
อารักษ์ สุขสวัสดิ์ ทำธุรกิจต้องไม่ 'โลภ'
นักธุรกิจที่มีวิสัยทัศน์ในการมองเห็นโอกาส และมองเห็นแนวโน้มอนาคตที่จะเกิดขึ้น แล้วรีบลุกขึ้นมาวางระบบ สร้างมาตรฐานป้องกันไว้ก่อน จะส่งผลให้การทำธุรกิจเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น
ด้วยระบบกงสี กับการทำธุรกิจในแบบครอบครัว อาจจะไม่เพอร์เฟกต์เมื่อธุรกิจขยายใหญ่โตมากขึ้น "อารักษ์ สุขสวัสดิ์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอนิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ "ECF" ทายาทเจน 2 ของครอบครัว นักคิดที่มองหาสิ่งใหม่ๆ มาตั้งแต่เด็ก เริ่มเล็งเห็นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นมาอนาคตหากยังใช้ระบบการบริหารธุรกิจแบบเดิม
"การทำธุรกิจกงสี ทุกคนต่างมีมุมมองของตัวเอง ถ้าพ่อแม่ยังอยู่ ก็โอเค และระบบซีเนียร์บ้านเราแรงมาก เปลี่ยนแนวคิดตรงนี้ยาก ผมคิดว่า ยังไงๆ เราก็ต้องเข้าตลาดฯ เพราะเราไม่ได้คิดว่าเราจะหยุดแค่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ที่เรานำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะอยากให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วม และจะส่งผลดีกับการจัดระบบการทำงานที่ถูกต้อง โปร่งใส"...ตอนนี้เราเคลียร์ระบบกงสีเรียบร้อย พี่ชายคนโตรับหน้าที่รองประธาน คุมโรงงาน ผมทำในหน้าที่กรรมการผู้จัดการ และน้องสาวทำหน้าที่ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ทุกคนทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบของตัวเอง ถึงเวลาประชุมผู้บริหารก็พรีเซนต์จะเดินแผนอย่างไร แต่ในแง่ความเป็นพี่เป็นน้อง ก็อีกวงหนึ่ง
[caption id="attachment_45636" align="aligncenter" width="500"]
อารักษ์ สุขสวัสดิ์[/caption]
กรรมการผู้จัดการ พูดถึงวิชันขององค์กรว่า ตั้งเป้าที่เป็นบริษัทระดับเวิลด์คลาส ที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืน มีความเป็นสถาบัน ที่ทำให้พนักงานทุกคนมีความสุขกับการทำงานและการดำรงชีพ มีการทำงานด้วยระบบมืออาชีพ ความเป็นเวิลด์คลาสในความหมายของเขา คือ การมีระบบการทำงานที่ได้มาตรฐาน ลูกค้าและพาร์ตเนอร์ต่างๆ ให้ความไว้วางใจ และยอมรับ พร้อมกับการเป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล และมีความโปร่งใส
"ความมุ่งมั่นของพนักงาน เกิดจากการคุยงานร่วมกัน มีเป้าหมายชัดเจน ยอดขายเราเท่าไร เติบโตเท่าไร และเราก็ให้ทุกคนไปทำแผนจัดการงานของตัวเองให้ชัดเจน ทุกอย่างก็เดินหน้าได้ และในฐานะผู้บริหาร เมื่อเราพูดอะไรออกไป เราต้องทำได้ ต้องผลักดันให้เกิด ทำให้ลูกน้องเชื่อมั่นในทีมผู้บริหาร และเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม รับรู้เป้าหมายและยอดขายขององค์กร"
แนวคิดและการทำงานที่มุ่งมั่น "อารักษ์" บอกว่า มาจากพ่อและแม่ที่ทำธุรกิจค้าขายและรับเหมาก่อสร้าง ต้นแบบในการคิดและบริหาร คือ ความขยัน มุ่งมั่น ผ่อนหนักผ่อนเบา วิธีขาย วิธีผู้ใจลูกค้า ทุกอย่างคือสิ่งที่ผู้บริหารท่านนี้ซึมซับมาจากพ่อแม่ทั้งสิ้น เมื่อมาผนวกเข้ากับความเป็นคนช่างคิด และมุมมองการสร้างธุรกิจที่ไม่หยุดนิ่ง ทำให้รูปแบบบริษัทของอีซีเอฟขยายตัวอย่างรวดเร็ว เขาเกิดแนวคิดจากการทำการรับผลิตเฟอร์นิเจอร์ให้กับแบรนด์ดังๆ มาสร้างแบรนด์ของตัวเอง นำเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดี มีคุณภาพมาให้คนไทยได้ใช้ หลังจากนั้น ก็คิดขยายไลน์ไปสู่ธุรกิจอื่นๆ เช่น ค้าปลีกร้าน Can Do หรือธุรกิจ 100 เยน ที่ซื้อแฟรนไชส์มาจากญี่ปุ่น และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
