
ร้องคำสั่งกทม.สกัดโควิด ทำร้านอาหารสูญ 1 แสนล้าน
สมาคมภัตตาคารไทย ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ ร้องแนวคิดกทม.ห้ามนั่งทานอาหารในร้าน ทำร้านอาหารสูญ 1 แสนล้าน ชี้รัฐควรจัดการแหล่งเชื้อต้นตอ
นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทยเปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผ่านทางสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ถึงผลกระทบจากแนวคิดของกรุงเทพมหานคร(กทม.) เมื่อวันที่1 มกราคม 2564 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ที่อาจมีคำสั่งไม่ให้นั่งรับประทานที่ร้านอาหาร โดยเบื้องต้น สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยแจ้งว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.)ในวันที่ 6 มกราคมนี้
“เรารู้สึกคับแค้นใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะสาเหตุของการแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดขึ้นจากบ่อน สถานบันเทิง ไม่ใช่ร้านอาหารที่ปฏิบัติตามมาตรฐานสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด รัฐควรไปจัดการตรงนั้น เพราะหากให้ลูกค้าซื้อกลับบ้าน ไม่สามารถนั่งรับประทานที่ร้านได้ นอกจากยอดขายจะลดลง ยังอาจทำให้แรงงานในระบบหลายล้านต้องตกงานไปด้วย เพราะธุรกิจคงอยู่ไม่ไหว เมื่อรายได้ กำไรลดลง”
ทางสมาคมฯต้องการชี้แจงให้เข้าใจว่า ร้านอาหารเป็นธุรกิจ SME และ MICRO SME ซึ่งมีมูลค่าธุรกิจ 4 แสนล้านบาทต่อปี จากประกาศของกทม.เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2564 ที่อาจมีมาตรการห้ามนั่งรับประทานอาหารในร้านอาหาร โดยจะต้องซื้อกลับเท่านั้น จะทำให้มูลค่าธุรกิจร้านอาหารไทยหายไปไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้าน และยังจะทำให้มีผลกระทบเป็นห่วงลูกโซ่
ทั้งผลกระทบต่อการการจ้างงาน เพราะหลังจากร้านอาหารกลับมาเปิดธุรกิจ ได้มีการว่าจ้างแรงงานกลับเข้าระบบได้เป็นจำนวนมาก แต่จากประกาศวันที่ 1 มกราคม 2564 จะมีผลกระทบต่อการจ้างงานอีกครั้งและยังกระทบยังสินค้าเกษตร เพราะร้านอาหารต้องใช้วัตถุดิบจากภาคเกษตรกรจำนวนมหาศาล ซึ่งจะต้องหยุดชะงักลงอีกครั้ง จะมีผลทำให้รายได้ของภาคเกษตรกรลดลงเช่นกัน รวมถึงผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษี, vat และเงินประกันสังคมของภาครัฐที่จะหายไปอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจร้านอาหาร ทั้งภัตตาคารและร้านอาหารขนาดเล็กรวมไปถึงร้านอาหารตามริมข้างทาง ได้ปฎิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด รวมไปถึงร้านอาหารขนาดใหญ่และขนาดกลางได้เข้าร่วมอบรมและเรียนรู้จนได้สัญลักษณ์ SHA เกิน 80% และผู้ประกอบการเกือบทั้งหมดยังตระหนักถึงความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานที่ปฎิบัติงานในร้านด้วยการเพิ่มมาตราการเสริมเข้าไปมากขึ้นกว่าคำสั่งของสาธารณสุขด้วย
ทั้งการจัดให้มีการเช็คอินก่อนเข้ารับบริการที่ร้านด้วยแอปพลิเคชันไทยชนะ การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายทั้งพนักงานและลูกค้าก่อนเข้าร้าน ทำความสะอาดโต๊ะเก้าอี้ด้วยแอลกอฮอล์ ทุกครั้งเมื่อมีลูกค้าใช้เสร็จ ทำความสะอาดโต๊ะเก้าอี้ด้วยแอลกอฮอล์ ทุกครั้งเมื่อมีลูกค้าใช้เสร็จ แจกแอลกอฮอล์ล้างมือทุกครั้งเมื่อมาใหม่ จัดให้พนักงานทั้งส่วนหน้า,ส่วนหลัง และในครัวมีการใส่ถุงมือยางและผ้าปิดปากตลอดเวลาที่มีการปฎิบัติงาน
นอกจากนั้นยังมีการถูพื้นด้วยน้ำยากำจัดเชื้อโรค ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง จัดตารางทำความสะอาดห้องน้ำและถูพื้นด้วยน้ำยากำจัดเชื้อโรค ทุกๆ 2 ชั่วโมง ร้านที่มีประตู ให้เช็ดมือจับด้วยแอลกอฮอล์ ทุกครั้งที่มีการสัมผัส แจกช้อนกลางส่วนตัวให้ลูกค้าเพื่อลดการสัมผัสภาชนะร่วมกัน และร้านอาหารที่มีเครื่องปรับอากาศ ทางร้านจะทำความสะอาดทุกๆ 4ชั่วโมง
“จากการปฎิบัติตามมาตรการทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่า การระบาดโควิด-19 ครั้งนี้ ไม่ได้มีต้นตอมาจากร้านอาหารเลย แต่การระบาดมาจากกลุ่มธุรกิจที่ผิดกฎหมายทั้งหมด เพราะไม่ปฎิบัติตามมาตรการ ทางสมาคมฯ จึงใคร่ขอความกรุณานายกรัฐมนตรีและคณะ ศบค. ใด้ช่วยพิจารณาไม่ออกมาตรการห้ามรับประทานอาหารในร้านอาหาร โดยให้ร้านอาหารสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามปกติดังเดิม”นางฐนิวรรณกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กทม. จ่อดีเดย์ 4 ม.ค.ซื้ออาหารห่อกลับบ้าน –ห้างยังไม่ปิด
บุรีรัมย์ ยกระดับป้องกันโควิด-19
จับตา! ที่ประชุมศปก.ศบค.วันนี้เคาะมาตรการเข้มคุมโควิด-19
ประกาศคำสั่งศูนย์แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ วางข้อกำหนดป้องกันโควิด-19






