
2เดือนAECส่งออกไทยโต3.5% แต่ภาพรวมค้าอาเซียนยังติดลบ/พณ.ลุยเปิดFTA เพิ่ม
2 เดือนเปิดเออีซี ส่งออกไทยไปอาเซียนโต 3.5% ขณะภาพรวมการค้ายังติดลบ "อภิรดี"ชี้ระยะสั้นอาจจะยังไม่เห็นผล แต่ในระยะกลาง-ยาวการค้า ลงทุนอาเซียนจะเชื่อมโยงกันมากขึ้น ขณะสั่งลุยเปิดเจรจาเอฟทีเอเพิ่ม พ.ค.นี้ถกตุรกี เป้าหมายช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าไทยในภาพรวมอีก 0.3% เล็งใช้เป็นเกตเวย์เจาะตลาดอีก 4 ภูมิภาค พร้อมอัพเดตเอฟทีเอไทยทุกกรอบยังเคลื่อนไหวตลอด
[caption id="attachment_47769" align="aligncenter" width="371"]
อภิรดี ตันตราภรณ์[/caption]
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์(พณ.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมเปิดเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)กับประเทศตุรกี โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าโดยรวมของไทยอีก 0.3% จากเดิมเอฟทีเอที่มีผลบังคับใช้แล้ว 12 ฉบับกับ 17 ประเทศคิดเป็นสัดส่วนการค้ารวมของไทยอยู่ที่ 59% และเอฟทีเอที่อยู่ระหว่างการเจรจา มีสัดส่วนการค้ารวม(ไม่รวมอาเซียน+6) อยู่ที่ 14%
ทั้งนี้ไทยเตรียมจัดประชุมเจรจาเอฟทีเอไทย-ตุรกี ครั้งที่ 1 ในเดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งนี้การทำเอฟทีเอกับตุรกีจะเป็นการขยายโอกาส และลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน เป็นการสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ไทยไปยังตลาดใหม่ โดยสามารถใช้ตุรกีเป็นประตูการค้า(เกตเวย์) ไปยุโรป ตะวันออกกลาง CIS และแอฟริกาเหนือได้
ส่วนเอฟทีเอที่อยู่ระหว่างการเจรจาซึ่งไม่รวมอาเซียน+6 เช่น เอฟทีเออาเซียน-ฮ่องกง กระทรวงกำหนดให้สรุปผลภายในปีนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีการประชุมไปแล้ว 6 รอบในภาพรวมการเจรจามีความคืบหน้ามาก โดยเฉพาะการค้าสินค้าที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ข้อสรุปรูปแบบการลดภาษีสินค้าของอาเซียน7 (สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม) ส่วนไทยอยู่ระหว่างแลกเปลี่ยนข้อมูลพิกัดอัตราศุลกากรกับฮ่องกง ส่วนการค้าบริการและการลงทุน การเจรจาข้อบทมีความคืบหน้ากว่า 50% แต่การลงทุนยังมีประเด็นคงค้างสำคัญ ได้แก่ คำนิยามเรื่องบุคคลธรรมดา ประเด็นมาตรการข้อยกเว้น และการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่างสำหรับเวียดนาม
ส่วนเอฟทีเอ ไทย-ปากีสถานมีการเจรจาแล้ว 2 รอบ โดยเป็นการเจรจาเฉพาะการค้าสินค้าก่อน มีเป้าหมายเสร็จสิ้นภายในปีนี้ ทั้งนี้ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอฟทีเอไทย-ปากีสถาน ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 10-12 พฤษภาคมที่จังหวัดเชียงใหม่ขณะที่เอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป(อียู)นั้น ได้มีการเจรจาไปแล้ว 4 รอบ ปัจจุบันยังไม่มีกำหนดวันเจรจาในรอบต่อไป เช่นเดียวกับเอฟทีเอ ไทย-เอฟต้า ที่การเจรจาหยุดชะงักลง หลังฝ่ายเอฟต้าแจ้งว่ายังสนใจการทำ เอฟทีเอ กับไทยในช่วงเวลาที่เหมาะสม
ส่วนการค้าระหว่างไทยกับอาเซียนในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้หลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)อย่างเป็นทางการมีมูลค่ารวม 1.47 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้แยกเป็นการส่งออกของไทยไปอาเซียนมีมูลค่า 8.965 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.5% ส่วนการนำเข้าจากอาเซียน มีมูลค่า 5.792 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 12%
"ในระยะสั้นจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดของการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับอาเซียน แต่ในระยะปานกลาง-ระยะยาว ทิศทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับอาเซียน มีแนวโน้มที่จะเชื่อมโยงกันมากขึ้น ซึ่งคาดว่าสัดส่วนการค้าของไทยกับอาเซียนหลัง AEC จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนโดยตรงของไทยในอาเซียนจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว"นางอภิรดีกล่าว และว่า
ทั้งนี้มีปัจจัยสนับสนุนจากการที่รัฐบาลได้เห็นชอบยุทธศาสตร์ใหม่ของกระทรวงที่ให้มองประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม)เป็นเสมือนตลาดในประเทศ ด้วยกลยุทธ์เจาะตลาดอาเซียนเชิงรุก บุกตลาดระดับเมือง (city focus) เน้นส่งเสริมสินค้าที่มีแบรนด์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมธุรกิจบริการที่ไทยมีศักยภาพ พร้อมภารกิจใหม่ คือ การสนับสนุนการลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศโดยเน้นประเทศในกลุ่ม CLMV
