thansettakij
thansettakij
จาก"การเมือง" สู่ "การตลาด"  เมื่อคนไทย No Choice

จาก"การเมือง" สู่ "การตลาด"  เมื่อคนไทย No Choice

27 ต.ค. 63 | 02:10 น.
อัปเดตล่าสุด :27 ต.ค. 63 | 09:25 น.

วิกฤติการเมืองดันเทรนด์การตลาดเปลี่ยน “เอ็นไวโร” เผยมุมมองการเมืองสู่การตลาด ประชาชนอยู่ในภาวะ No Choice ชี้แบรนด์ต้องทำความเข้าใจผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาแนะแบรนด์เดินเกมส์เร็วตอบโจทย์ประชาชนในภาวะวิกฤติ

นางสาวสรินพร จิวานันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นไวโร ประเทศไทย จำกัด บริษัทวิจัย ในเครือบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้ทำการสำรวจความคิดเห็นกลุ่มตัวอย่าง เพื่อจัดทำผลวิจัยเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน หรือเกาะติดสถานการณ์การเมืองเพื่อมาวิเคราะห์ ถึงความขัดแย้งของคนระหว่างรุ่นเพื่อเป็นมมุมมองให้กับนักการตลาด ซึ่งถ้านักการเมืองหันมาเล่นการตลาด แทนการเมืองโดยให้รัฐบาลเป็นแบรนด์หนึ่งแบรนด์ ประชาชนคือผู้บริโภค สังคมเราจะมีความเข้าใจกันมากขึ้นหรือไม่ เพราะผู้บริโภคเลือกรับรู้เฉพาะแง่มุมที่ตัวเองสนใจ และตรงกับทัศนคติของตนจนเห็นต่างแล้ว การทำความเข้าใจในความต้องการของคนรุ่นใหม่เป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่ามุมมองเรื่องแบรนด์เก่าแก่ หรือแบรนด์คนรุ่นใหม่มากนัก

จาก"การเมือง" สู่ "การตลาด"  เมื่อคนไทย No Choice

ทั้งนี้การให้ความสนใจคนรุ่นใหม่ เนื่องจากคือกลุ่มใหญ่ในอนาคตโดยกลุ่มเจนคนรุ่นใหม่ (เจนzและy) ที่มีสัดส่วน50%ดังนั้นในเชิงกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด  แล้วกลุ่มนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญ และโดยธรรมชาติแบรนด์ต้องขยายกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ให้ใหญ่ขึ้น เสมอ เพื่อให้แบรนด์มีการเติบโตที่มั่นคง

จาก"การเมือง" สู่ "การตลาด"  เมื่อคนไทย No Choice

ขณะที่ภาพลักษณ์รัฐบาลและคนรุ่นใหม่ไม่ไปด้วยกัน แบรนด์ต้องทำความเข้าใจของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพื่อจะได้เป็นพวกเดียวกันให้ได้ คนรุ่นใหม่มีคุณลักษณะที่ชอบแสดงออก เปิดกว้าง และมีความทันสมัย ในทางตรงข้าม ภาพลักษณ์แบรนด์รัฐบาลถูกมองว่าเผด็จการ ไม่เป็นประชาธิปไตย และล้าหลัง จึงทำให้เกิด generation gap ที่ใหญ่ และเป็นคนละพวก จริงๆแล้วรัฐบาลเองมีภาพลักษณ์ในเชิงบวก เช่น รักชาติ แก้ปัญหาได้รวดเร็ว และ จัดการปัญหาบ้านเมืองได้ดี รวมถึงมีโครงการดีๆ ต่างๆ มากมาย  แต่ภาพลักษณ์เชิงบวกนี้ไม่สามารถกลบ ภาพลักษณ์ในเชิงลบที่ประชาชนตัดสินไปแล้วได้

จาก"การเมือง" สู่ "การตลาด"  เมื่อคนไทย No Choice

“เพราะจุดขายของรัฐบาลอาจไม่ตรงกับความต้องการผู้บริโภค ที่มองหา การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัว และ การถูกรับฟัง ต้องการความเท่าเทียม เห็นการแก้ปัญหาแบบโปร่งใส โครงการดีๆต่างๆมากมาย ของรัฐบาล จึงไม่ได้ถูกรับรู้ เพราะกลุ่มเป้าหมายมองว่า แบรนด์นี้ไม่ใช่สำหรับฉัน จึงไม่สนใจ ไม่เปิดใจรับฟัง หรือ ศึกษาโครงการดีๆต่างๆของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆ อย่างเช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง ที่เป็นเรื่องไกลตัว มีการรับรู้ที่ต่ำ”

จาก"การเมือง" สู่ "การตลาด"  เมื่อคนไทย No Choice

ดังนั้นผลวิจัยชี้ให้เห็นว่า ประชาชน 66% ต้องการ new choice  โดยเฉพาะกลุ่ม เจน z แต่ยังหา new choice ไม่ได้ จึงอยู่ในภาวะ no choice ซึ่งถือเป็นช่องว่างทางการตลาดอันดี ที่แบรนด์ใหม่ๆ จะเข้ามา หรือเป็นโอกาสของแบรนด์เดิมที่จะปรับปรุงให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากขึ้นในภาวะ no choice พรรคไหน เดินเกมส์เร็ว ย่อมได้เปรียบทางการตลาดโดยพรรคที่เสนอภาพลักษณ์ว่า รู้ใจขายความเป็นคนรุ่นใหม่ทันสมัยซึ่งเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ได้ดีย่อมได้แบรนด์แชร์ที่ดีเพราะยังไม่มีคู่แข่งที่โดดเด่นกว่าขณะที่คนรุ่นเจน x / babyboomer ถึงแม้ยังคงเชื่อมั่นกับแบรนด์รัฐบาลแต่ถือว่า   ฐานเสียงยังน้อยและไม่แข็งแรงพอที่แบรนด์จะอยู่ต่อได้อย่างมั่นคงโดยไม่ปรับตัวความพึงพอใจในแบรนด์รัฐบาล สูงในกลุ่ม baby boomer แต่เริ่มสั่นคลอนในกลุ่มคนรุ่นใหม่

จาก"การเมือง" สู่ "การตลาด"  เมื่อคนไทย No Choice

ไม่มีแบรนด์ใดที่อยู่มาได้นมนานโดยไม่มีการรีแบรนด์ (relaunch/rebrand) เพราะพฤติกรรมและทัศนคติผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดตามยุคสมัย ดังนั้นทุกแบรนด์ จึงต้องมีการ  Repositioning : จูนตำแหน่งทางการตลาดให้ตรงกับประชาชน   Relevant selling point: ต้องมีจุดขายที่ประชาชนต้องการซื้อเช่นจัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุนโครงการที่เกี่ยวกับการกินดีอยู่ดีและการจัดการปัญหาโควิดที่เป็นเรื่องใกล้ตัวผู้บริโภค โดยเน้นประชาสัมพันธ์ความรวดเร็วในการแก้ปัญหาและใช้ความกินดีอยู่ดีของประชาชนเป็น  ตัวชี้วัด เพื่อให้ผลงานเป็นที่จดจำและชื่นชม  Bridge the gap: ปรับบุคลิกให้ดูทันยุคทันสมัยเข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น ด้วยโครงการที่คนรุ่นใหม่ได้ประโยชน์โดยตรง รวมถึงการ เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีฝีมือ มีศักยภาพ เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองมากขึ้น เป็นต้น