
สหภาพฯการบินไทยฝั่งหนุนฟื้นฟูแนะสมาชิกเลือกแนวทางที่บริษัทเสนอ
สหภาพแรงงานการบินไทย ฝั่งเข้าใจการปรับโครงสร้างองค์กร แสดงจุดยืนไม่สนับสนุน ส่งเสริม หรือยุยงให้สมาชิกต่อสู้แบบขาดความรอบคอบ แนะสมาชิกไม่ควรนิ่งเฉยหรือไม่ยอมรับข้อเสนอใดๆที่บริษัทเสนอ พนักงานต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง
ในขณะนี้พนักงานการบินไทย หลายคนรู้สึกสับสนว่าจะยื่นสมัครงานใหม่หรือไม่ หรือควรจะเดินอย่างไร เนื่องจากขณะนี้มี 3 สหภาพ แรงงานในการบินไทย ได้ออกมาแนะนำสมาชิกที่ในแนวทางที่ต่างกัน โดยกลุ่มสหภาพแรงงานพนักงานบริษัทการบินไทย (สร.พบท.) และสหภาพแรงงานการบินไทยร่วมใจสัมพันธ์ (สร.กบท.สพ.) ได้ออกมาแนะนำไม่ให้สมาชิกเซ็นสัญญาจ้างใหม่ เนื่องจากมองว่าริดรอนสภาพการจ้างเดิม และมองว่านายจ้างกระทำผิดสัญญาจ้าง ย่อมถูกฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าเสียหายจากลูกจ้างได้ ซึ่งเคยมีการนำเสนอความเห็นในฝ่ายนี้ไปแล้ว
ขณะที่ในอีกด้าน สหภาพแรงงานการบินไทย (สร.กบท.) ออกมาแนะนำสมาชิกว่าไม่ควรนิ่งเฉยหรือไม่ยอมรับข้อเสนอใดๆที่บริษัทเสนอ พนักงานต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง โดยพบว่าก่อนหน้านี้ทางสหภาพแรงงานการบินไทย(สร.กบท.)ได้ออกสารถึงสมาชิก โดยระบุว่าการปรับโครงสร้าง การลดขนาดองค์กร การลดจำนวนพนักงาน คือ ส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูกิจการที่บริษัทฯนำเสนอเจ้าหนี้พิจารณาผ่านศาลล้มละลาย เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2564
ตามแผนนี้มีผลกระทบโดยตรงกับพนักงานทุกคน ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้เสนอแผนเพื่อให้ พนักงานสมัคร ใจเลือกเข้าโครงการร่วมใจจาก MSP-A MSP-B ซึ่งทั้ง 2 โครงการได้ดำเนินการผ่านไปแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของโครงการสุดท้าย คือโครงการMSP-C ที่สมาชิกฯได้ ทราบกันโดยทั่วไป และได้เริ่มเปิดให้สมาชิก สมัครใจเข้าร่วมโครงการแล้ว
ขณะนี้มีประเด็นที่ทำให้เกิดความลังเล สงสัย และไม่มั่นใจว่าควรจะตัดสินใจ อย่างไรดี ดังนั้น สหภาพแรงงานการบินไทย (สร.กบท.) จึงขอให้คำแนะนำกับสมาชิกดังนี้
- ถ้าสมาชิกมีความพร้อม ที่จะเข้าโครงการ MSP-C ขอให้ ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการได้ในทันที
- ถ้าสมาชิกมีความต้องการที่จะทำงานกับบริษัทฯ ต่อไป ขอให้ทุกคนแสดงความจำนงเข้าร่วมคัดเลือกในโครงสร้างใหม่ และยอมรับสภาพการจ้างใหม่ เพื่อสมาชิกจะมีงานทำ มีรายได้ประจำแน่นอน (รอศึกษารายละเอียดที่บริษัทฯ จะแจ้งก่อนวันที่ 11 มี.ค. 64 ให้ครบถ้วน)
- เพื่อประโยชน์ของสมาชิกฯ ทุกคน สร.กบท.ไม่แนะนำให้สมาชิกนิ่งเฉย หรือไม่ยอมรับข้อเสนอใดๆ ที่บริษัทฯ เสนอทั้งสิ้น พนักงานต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง เพื่อบริษัทฯ จะได้ดำเนินการตามที่สมาชิกฯได้เลือก
- เมื่อเจ้าหนี้ให้ความเห็นชอบแผนฟื้นฟูฯ ตามที่ผู้ทำแผนฯ เสนอ และศาลมีคำสั่ง ให้สามารถฟื้นฟูกิจการตามแผนได้แล้ว การดำเนินกิจการและการบริหาร จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ระหว่างนั้น หากมีการดำเนินการใดๆที่เป็นการละเมิดสิทธิ์ของลูกจ้าง ที่ควรจะเป็นไปตามกฎหมาย สร.กบท. ขอยืนยันว่า จะทำหน้าที่ปกป้อง คุ้มครองสิทธิของสมาชิกฯ ลูกจ้างให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดทุกประการ
5.ในการตัดสินใจใดๆ ขอให้สมาชิกฯ ใช้ดุลยพินิจพิจารณาโดยละเอียดรอบคอบถึงผลได้ผลเสีย ที่จะเกิดขึ้นต่อตนเองและครอบครัว เพราะถึงท้ายที่สุดแล้ว สมาชิกแต่ละคนเท่านั้นที่จะได้รับผลของการตัดสินใจนั้น
