
67 รายเฮได้สิทธิ์ร่วมโซลาร์ฟาร์ม สหกรณ์ฯเขาหินซ้อนฟัน240ล้าน
สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมหินซ้อน เฮ คว้าสิทธิ์ 1 ใน 67 รายขายไฟฟ้าในโครงการโซลาร์ฟาร์ม 5 เมกะวัตต์ ฟุ้งรายได้เดือนละ 8 แสน ประเมินทั้งโครงการฟันกำไรไม่ต่ำกว่า 240 ล้าน เผยผ่านการคัดเลือกแล้วจะต้องมาลงนามในสัญญาชื้อขายภายใน 120 วัน ด้าน กกพ. ตั้งเงื่อนไขห้ามเปลี่ยนแปลงผู้สนับสนุนใน 3 ปี ป้องกันข้อครหาในการซื้อขายแลกเปลี่ยนใบอนุญาต
นายกันตภณ เฉลิมยุทธ ผู้จัดการ สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมหินซ้อน จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีการประกาศรายชื่อหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ผ่านการคัดเลือกและมีสิทธิเข้าทำสัญญากับการไฟฟ้า (การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) ลงนามโดยนายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน จำนวน 67 ราย โดยมีชื่อสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมหินซ้อน เป็นหนึ่งในรายชื่อที่ผ่านการคัดเลือกโดยวิธีการจับสลาก โดยได้รับสิทธิ์จำนวน 5 เมกะวัตต์เรื่องดังกล่าวทางสหกรณ์รู้สึกดีใจมาก ด้วยการเข้าร่วมโครงการจะทำให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 8 แสนบาท และตลอดทั้งโครงการประมาณ 240 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีสหกรณ์การเกษตรอีกหลายแห่งได้ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้ด้วย อาทิ สหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, สหกรณ์การเกษตรบางปลาม้า จำกัด, สหกรณ์ชาวสวนมะพร้าวประจวบคีรีขันธ์ จำกัด , สหกรณ์การเกษตรบางปะหัน จำกัด, สหกรณ์การเกษตรท่าวุ้ง จำกัด, สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค (พระพุทธบาท) จำกัด, สหกรณ์ศุภนิมิตรอรัญประเทศร่วมใจพัฒนา จำกัด และสหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีสหกรณ์การเกษตรด้านอื่นๆ ที่ผ่านการคัดเลือก อาทิ สหกรณ์โคนมปากช่อง จำกัด, สหกรณ์ผู้ใช้น้ำปฏิรูปที่ดินลาดบัวหลวง จำกัด, สหกรณ์การผลิตปุ๋ยอินทรีย์สมุทรสาคร จำกัด, สหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด, สหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์การเช่าซื้อที่ดินลำลูกกา จำกัด และสหกรณ์พัฒนาประมงมหาชัย จำกัด เป็นต้น
"ทั้ง 67 ราย คิดเป็นปริมาณเสนอขายไฟฟ้า 281.32 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นผู้ที่มีสัญญาจำหน่ายไฟฟ้ากับการไฟฟ้านครหลวง 6 ราย ส่วนที่เหลืออีก 61 ราย เป็นของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยสามารถแยกเป็นรายภาคดังนี้ ภาคกลาง 25 รายจำนวน 108.20 เมกะวัตต์ ภาคตะวันตก 18 รายจำนวน 76 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออก 17 ราย จำนวน 70.47 เมกะวัตต์ ภาคเหนือ 1 ราย จำนวน 5 เมกะวัตต์ เขตนครหลวง 6 ราย 21.65 เมกะวัตต์
แหล่งข่าวจาก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า การคัดเลือกนี้ผู้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ได้มีการจับสลากผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการโซลาร์ฟาร์ม จำนวน 167 ราย คิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้ารวมทั้งสิ้นจำนวน 798.62 เมกะวัตต์ หลังจากนั้นก็ได้มีการจับสลากคัดเลือกให้เหลือ 67 ราย คาดการเปิดรับซื้อไฟฟ้าโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ จำนวน 281.32 เมกะวัตต์ ครั้งนี้จะก่อให้เกิดการลงทุนไม่ต่ำกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นการลงทุนราว 60 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ และตามข้อกำหนดผู้ได้โครงการห้ามเปลี่ยนแปลงผู้สนับสนุน และภายใน 3 ปี ผู้สนับสนุนห้ามลดสัดส่วนถือหุ้นต่ำกว่า 50% เพื่อป้องกันข้อครหาในการซื้อขายแลกเปลี่ยนใบอนุญาต
ส่วนโครงการที่ไม่ผ่านการคัดเลือก ให้มารับเอกสารคืนภายหลัง 30 วันนับจากวันที่ประกาศเป็นต้นไป หลังจากนั้นเจ้าของโครงการหรือผู้สนับสนุนโครงการ ให้ดำเนินการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าที่เป็นคู่สัญญา ซึ่งจะสามารถจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ได้ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2559
photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,154 วันที่ 5 - 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559
นายกันตภณ เฉลิมยุทธ ผู้จัดการ สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมหินซ้อน จำกัด เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้มีการประกาศรายชื่อหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ผ่านการคัดเลือกและมีสิทธิเข้าทำสัญญากับการไฟฟ้า (การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค) ในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (โซลาร์ฟาร์ม) ลงนามโดยนายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน จำนวน 67 ราย โดยมีชื่อสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมหินซ้อน เป็นหนึ่งในรายชื่อที่ผ่านการคัดเลือกโดยวิธีการจับสลาก โดยได้รับสิทธิ์จำนวน 5 เมกะวัตต์เรื่องดังกล่าวทางสหกรณ์รู้สึกดีใจมาก ด้วยการเข้าร่วมโครงการจะทำให้สหกรณ์มีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 8 แสนบาท และตลอดทั้งโครงการประมาณ 240 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีสหกรณ์การเกษตรอีกหลายแห่งได้ผ่านการคัดเลือกในครั้งนี้ด้วย อาทิ สหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน, สหกรณ์การเกษตรบางปลาม้า จำกัด, สหกรณ์ชาวสวนมะพร้าวประจวบคีรีขันธ์ จำกัด , สหกรณ์การเกษตรบางปะหัน จำกัด, สหกรณ์การเกษตรท่าวุ้ง จำกัด, สหกรณ์โคนมไทย-เดนมาร์ค (พระพุทธบาท) จำกัด, สหกรณ์ศุภนิมิตรอรัญประเทศร่วมใจพัฒนา จำกัด และสหกรณ์ประมงแม่กลอง จำกัด เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีสหกรณ์การเกษตรด้านอื่นๆ ที่ผ่านการคัดเลือก อาทิ สหกรณ์โคนมปากช่อง จำกัด, สหกรณ์ผู้ใช้น้ำปฏิรูปที่ดินลาดบัวหลวง จำกัด, สหกรณ์การผลิตปุ๋ยอินทรีย์สมุทรสาคร จำกัด, สหกรณ์ผู้ประกอบการกล้วยไม้ไทย จำกัด, สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด, สหกรณ์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแปดริ้ว จำกัด, สหกรณ์การเช่าซื้อที่ดินลำลูกกา จำกัด และสหกรณ์พัฒนาประมงมหาชัย จำกัด เป็นต้น
"ทั้ง 67 ราย คิดเป็นปริมาณเสนอขายไฟฟ้า 281.32 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็นผู้ที่มีสัญญาจำหน่ายไฟฟ้ากับการไฟฟ้านครหลวง 6 ราย ส่วนที่เหลืออีก 61 ราย เป็นของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยสามารถแยกเป็นรายภาคดังนี้ ภาคกลาง 25 รายจำนวน 108.20 เมกะวัตต์ ภาคตะวันตก 18 รายจำนวน 76 เมกะวัตต์ ภาคตะวันออก 17 ราย จำนวน 70.47 เมกะวัตต์ ภาคเหนือ 1 ราย จำนวน 5 เมกะวัตต์ เขตนครหลวง 6 ราย 21.65 เมกะวัตต์
แหล่งข่าวจาก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า การคัดเลือกนี้ผู้เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้ได้มีการจับสลากผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการโซลาร์ฟาร์ม จำนวน 167 ราย คิดเป็นปริมาณการเสนอขายไฟฟ้ารวมทั้งสิ้นจำนวน 798.62 เมกะวัตต์ หลังจากนั้นก็ได้มีการจับสลากคัดเลือกให้เหลือ 67 ราย คาดการเปิดรับซื้อไฟฟ้าโครงการโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ จำนวน 281.32 เมกะวัตต์ ครั้งนี้จะก่อให้เกิดการลงทุนไม่ต่ำกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็นการลงทุนราว 60 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ และตามข้อกำหนดผู้ได้โครงการห้ามเปลี่ยนแปลงผู้สนับสนุน และภายใน 3 ปี ผู้สนับสนุนห้ามลดสัดส่วนถือหุ้นต่ำกว่า 50% เพื่อป้องกันข้อครหาในการซื้อขายแลกเปลี่ยนใบอนุญาต
ส่วนโครงการที่ไม่ผ่านการคัดเลือก ให้มารับเอกสารคืนภายหลัง 30 วันนับจากวันที่ประกาศเป็นต้นไป หลังจากนั้นเจ้าของโครงการหรือผู้สนับสนุนโครงการ ให้ดำเนินการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าที่เป็นคู่สัญญา ซึ่งจะสามารถจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) ได้ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2559
photo : Pixabay
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,154 วันที่ 5 - 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2559






