thansettakij
thansettakij
“สุวัจน์”แนะชู 3 จุดแข็งกอบกู้เศรษฐกิจไทย

“สุวัจน์”แนะชู 3 จุดแข็งกอบกู้เศรษฐกิจไทย

18 พ.ค. 63 | 11:34 น.

“สุวัจน์”แนะพลิกวิกฤติ “โควิด-19” เป็นโอกาสไทย กอบกู้เศรษฐกิจ ชู 3 จุดแข็ง “ไทยเป็นเมืองสุขภาพมีระบบสาธารณสุขที่ดี-ท่องเที่ยวมีภาคบริการที่พร้อมเพรียง-อาหารอุดมสมบูรณ์”

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์การควบคุมไวรัสโควิด-19 ของรัฐบาลขณะนี้ว่า สามารถควบคุมบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดได้ดี เมื่อเทียบกับต่างประเทศ

ทั้งนี้ไทยมีสถิติทั้งการควบคุมผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำมาก ซึ่งมาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการไป ไม่ว่าจะเป็นการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เคอร์ฟิว หรือมาตรการล็อกดาวน์ ประชาชนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“ความร่วมมือดังกล่าวแสดงออกถึงความมีน้ำใจ ทุกคนยอมเสียสละทั้งประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และความสุขจากเรื่องส่วนตัว จนทำให้ประเทศฟันฝ่าวิกฤติมาได้ ถือเป็นความสำเร็จที่แสดงถึงน้ำใจของคนไทยที่เวลามีวิกฤติก็พ้นทุกที ที่สำคัญเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นคนไทยมักจะเรียนรู้ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส ปรับท่าที และแบบแผนเพื่อสร้างบรรทัดฐานอะไรใหม่ๆ ได้เสมอ”

นายสุวัจน์ กล่าวว่า ในอดีตเรามีวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 1997 ถือว่า หนักหนาสาหัส ถือเป็นวิกฤติระดับบนที่เกิดขึ้นกับสถาบันทางการเงิน ธนาคาร รวมไปถึงตลาดหุ้น แต่พอหลังจากวิกฤติ ได้รีเซตระบบสถาบันทางการเงิน กำหนดสัดส่วนในการปล่อยกู้ยืม เพิ่มทุน มาสร้างกองทุนจนทำให้ภาคการเงินกลับมาเข้มแข็ง

พอมาวันนี้เกิดวิกฤติโควิด แม้จะมีผลกระทบเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย แต่สถาบันทางการเงิน ธนาคารยังเข้มแข็ง อยู่ได้ไม่มีผลกระทบ ที่สำคัญยังสามารถดำเนินนโยบายตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบได้อยู่

นายสุวัจน์ ชี้ว่า โควิด-19 มีผลกระทบในวงกว้าง ทุกคน ทุกอาชีพ ทุกระดับ ได้รับผลกระทบหมดอย่างไม่เหลื่อมล้ำ จากที่เคยประเมินกันว่า ภาคท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม สายการบินจะหนัก แต่ไม่ใช่ แม้แต่เกษตรกรก็ยังได้รับผลกระทบ ทั้งดีมานด์และซัพพลายเสียหายทั้งคู่ ทำให้การแก้ไขปัญหาโควิดเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะเกิดขึ้นทุกประเทศทั่วโลก

“มีการพูดกันถึงขนาดว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจเที่ยวนี้ อาจจะเป็นเหมือนกับ เดอะ เกรท ดีเพรสชั่น หรือวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เมื่อปี 1929 ที่ทำให้เศรษฐกิจของโลกถดถอย ทั้งจีดีพี ทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจหลายประเทศติดลบต่อเนื่องหลายปี มีคนตกงานรุนแรง นับเฉพาะแค่ในสหรัฐสูงถึง 25%”

 

อดีตรองนายกฯ ระบุด้วยว่า ผลกระทบจากโควิด-19 ที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจทั่วโลก มีการวิเคราะห์กันว่า เศรษฐกิจโลกติดลบแน่ๆ อาจ 3-4% อย่างสหรัฐฯ น่าจะลบถึง 5% ขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) คงสูงถึง 7-7.5% เพราะผู้ติดเชื้อในประเทศหลักๆ ของเขาเยอะมาก