และเขายังมีแนวคิดที่จะขยายธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มอีก โดยแบ่งแยกเป็นบริษัท อีซีเอฟ ทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และ อีซีเอฟ โฮลดิ้ง คือบริษัทที่รับผิดชอบธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือเฟอร์นิเจอร์
"ส่วนใหญ่ อะไรใหม่ๆ ที่เปิดขึ้นเป็นแนวคิดของผม เพราะผมชอบคิด ชอบทำอะไรใหม่ๆ อยากเห็นความสำเร็จของครอบครัว เราคิดว่าถ้าเวลาเราทำอะไรแล้วทำให้พ่อแม่ภูมิใจนั่นถือว่าดี อย่างที่เราทำให้บริษัทเราได้รางวัล ก็ให้พ่อไปรับ สร้างความภูมิใจให้กับท่าน"...ความคิดในการขยายงานของ "อารักษ์" ไม่ได้ตีกรอบไว้ชัดเจน เขามองว่าธุรกิจไหนที่มีความเหมาะสม มีโอกาส เหมาะกับประเทศไทย เขาพร้อมจะลงทุน
แต่แน่นอน การขยับขยายสร้างธุรกิจใหม่ๆ หรือทำสิ่งใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ อาจเกิดความผิดพลาดได้ง่าย แต่สิ่งหนึ่งที่เอ็มดีคนนี้ยึดมั่นคือ "ความไม่โลภ"... "โลภ"จะพาไปหาความผิดพลาด เพราะมองแต่ว่าจะได้กำไร ความโลภทำให้เราตาบอดไปหมด ต้องเอาตัวนี้ออกให้ได้ก่อน ถ้าจะทำธุรกิจเพราะเราเห็นโอกาส ป้องกันความเสี่ยง วิธีคิดจะเป็นอีกแบบ แต่ถ้าคิดโลภ เอาแต่ได้ เราก็พัง เราทำน้อยหน่อย แล้วค่อยๆ ไป จะดีกว่า
และนี่คือคีย์ซักเซสในการบริหารของผู้ชายคนนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,148 วันที่ 14 - 16 เมษายน พ.ศ. 2559
ด้วยระบบกงสี กับการทำธุรกิจในแบบครอบครัว อาจจะไม่เพอร์เฟกต์เมื่อธุรกิจขยายใหญ่โตมากขึ้น "อารักษ์ สุขสวัสดิ์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอนิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ "ECF" ทายาทเจน 2 ของครอบครัว นักคิดที่มองหาสิ่งใหม่ๆ มาตั้งแต่เด็ก เริ่มเล็งเห็นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นมาอนาคตหากยังใช้ระบบการบริหารธุรกิจแบบเดิม
"การทำธุรกิจกงสี ทุกคนต่างมีมุมมองของตัวเอง ถ้าพ่อแม่ยังอยู่ ก็โอเค และระบบซีเนียร์บ้านเราแรงมาก เปลี่ยนแนวคิดตรงนี้ยาก ผมคิดว่า ยังไงๆ เราก็ต้องเข้าตลาดฯ เพราะเราไม่ได้คิดว่าเราจะหยุดแค่ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ที่เรานำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะอยากให้พนักงานทุกคนมีส่วนร่วม และจะส่งผลดีกับการจัดระบบการทำงานที่ถูกต้อง โปร่งใส"...ตอนนี้เราเคลียร์ระบบกงสีเรียบร้อย พี่ชายคนโตรับหน้าที่รองประธาน คุมโรงงาน ผมทำในหน้าที่กรรมการผู้จัดการ และน้องสาวทำหน้าที่ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ทุกคนทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบของตัวเอง ถึงเวลาประชุมผู้บริหารก็พรีเซนต์จะเดินแผนอย่างไร แต่ในแง่ความเป็นพี่เป็นน้อง ก็อีกวงหนึ่ง
[caption id="attachment_45636" align="aligncenter" width="500"]
