
รัฐเทงบกว่า2หมื่นล้านหนุนสตาร์ทอัพไทยสู่อินเตอร์
"ตรงนี้เป็นทางออกของประเทศที่สำคัญ 1.เรามีพลังสมองมากมาย 2.ประชาชนของเราเข้มแข็ง ยิ่งมีเรื่องประชารัฐ ที่รัฐกับเอกชนมาทำงานร่วมกัน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของภาคเอกชน ตรงนี้เป็นมิติที่จะทำให้ไทยเข้มแข็ง ไม่ใช่เป็นแค่การวางแผน ถือเป็นการงานร่วมกัน ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง เกิดความยั่งยืน มีความหมายจริงๆ" ดร.พิเชษฐ กล่าว
รัฐบาลยังมีนโยบายและวางแผนจะทำเขต Startup หรือ Startup District ให้กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งมีการเจรจาไปแล้วบงส่วน เช่น ที่ สยามสแควร์ วัน มีการจัดพื้นที่ให้นักลงทุนไ ด้พบปะกับบรรดาสตาร์ทอัพด้วยตัวเอง หรือในส่วนภูมิภาค คือ ที่ถนนนิมมานเหมินทร์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นต้น โดยหวังว่า จะช่วยผลักดันด้านการตลาดให้สตาร์ทอัพไทย ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในประเทศ แต่สามารถขยายออกไปได้ทั้งในอาเซียน และระดับโลก
นอกจากนี้ ยังให้ภาคเอกชนมาลงทุนในระบบสตาร์ทอัพของภาครัฐด้วย ในส่วนที่เรียกว่า "ระบบ Venture Capital" ในส่วนนี้รัฐจัดสรร สิทธิประโยชน์จำนวนหนึ่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการภาคเอกชนที่ประสงค์จะเป็นผู้ลงทุนให้กับบรรดาสตาร์ทอัพ มีแรงจูงใจให้มาลงทุนได้ เป็นการเอื้ออำนวยทางด้านการเงิน เช่น มีการลดหย่อนจากภาษีจากการลงทุน หรือ ลดหย่อนภาษีในส่วน Capital Gain หรือกำไรจากการขายหลักทรัพย์
เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2559 พระราชบัญญัติแผนแม่บทดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของชาติ ซึ่งกระทรวงไอซีทีนำเสนอผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ผ่านการอนุมัติเรียบร้อย และในวันที่ 29 เมษายน 2559 นี้ จะนำเสนอวาระแรกต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่งจะนำเสนอก่อน 3 ฉบับ จากพ.ร.บ.ทั้งหมด 6-7 ฉบับ
เมื่อกฎหมายแม่บทผ่าน ฉบับแรกที่เสนอ เกี่ยวกับการการตั้งกองทุนอีกหมื่นล้านบาท หรือเรียกว่า "กองทุนดิจิตอลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม" โดยเงินทุนส่วนหนึ่งมาจากงบสนับสนุนจากภาครัฐ และอีกส่วนหนึ่งมาจาก กสทช. หรือ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ เงินกองทุนส่วนนี้ จะใช้ในการสนับสนุนกิจกรรมด้านดิจิตอลที่จะเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจและสังคม ก็คือ 1.การพัฒนาคนหรือสตาร์ทอัพนั่นเอง หรือคนที่ทำอยู่แล้ว ต้องการพิ่มทักษะเรื่องดิจิตอล 2.พัฒนาตัวเทคโนโลยี 3. การวิจัยพัฒนา ซึ่งรูปแบบการใช้กองทุน สามารถทำได้ทั้งการไปร่วมทุน กู้ยืม หรือให้เป็นเงินทุนวิจัย
ส่วนร่าง พ.ร.บ.อีก 2 ฉบับ คือ กฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ฯ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้ว แต่เป็นกฎหมายเก่าที่ใช้มานาน จะมีการพัมนาปรับปรุงขึ้นใหม่ เพื่อให้ทันสมัยทันเหตุการณ์ คาดว่ากฎหมายที่ 3 ฉบับ จะผ่านความเห็นชอบจาก สนช.และสามารถจัดตั้ง "กองทุนดิจิตอลเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม" จำนวนหมื่นล้านบาท ได้ภายในสิ้นปีนี้
สำหรับการผลักดันในครั้งนี้ ถือเป็นการจับมือกันระหว่างกระทรวงต่างๆ 11 กระทรวง และภาคเอกขน เพื่อผลักดันสตาร์ทอัพอย่างเต็มที่ โดยมีการจัดงาน “Startup Thailand 2016” ภายใต้แนวคิด “Unite to Rise” หรือ “รวมพลัง Startup เพื่อก้าวต่อไปของเศรษฐกิจไทย” ระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “วิสัยทัศน์และพลังสร้างชาติด้วย Startup Thailand” โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ “การขับเคลื่อน Startup Thailand : ฐานเศรษฐกิจใหม่ของไทย” โดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และ "Creative Economy : A Platform for Korean Startup Development" โดย ชเวยางฮี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวางแผนอนาคต ประเทศเกาหลีใต้ และยังเปิดเวทีสัมมนาโดยเชิญ Startup ที่มีเชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศกว่า 10 ประเทศ อาทิ หัวข้อ “Startup & New Investment Opportunities in Asia” โดย นายเดฟ แมคเคลอร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง “500Startups”รวมถึงหัวข้ออื่นๆ ที่น่าสนใจ






