
หลักฐานเพียบ แก้ “ไอยูยู” ทำเกินกว่าเหตุ
30 มี.ค. ประธานสมาคมประมงฯ พร้อม ชี้แจง สผผ. เผยหลักฐานเพียบ แก้ไอยูยู ทำเกินกว่าเหตุ “เลิกอาชีพ” ขายเรือให้รัฐ บางลำเงินยังไม่ได้ โทษหนัก ค่าปรับสูงสุด 30 ล้าน
กฎระเบียบ “การป้องกัน ยับยั้งและขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and UnregulatedFishing) หรือ "ไอยูยู ฟิชชิ่ง" ทาง สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) มีหน้าที่ในการอำนวยความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนและตรวจสอบกระบวนการบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงอีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญ คือ การพิจารณาและแสวงหาข้อเท็จจริง โดยมุ่งหมายที่จะส่งเสริมสนับสนุนและให้คำแนะนำ
เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ำ อำนวยประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างทัดเทียมกัน และลดภาระที่เกิดขึ้นกับประชาชนโดยไม่จำเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ รวมทั้งขจัดหรือระงับความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมที่หน่วยงานของรัฐปฏิบัติต่อประชาชน
นาย กำจร มงคลตรีลักษณ์ นั่งประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เมื่อความปรากฏต่อประธานผู้ตรวจการแผ่นดินว่า การทำประมงไทยภายใต้กฎหมายประมง ได้แก่ พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558พระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ. 2481
พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พระพุทธศักราช 2456 รวมทั้งกฎระเบียบการป้องกัน ยับยั้งและขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and UnregulatedFishing) ซึ่งสหภาพยุโรปได้ประกาศใช้กฎระเบียบดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563
ที่ได้กำหนดให้ประเทศที่จะส่งออกสินค้าประมงไปยังกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปจะต้องจัดทำระบบเพื่อป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงแบบ เบU อีกทั้งจะต้องมีระบบที่สามารถตรวจสอบที่มาของสินค้าประมงตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางและมีใบรับรองการจับสัตว์น้ำ (Catch Certificate) ประกอบการส่งออกสัตว์น้ำไปยัง สหภาพยุโรป(อียู) ทุกครั้ง เพื่อรับรองว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ได้มาจากการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (IบU)
ทั้งนี้ สหภาพยุโรป (อียู) ได้ส่งคณะผู้แทนมาประเมินผลการติดตาม ตรวจสอบ และรายงานผลความคืบหน้าการดำเนินการของประทศไทยในการแก้ไขปัญหาการทำการประมงที่ผิดกฎหมายและการดำเนินการภายใต้กฎระเบียบ อย่างต่อเนื่องประจำทุกปี
กรมประมง ได้พยายามแก้ไขปัญหาและดำเนินมาตรการต่าง ๆ ในการควบคุมการทำการประมงของเรือประมงไทยเพื่อมิให้ทำการประมงที่ผิดกฎหมายขาดการรายงานและไร้การควบคุม แต่การดำเนินการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวพบว่า ยังก่อให้เกิดปัญหาและผลกระทบต่อภาคชาวประมง ซึ่งหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีแผนงานรองรับในการแก้ไขปัญหาให้กับชาวประมงอาจส่งผลกระทบต่อการทำประมงไทย
ประกอบกับจากการหารือร่วมกับ พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้ได้รับทราบถึงปัญหาการทำประมงในพื้นที่จังหวัดปัตตานีโดยเฉพาะปัญหาในการนำเรือประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือ IUU ออกนอกระบบเพื่อจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืนพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ โดยที่มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะแสวงหาข้อเท็จจริง
หรือดำเนินการอื่นใดด้วยความรอบคอบ เพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ปรับปรุงกฎหมาย กฎหรือคำสั่ง หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใด ๆ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องพิจารณาและแสวงหาข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว
สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยได้รับมอบหมายจากประธานผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การพิจารณาเรื่องดังกล่าวเป็นไปด้วยความรอบคอบ หน่วยงานของรัฐสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ ตลอดจนนำมาสู่ข้อเสนอแนะและแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 25(1 ) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 ขอให้สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นเกี่ยวกับปัญหาและผลกระทบของการทำประมง ภายใต้กฎหมายประมง โดยขอให้ชี้แจงโดยละเอียด พร้อมทั้งส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปยังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ สำนักงานผู้ตรวจแผ่นดินได้จัดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว ในวันอังคารที่ 30 มีนาคม 2564
นายกำจร กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ดี ปัจจุบัน ผมได้สั่งให้กรรมการ ช่วยกันไปร่วมพิจารณาและประชุม ชี้แจงข้อเท็จจริงผลกระทบชาวประมง เรือกลุ่มขาวแดง ประกาศขายแล้ว รัฐยังไม่มาซื้อตามที่รับปาก ที่มีหลายคนรอคอยอยู่ รวมทั้งกฎข้อบังคับ ต่างๆ ที่ไม่เป็นธรรมก่อนหน้านี้ ได้ประชุมร่วมกับคณะทำงานแก้ไขปัญหาประมง แต่ยังไม่มีการประกาศออกมาเลย
การกระทำต่างที่ผ่านมาเป็นการแก้ปัญหาประมงเกินกว่าเหตุ มีการใช้ข้อมูลบิดเบือน ทำลายประมง ล่มสลาย บางคนไม่ไหวต้องเลิกอาชีพ ตรงนี้จะเป็นอีกหนึ่งเวที ที่จะร่วมกันสะท้อนชีวิตชาวประมงก่อนที่จะมี พ.ร.ก.การประมง ปี 2558 และหลังมี พ.ร.ก. 2 ฉบับที่บังคับใช้ ซึ่งมีโทษรุนแรงมาก โดนทีหนึ่ง เรียกว่าสิ้นเนื้อประดาตัว โดยเฉพาะค่าปรับ แรงงาน สูงมาก โทษปรับสูงสุด 30 ล้านบาท และปรับเป็นรายบุคคล ปรับเป็นตันกรอสของเรือ
นายกำจร กล่าวว่า ข้อมูลที่อ้างจากรัฐในขณะนั้น หากไม่แก้ไข ปรับปรุงตามระเบียบอียู จะทำให้เสียหายกว่า 2 แสนล้านบาท แต่ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทยนำข้อมูลมาเปิดเผย มีมูลค่าส่งออกไปอียู แค่ 5% เพียงแค่กว่า 4 พันล้านบาท ต้องถามกลับว่า คุ้มค่ากับชีวิตชาวประมงหรือไม่ ที่บางคนต้องฆ่าตัวตาย บางคนต้องโทษ บางคนต้องคดี ยังขึ้นลงศาลรายวัน ดังนั้นก็หวังว่า สผผ. จะช่วยเป็นที่พึ่ง ลดภาระ สร้างความเท่าเทียม ให้กับชาวประมง ในฐานะเกษตรกร อีกสาขาหนึ่งใน เกษตรกรรม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ประมงไทย” ล่มสลาย จี้รับผิดชอบ










