thansettakij
thansettakij
แบงค์ชาติแจงการปรับเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตเป็นชิปการ์ด

แบงค์ชาติแจงการปรับเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตเป็นชิปการ์ด

04 พ.ค. 59 | 07:59 น.
อัปเดตล่าสุด :04 พ.ค. 59 | 14:59 น.
Breaking-News นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงข่าวการปรับเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตจากแถบแม่เหล็กเป็นชิปการ์ดตามมาตรฐานชิปการ์ดของไทย โดยตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2559 บัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตที่ออกโดยธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งในประเทศจะเป็นบัตรแบบชิปการ์ด สำหรับบัตรแบบเดิมที่เป็นแถบแม่เหล็กจำนวนประมาณ 60 ล้านใบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจะทยอยเปลี่ยนเป็นบัตรตามมาตรฐานชิปการ์ดของไทย ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2562

ในปี 2556 คณะกรรมการระบบการชำระเงิน หรือกรช. ได้กำาหนดนโยบายให้ธนาคารพาณิชย์เปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตของไทยจากแถบแม่เหล็กให้เป็นชิปการ์ดซึ่งนโยบายนี้ของ กรช. ถือเป็นมาตรการที่สำคัญ ที่จะช่วยให้ผู้ถือบัตรมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ช่วยแก้ปัญหาการปลอมแปลงบัตร (counterfeit card fraud)ในประเทศ ที่เกิดจากช่องโหว่ของบัตรแถบแม่เหล็กที่อาจถูกโจรกรรมข้อมูล (skimming) เพื่อนำไปทำบัตรปลอม
และใช้ถอนเงิน และช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการใช้บัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็ม รวมถึงการชำระค่าสินค้าและบริการที่ร้านค้าผ่านเครื่องรับบัตร (POS) แทนการใช้เงินสด ซึ่งนโยบาย
ดังกล่าวของ กรช. มีความสอดคล้องกับหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีการปรับเปลี่ยนบัตรให้เป็นชิปการ์ดเพื่อยกระดับความปลอดภัย
ที่ผ่านมาผู้เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้การปรับเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตเป็นชิปการ์ดได้สำเร็จ โดยเฉพาะสมาคมธนาคารไทย ซึ่งได้กำหนดมาตรฐานชิปการ์ดของไทย (Thai bankchip card standard) เพื่อใช้กับบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตที่ออกในประเทศ เพื่อให้ลูกค้าธนาคารต่าง ๆ สามารถใช้งานเครื่องเอทีเอ็มระหว่างกันได้ (interoperability) นอกจากนี้ ภาคธนาคารยังร่วมมือปรับเปลี่ยนระบบงาน และพัฒนาเครื่องเอทีเอ็มและเครื่องรับบัตรให้พร้อมรองรับการใช้งานบัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตแบบชิปการ์ดด้วย
การนำมาตรฐานชิปการ์ดมาใช้ในประเทศไทยครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาต่อยอดบริการชำระเงิน โดยช่วยส่งเสริมการใช้ e-Payment ให้มีความแพร่หลายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์
National e-Payment ของรัฐบาล ที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ cashless society นับเป็นประโยชน์ที่สำคัญต่อการพัฒนาด้านการชำระเงินประเทศ และเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของประเทศ
ในการเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของบริการชำระเงินของไทย