด้วย เป็นต้น

โดยในปี 2559 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า รถจักรยานยนต์กลุ่มไลฟ์สไตล์ จะเป็นกลุ่มที่ได้รับปัจจัยบวกเกื้อหนุน จากทั้งการนำเสนอรถใหม่ๆ ออกมาในระดับราคาที่ย่อมเยาลง ทั้งรถนำเข้าและประกอบในไทย ทำให้ฐานลูกค้าขยายวงกว้างมากขึ้น ยังผลให้ตลาดรถจักรยานยนต์กลุ่มไลฟ์สไตล์ (รถจักรยานยนต์ขนาดความจุตั้งแต่ 151 ซีซีขึ้นไป) ในปี 2559 นี้ มีแนวโน้มจะขยายตัวต่อกว่าร้อยละ 30 หรือคิดเป็นยอดจดทะเบียนกว่า 70,000 คัน เติบโตต่อเนื่องจากปี 2558 ที่ขยายตัวราวร้อยละ 12

ส่วนตลาดรถจักรยานยนต์รวมปี 2559 นี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า จะมีโอกาสทรงตัวหรือขยายตัวเพียงเล็กน้อยไม่เกินร้อยละ 2 จากปีก่อน หรือคิดเป็นยอดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ราว 1,640,000 ถึง 1,670,000 คัน จากปีที่แล้วที่มียอดจำหน่าย 1,639,085 คัน (ข้อมูลจากสถาบันยานยนต์) อย่างไรก็ตาม หากมองที่มูลค่าตลาดจะพบว่า มูลค่าตลาดรถจักรยานยนต์รวมปี 2559 มีแนวโน้มขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 หรือคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 101,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากราว 91,500 ล้านบาทในปีที่แล้ว ทั้งนี้เนื่องจากตลาดรถจักรยานยนต์ไลฟ์สไตล์ที่มีระดับราคาสูงมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องดังกล่าว แม้ว่าตลาดรวมจะมีโอกาสทรงตัวหรือขยายตัวเพียงเล็กน้อยก็ตาม ซึ่งผู้ประกอบการในธุรกิจเกี่ยวเนื่องควรมีการวางกลยุทธ์ต่างๆ เช่น การบริหารจัดการสต็อก การดูแลเรื่องการปล่อยสินเชื่อ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่างๆ เพื่อรองรับภาวะตลาดดังกล่าว