
ธุรกิจแห่เปิดรับคริปโทจ่ายสินค้า-บริการ
ธุรกิจ “จิวเวอรี่-ทอง-อุปกรณ์ไอที-เครื่องใช้ไฟฟ้า” เริ่มเปิดรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการเป็น คริปโท หวังเพิ่มช่องทางการเงินให้กับกลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่
นางศุภากรณ์ ปรีชา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดับบลิว ซี จี ไดมอนด์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายจิวเวลรี่แบรนด์ WCG DIAMOND เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าดับบลิว ซี จี ไดมอนด์ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายจิวเวลรี่ รายแรกๆ ของไทยที่เปิดให้ลูกค้า หรือกลุ่มนักลงทุนทั่วโลก นำเงินสกุลดิจิทัล หรือ คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ทั้งสกุลเงินบิตคอยน์ (BTC) , อีเธอเรียม (ETH) หรือ USDT (United States Dollar Tether) มาซื้อเครื่องประดับเพชรได้ โดยขณะนี้มีลูกค้าใช้คริปโทฯ ชำระค่าสินค้าราว 10% ของกลุ่มลูกค้าทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าคนไทย และลาว
“เราเป็นผู้จำหน่ายจิวเวอรี่ผ่านทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ โซเชียลมีเดียอยู่แล้ว การเปิดให้ลูกค้าซื้อเพชรด้วยคริปโท เป็นเพิ่มทางเลือกการจ่ายค่าสินค้าให้กับลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการอิสระการชำระค่าสินค้าและบริการมากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มทางเลือกในการชำระค่าสินค้าให้กับกลุ่มลูกค้าในต่างประเทศด้วย เนื่องจากทุกวันนี้ลูกค้าต่างประเทศ สั่งซื้อสินค้าต้องใช้เวลาโอนเงิน 5-7 วัน และต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนเงินระหว่างประเทศ 1,000-2,000 บาท แต่หลังจากเปิดให้ชำระด้วยคริปโทฯ โดยสแกนผ่านคิวอาร์โค้ด ใช้เวลา 2 นาที สามารถรู้ได้ทันทีว่ามีการชำระค่าสินค้าเข้ามา ซึ่งสะดวก รวดเร็ว สามารถส่งสินค้าให้ลูกค้าได้เร็วขึ้น”
นางศุภากรณ์ กล่าวต่อไปอีกว่า แม้ว่าขณะนี้ค่าเงินสกุลดิจิทัล จะมีความผันผวนสูง แต่เป็นความเสี่ยงที่บริษัทยอมรับได้ โดยมองว่าเงินสกุลดิจิทัลยังไปได้ต่อ โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ต้องการอิสระทางการเงินมากขึ้น
ด้านนายสมชาย พรจินดารักษ์ ประธาน สมาพันธ์สมาคมอัญมณี เครื่องประดับและโลหะมีค่า (แห่งประเทศไทย) กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มเห็นผู้จำหน่ายจิวเวอรี่ 3-4 ราย เริ่มเปิดให้ลูกค้าซื้อสินค้าโดยชำระเป็นเงินสกุลดิจิทัล ซึ่งมองว่าเป็นแนวทางที่ดี เพราะสะดวก รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายในการโอนเงินระหว่างประเทศ โดยในอนาคตอันใกล้เชื่อว่าการชำระค่าสินค้าและบริการจะเป็นดิจิทัลมากขึ้น ส่วนข้อกังวลเรื่องจะเปิดให้กลุ่มมิจฉาชีพ นำเงินสกุลดิจิทัลมาซื้อสินค้า เพื่อฟอกเงินนั้น มองว่าหากผู้ประกอบการมีระบบการยืนยันตัวตน หรือเอกสารที่สามารถยืนยันตัวตนผู้ซื้อ ผู้ชำระเงินได้ คิดว่าไม่น่ามีปัญหา
ด้านนายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART กล่าว่า กลุ่มเจ มาร์ทได้จัดแคมเปญนำดิจิทัลโทเคน JFIN ในฐานะที่เป็น Utility Token สร้างระบบนิเวศในกลุ่มบริษัทฯ มาใช้แลกเป็นสินค้า (Redeem) ภายในกลุ่มเจมาร์ท ทั้งการใช้เป็นส่วนลดซื้อสินค้าในเจมาร์ท หรือ ได้รับ JFIN เมื่อสมัครสินเชื่อ หรือผ่อนชำระมือถือแคชจอย
นอกจากนี้ ยังพบกับความคุ้มค่า ยิ่งช้อป ยิ่งคุ้ม กับ SINGER รับทันที JFIN เพียงซื้อสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน หรือสินค้าเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้แคมเปญดังกล่าวนอกจากจะเป็นการปฏิวัติวงการทำการตลาดในประเทศไทยแล้ว ยังควบคู่การสนับสนุนการเรียนรู้เรื่องคริปโตเคอเรนซี่ให้กับลูกค้าของกลุ่มเจมาร์ทอีกด้วย โดยคาดหวังว่าการนำเอา JFIN มาใช้ครั้งนี้ น่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 70 ล้านบาทต่อเดือน เมื่อรวมรายได้ที่จะเกิดขึ้นจากโปรแกรมนี้
ส่วนนายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง กล่าวกับ“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า การใช้บิตคอยน์/คริปโท มาชำระเงินตลาดทองคำนั้น ถูกใช้เก็งกำไร ใช้เงินลงทุนน้อย มีข่าวสารเรื่องผลตอบแทนโดยไม่บอกความเสี่ยง โดยมีลักษณะต่างจากทองคำ ซึ่งทองคำถูกใช้ในโลก กองทุนสำรองระหว่างประเทศ หรือ วงการแพทย์ อุตสาห กรรมไฟฟ้า จิวเวอรี่ ส่วนบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์เรื่องลงทุนอย่างเดียวและบางประเทศยังมีไม่กฎหมายรองรับ สำหรับไทยยังมีคนเข้ามาเสนอแต่ลำบากที่จะร่วมกัน แม้เขาพยายามจะจับคู่กันแต่มีความลำบากในการรับเป็นเงินสด ซึ่งยังศึกษากันอยู่คิดว่ายังไม่เห็นในระยะสั้น
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,683 วันที่ 30 พฤษภาคม - 2 มิถุนายน พ.ศ. 2564