ส่วนญี่ปุ่น อาจจะลบ 5%  จีนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเดียวที่จะไม่ติดลบ ขณะที่ไทย คาดว่าหนัก อาจจะติดลบ 5-10%

“จากผลกระทบของสงครามทางการค้า ก็จะทำให้เศรษฐกิจไม่ดีอยู่แล้ว แต่พอมาเจอโควิด จึงยิ่งกว่าการถูกดิสรัปชั่น เพราะโควิดได้มารีเซตเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด ทุกคนเจ็บตัว ต้องมาต่อสู้ และนับหนึ่งใหม่อย่างเท่าเทียม”

เมื่อทุกประเทศได้รับผลกระทบหมด จากปัญหาโควิด ทำให้กำลังซื้อที่มีต่อประเทศไทยตกแน่นอน ดังนั้น เราจะหานักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยได้อย่างไร แล้วความต้องการซื้อสินค้าไทยยังมีอยู่หรือไม่ แล้วความกังวลใจในเรื่องโรคระบาด จะทำให้ใครเขายังอยากเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยอีกหรือไม่ ทั้งหมดจึงเป็นโจทย์ของการแก้ไขปัญหา เพราะเมื่อผลกระทบที่เกิดขึ้นรุนแรง จึงขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยว่าจะทำได้รวดเร็วแค่ไหน

นายสุวัจน์ กล่าวด้วยว่า วันนี้เรากำลังปล้ำอยู่กับยักษ์ 2 ตัว ที่มาพร้อมกัน ตัวแรกคือ “ยักษ์เรื่องชีวิต” อีกตัวคือ “ยักษ์เรื่องปากท้อง” ระหว่างชีวิตกับปัญหาปากท้อง เมื่อมาพร้อมๆ กัน คนเราก็ต้องเลือกชีวิตมาก่อน เอาชีวิตให้รอด พออยู่ได้ถึงมาแก้ปัญหาปากท้อง

การแก้ไขปัญหาของรัฐบาล ได้แบ่งเป็น 3 เฟส เฟสแรก ไม่ได้มุ่งรักษาชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว เพราะยังมีมาตรการทางเศรษฐกิจที่ต้องจัดการเรื่องปากท้อง ด้วยการออก พ.ร.ก.วงเงิน 1.9 ล้านล้านบาท มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อรับซื้อตราสารหนี้ มีการปล่อยซอฟต์โลน เกือบ 9 แสนล้านบาท และนำเงิน 6 แสนบาท จากพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท มาเยียวยา รักษาชีวิตผู้ว่างงานกว่า 16 ล้านคน ในโครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” เดือนละ 5,000 บาท  3 เดือน ช่วยเหลือเกษตรกร ครอบครัวละ 15,000 บาท ถึง 9-10 ล้านครอบครัว และประกันสังคมอีก 12 ล้านคน รวมประมาณ 38 ล้านคน

 ขณะที่ตอนนี้เข้าสู่เฟสที่ 2 ถือเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยเริ่มคลายล็อก มีการผ่อนผันให้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ที่เราสามารถควบคุมสถานการณ์โควิดได้ดี แต่เมื่อ “คลายล็อก” แล้ว ผู้ติดเชื้อระลอก 2 ต้องไม่มีเกิดขึ้น และสามารถกอบกู้เศรษฐกิจได้ ช้าไปเศรษฐกิจอาจจะเสียหายมากจนกว่าจะดึงกลับมาได้

“ถ้าผลของการคลายล็อกประสบความสำเร็จ โควิดไม่กลับมา ความร่วมไม้ร่วมมือของประชาชนยังมีอยู่ต่อเนื่อง ก็จะถึงเวลาของเฟส 3 ในการนำเศรษฐกิจของประเทศกลับมาแข็งแกร่งเหมือนเดิม”