กรรมการผู้จัดการ พูดถึงวิชันขององค์กรว่า ตั้งเป้าที่เป็นบริษัทระดับเวิลด์คลาส ที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืน มีความเป็นสถาบัน ที่ทำให้พนักงานทุกคนมีความสุขกับการทำงานและการดำรงชีพ มีการทำงานด้วยระบบมืออาชีพ ความเป็นเวิลด์คลาสในความหมายของเขา คือ การมีระบบการทำงานที่ได้มาตรฐาน ลูกค้าและพาร์ตเนอร์ต่างๆ ให้ความไว้วางใจ และยอมรับ พร้อมกับการเป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาล และมีความโปร่งใส
"ความมุ่งมั่นของพนักงาน เกิดจากการคุยงานร่วมกัน มีเป้าหมายชัดเจน ยอดขายเราเท่าไร เติบโตเท่าไร และเราก็ให้ทุกคนไปทำแผนจัดการงานของตัวเองให้ชัดเจน ทุกอย่างก็เดินหน้าได้ และในฐานะผู้บริหาร เมื่อเราพูดอะไรออกไป เราต้องทำได้ ต้องผลักดันให้เกิด ทำให้ลูกน้องเชื่อมั่นในทีมผู้บริหาร และเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม รับรู้เป้าหมายและยอดขายขององค์กร"
แนวคิดและการทำงานที่มุ่งมั่น "อารักษ์" บอกว่า มาจากพ่อและแม่ที่ทำธุรกิจค้าขายและรับเหมาก่อสร้าง ต้นแบบในการคิดและบริหาร คือ ความขยัน มุ่งมั่น ผ่อนหนักผ่อนเบา วิธีขาย วิธีผู้ใจลูกค้า ทุกอย่างคือสิ่งที่ผู้บริหารท่านนี้ซึมซับมาจากพ่อแม่ทั้งสิ้น เมื่อมาผนวกเข้ากับความเป็นคนช่างคิด และมุมมองการสร้างธุรกิจที่ไม่หยุดนิ่ง ทำให้รูปแบบบริษัทของอีซีเอฟขยายตัวอย่างรวดเร็ว เขาเกิดแนวคิดจากการทำการรับผลิตเฟอร์นิเจอร์ให้กับแบรนด์ดังๆ มาสร้างแบรนด์ของตัวเอง นำเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดี มีคุณภาพมาให้คนไทยได้ใช้ หลังจากนั้น ก็คิดขยายไลน์ไปสู่ธุรกิจอื่นๆ เช่น ค้าปลีกร้าน Can Do หรือธุรกิจ 100 เยน ที่ซื้อแฟรนไชส์มาจากญี่ปุ่น และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์
และเขายังมีแนวคิดที่จะขยายธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มอีก โดยแบ่งแยกเป็นบริษัท อีซีเอฟ ทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และ อีซีเอฟ โฮลดิ้ง คือบริษัทที่รับผิดชอบธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือเฟอร์นิเจอร์
"ส่วนใหญ่ อะไรใหม่ๆ ที่เปิดขึ้นเป็นแนวคิดของผม เพราะผมชอบคิด ชอบทำอะไรใหม่ๆ อยากเห็นความสำเร็จของครอบครัว เราคิดว่าถ้าเวลาเราทำอะไรแล้วทำให้พ่อแม่ภูมิใจนั่นถือว่าดี อย่างที่เราทำให้บริษัทเราได้รางวัล ก็ให้พ่อไปรับ สร้างความภูมิใจให้กับท่าน"...ความคิดในการขยายงานของ "อารักษ์" ไม่ได้ตีกรอบไว้ชัดเจน เขามองว่าธุรกิจไหนที่มีความเหมาะสม มีโอกาส เหมาะกับประเทศไทย เขาพร้อมจะลงทุน
แต่แน่นอน การขยับขยายสร้างธุรกิจใหม่ๆ หรือทำสิ่งใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ อาจเกิดความผิดพลาดได้ง่าย แต่สิ่งหนึ่งที่เอ็มดีคนนี้ยึดมั่นคือ "ความไม่โลภ"... "โลภ"จะพาไปหาความผิดพลาด เพราะมองแต่ว่าจะได้กำไร ความโลภทำให้เราตาบอดไปหมด ต้องเอาตัวนี้ออกให้ได้ก่อน ถ้าจะทำธุรกิจเพราะเราเห็นโอกาส ป้องกันความเสี่ยง วิธีคิดจะเป็นอีกแบบ แต่ถ้าคิดโลภ เอาแต่ได้ เราก็พัง เราทำน้อยหน่อย แล้วค่อยๆ ไป จะดีกว่า
และนี่คือคีย์ซักเซสในการบริหารของผู้ชายคนนี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,148 วันที่ 14 - 16 เมษายน พ.ศ. 2559