ขอให้สมาชิกๆ เชื่อมั่นในสหภาพแรงงานการบินไทย การดำเนินงานในนามสหภาพแรงงานฯ ซึ่งเป็นองค์กรลูกจ้างที่อยู่ภายใต้กฎหมาย ความรู้ความเข้าใจในรายละเอียดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสภาพการจ้างของลูกจ้างเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การเลือกทางผิด จนในที่สุดต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงาน เป็นทางเลือกที่ไม่เป็นคุณต่อตัวสมาชิกฯ เองด้วยประการทั้งปวง เพราะ
1.สหภาพแรงงานฯ ไม่สามารถฟ้องคดีแทนผู้ใดได้ สมาชิกฯ ต้องเป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเอง (ศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกาประกอบการพิจารณา)
2.สมาชิกสามารถดำรงชีพอยู่ได้หรือไม่ โดยไม่มีงานทำ ไม่มีรายได้ ในช่วงเวลาที่ต้องสู้คดี ถึงชั้นฎีกา ซึ่งต้องใช้เวลา ไม่ต่ำกว่า 3 ปี
3.ครอบครัว ของสมาชิก จะมีชีวิตอย่างไร หากหัวหน้าครอบครัวไม่มีงานทำ แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการสู้คดีหลายปี
4.สร.กบท. ไม่สนับสนุน ส่งเสริม หรือยุยงให้สมาชิกต่อสู้แบบขาดความรอบคอบ
มีตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาหลายฉบับ ที่เป็นบรรทัดฐานการตัดสินคดี
เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2311-2313/2526 "นายจ้างประสบปัญหาขาดทุน จำเป็นต้องยุบหน่วยงานที่ขาดทุน และเลิกจ้างลูกจ้างที่ประจำอยู่หน่วยงานนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับฐานะทางเศรษฐกิจและความอยู่รอดของนายจ้างเป็นกรณีมีเหตุอันสมควร มิใช่การกลั่นแกล้ง จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง
แม้สัญญาจ้างแรงงานระบุว่า นายจ้างมีสิทธิเลิกสัญญาได้ทุกขณะ โดยลูกจ้างไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ ก็ตาม แต่ค่าชดเชย ค่าทำงานในวันหยุดพักผ่อน และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงินที่ลูกจ้างมีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับเมื่อถูกเลิกจ้าง จึงมิใช่ค่าเสียหายใด ๆ ตามสัญญาเมื่อนายจ้างเลิกจ้างโดยลูกจ้างไม่มีความผิด และไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะไม่ต้องจ่าย นายจ้างจะอ้างสัญญาจ้างมาเป็นข้อยกเว้นที่จะไม่จ่ายเงินดังกล่าวหาได้ไม่"
ตัวอย่างกรณีที่ถือเป็นการเลิกจ้างที่เป็นธรรม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2124/2555 "จำเลยเลิกจ้างโจทก์สืบเนื่องมาจากจำเลยปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานทั้งหมด ต้องลดอัตรากำลังลูกจ้างลง ทำให้ต้องยุบหน่วยงานและลดขนาดหน่วยงานบางหน่วย มีการปรับลดหน่วยงานทั้งบริษัทจากระดับแผนกหรือฝ่ายลงเหลือเพียงระดับงาน รวมทั้งฝ่ายจัดซื้อที่ โจทก์เป็นผู้จัดการฝ่ายก็ถูกปรับลดลงเป็นงานจัดซื้อ ไม่มีตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายจัดซื้ออีกต่อไป การดำเนินการทั้งหมดจำเลยไม่ได้เลือกปฏิบัติเลิกจ้าง เฉพาะโจทก์รายเดียว ดังนี้ ย่อมถือได้ว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยมีเหตุอันสมควร ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม"
ด้วยความห่วงใยสมาชิกฯ และพนักงานทุกคน ต่อสถานการณ์ที่ไม่ปกตินี้ ขอให้ทุกคนพึงระลึกเสมอว่า บริษัทการบินไทย ต้องเดินหน้าต่อไปตามแผนฟื้นฟูผ่านศาลล้มละลาย ไม่มีทางเลี่ยงเป็นอย่างอื่น ความเข้าใจที่ถูกต้อง ความร่วมมือร่วมใจเดินร่วมกันไปในแนวทางที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับสมาชิกในสถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นภาระหน้าที่ของสหภาพแรงงานฯ ที่จะต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
- หั่นเงินเดือนเหี้ยน "การบินไทย" บักโกรก บีบพนักงานออก/ยกเลิกค่าไลเซ่นส์นักบิน
- "ชาญศิลป์"แจงสิทธิ์คุ้มครองพนักงานการบินไทยยึดกม.แรงงานบริษัทเอกชน
- เปิด 36 กลุ่มเจ้าหนี้"การบินไทย" ยืดชำระยาวสุด 14 ปี
- "การบินไทย"ระส่ำสหภาพฯห้ามสมาชิกเซ็นสัญญาจ้างงานใหม่
- "การบินไทย"ออกเกณฑ์คัดเลือก“แอร์-สจ๊วต” ที่ได้ไปต่อต้องอายุไม่เกิน 55 ปี-ไม่อ้วน