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,151 วันที่ 24 - 27 เมษายน พ.ศ. 2559
[caption id="attachment_47769" align="aligncenter" width="371"]
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์(พณ.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมเปิดเจรจาเพื่อจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)กับประเทศตุรกี โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการค้าโดยรวมของไทยอีก 0.3% จากเดิมเอฟทีเอที่มีผลบังคับใช้แล้ว 12 ฉบับกับ 17 ประเทศคิดเป็นสัดส่วนการค้ารวมของไทยอยู่ที่ 59% และเอฟทีเอที่อยู่ระหว่างการเจรจา มีสัดส่วนการค้ารวม(ไม่รวมอาเซียน+6) อยู่ที่ 14%
ทั้งนี้ไทยเตรียมจัดประชุมเจรจาเอฟทีเอไทย-ตุรกี ครั้งที่ 1 ในเดือนพฤษภาคมนี้ ทั้งนี้การทำเอฟทีเอกับตุรกีจะเป็นการขยายโอกาส และลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน เป็นการสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ไทยไปยังตลาดใหม่ โดยสามารถใช้ตุรกีเป็นประตูการค้า(เกตเวย์) ไปยุโรป ตะวันออกกลาง CIS และแอฟริกาเหนือได้
ส่วนเอฟทีเอที่อยู่ระหว่างการเจรจาซึ่งไม่รวมอาเซียน+6 เช่น เอฟทีเออาเซียน-ฮ่องกง กระทรวงกำหนดให้สรุปผลภายในปีนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีการประชุมไปแล้ว 6 รอบในภาพรวมการเจรจามีความคืบหน้ามาก โดยเฉพาะการค้าสินค้าที่ทั้ง 2 ฝ่ายได้ข้อสรุปรูปแบบการลดภาษีสินค้าของอาเซียน7 (สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม) ส่วนไทยอยู่ระหว่างแลกเปลี่ยนข้อมูลพิกัดอัตราศุลกากรกับฮ่องกง ส่วนการค้าบริการและการลงทุน การเจรจาข้อบทมีความคืบหน้ากว่า 50% แต่การลงทุนยังมีประเด็นคงค้างสำคัญ ได้แก่ คำนิยามเรื่องบุคคลธรรมดา ประเด็นมาตรการข้อยกเว้น และการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่างสำหรับเวียดนาม
ส่วนเอฟทีเอ ไทย-ปากีสถานมีการเจรจาแล้ว 2 รอบ โดยเป็นการเจรจาเฉพาะการค้าสินค้าก่อน มีเป้าหมายเสร็จสิ้นภายในปีนี้ ทั้งนี้ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเอฟทีเอไทย-ปากีสถาน ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 10-12 พฤษภาคมที่จังหวัดเชียงใหม่ขณะที่เอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป(อียู)นั้น ได้มีการเจรจาไปแล้ว 4 รอบ ปัจจุบันยังไม่มีกำหนดวันเจรจาในรอบต่อไป เช่นเดียวกับเอฟทีเอ ไทย-เอฟต้า ที่การเจรจาหยุดชะงักลง หลังฝ่ายเอฟต้าแจ้งว่ายังสนใจการทำ เอฟทีเอ กับไทยในช่วงเวลาที่เหมาะสม
ส่วนการค้าระหว่างไทยกับอาเซียนในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้หลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)อย่างเป็นทางการมีมูลค่ารวม 1.47 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้แยกเป็นการส่งออกของไทยไปอาเซียนมีมูลค่า 8.965 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.5% ส่วนการนำเข้าจากอาเซียน มีมูลค่า 5.792 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลง 12%
"ในระยะสั้นจะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดของการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับอาเซียน แต่ในระยะปานกลาง-ระยะยาว ทิศทางการค้าและการลงทุนระหว่างไทยกับอาเซียน มีแนวโน้มที่จะเชื่อมโยงกันมากขึ้น ซึ่งคาดว่าสัดส่วนการค้าของไทยกับอาเซียนหลัง AEC จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนโดยตรงของไทยในอาเซียนจะขยายตัวอย่างรวดเร็ว"นางอภิรดีกล่าว และว่า
ทั้งนี้มีปัจจัยสนับสนุนจากการที่รัฐบาลได้เห็นชอบยุทธศาสตร์ใหม่ของกระทรวงที่ให้มองประเทศในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม)เป็นเสมือนตลาดในประเทศ ด้วยกลยุทธ์เจาะตลาดอาเซียนเชิงรุก บุกตลาดระดับเมือง (city focus) เน้นส่งเสริมสินค้าที่มีแบรนด์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และส่งเสริมธุรกิจบริการที่ไทยมีศักยภาพ พร้อมภารกิจใหม่ คือ การสนับสนุนการลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศโดยเน้นประเทศในกลุ่ม CLMV
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,151 วันที่ 24 - 27 เมษายน พ.ศ. 2559