อดีตรองนายกฯ ชี้ว่า สำหรับเฟสที่ 3 ถือว่าสำคัญมากในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ อย่างที่บอกเมื่อไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาต่างประเทศเป็นหลัก เราจึงมีจุดที่ต้องกังวลใจจากกำลังซื้อจากภายนอกที่หายไป ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าไทยใช้เงินไป 1.9 ล้านล้านบาท หรือเกือบ 12% ของจีดีพีกับมาตรการต่างๆ ทางการเงินในการแก้ไขปัญหาโควิด ใช้เงินประมาณอีก 9% ของมาตรการทางคลัง รวมแล้วเกือบ 2-3 ล้านล้านบาท ซึ่งเงินส่วนนี้ได้ก่อให้เกิดภาระหนี้ต่อจีดีพี ที่เดิมทีมีอยู่ราว 40% ถือเป็นสัดส่วนที่มีเสถียรภาพมากในทางเงินการคลัง เป็นเครดิตเรตติ้งชั้นดีที่ทำให้คนภายนอกนำเงินมาลงทุนเยอะ เพราะสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีเราต่ำ แต่ผลกระทบของโควิดทำให้เราต้องยอมเพิ่มเพดานเงินกู้ จนขณะนี้อาจจะเกือบ 60% แล้ว

นายสุวัจน์ วิเคราะห์ว่า จากนี้ไปการ "กอบกู้เศรษฐกิจ" ระยะที่สอง จะมีความลำบากมากขึ้นในหาแหล่งเงินต่างๆ เพื่อมาสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพราะหากนำเงินกู้หรือเงินจากรัฐก็ตาม มาใช้อีก อาจจะทำให้มีปัญหาในเรื่องเพดาน เมื่อสภาพเป็นเช่นนี้อาจต้องอาศัยภาคเอกชนมากขึ้น อะไรที่ไม่จำเป็นให้เอกชนลงทุนแทนรัฐได้หรือไม่ การวางโครงสร้างพื้นฐาน หรือสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่ไม่จำเป็นต้องมีการทบทวน ขณะที่รัฐเองก็ต้องพิจารณาลดไขมัน อะไรที่ไม่จำเป็นก็ตัดออกไป

ส่วนผลพลอยได้ ที่ไทยได้จากวิกฤติโควิดครั้งนี้ นายสุวัจน์ มองว่า มีอยู่ 3 เรื่อง เรื่องแรกคือ จากที่เราสามารถรักษาระดับของผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตต่ำมากๆ จนมีเสียงชื่มชมจากคนต่างประเทศ เป็นมุมมองใหม่ๆ ที่เขาเห็นว่า ไทยเป็นเมืองสุขภาพ เป็นเมืองที่มีระบบสาธารณสุขที่ดี ที่เราสามารถขยายผลให้เป็นจุดขายทางเศรษฐกิจได้

 “จากนี้ไปใครจะไปลงทุนที่ไหน จะมีเรื่องความปลอดภัยจากโรคระบาดเข้ามามีส่วนสำคัญของการตัดสินใจลงทุน และความมั่นคงทางด้านสาธารณสุข จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานตัวใหม่ที่นักลงทุนทั่วโลกจะใช้พิจารณา นอกเหนือจากโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งต่างๆ รวมถึงระบบ  5G จะเป็นตัวดึงดูดนักลงทุนในระยะยาว ที่เข้ามาเสริมมาตรการทางด้านภาษี ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ดำเนินการอยู่

ส่วนเรื่องที่ 2  คือ การท่องเที่ยว แม้เศรษฐกิจถดถอย เจอ กับเรื่องสงครางทางการค้า อย่างอื่นติดลบหมด แต่ท่องเที่ยวยังบวกอยู่ ดังนั้น เมื่อหมดโควิด เศรษฐกิจฟื้นตัว การเดินทางการท่องเที่ยวจะต้องกลับมา แต่เราต้องเพิ่มจุดขายใหม่ๆ จากที่เคยขายว่า เมืองไทยเป็นเมืองท่องเที่ยว สวยงาม มีโอท็อป มีภาคบริการที่พร้อม แต่วันนี้จําเป็นต้องใช้จุดแข็งด้าน สาธารณสุขที่เกิดขึ้นจากวิกฤติเที่ยวนี้มาใช้เป็นโอกาส เพราะความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวจะไม่ใช่ เพียงแค่ตัดสินใจว่า มาแล้วไม่ถูกวิ่งราว ไม่ถูกปล้น หรือทําร้ายร่างกายอีกแล้ว แต่จากนี้ไปความ ปลอดภัยจะหมายถึง ความสะอาด ปลอดภัยจากโรคระบาด เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยมีระบบแพทย์เข้มแข็งรองรับ

ส่วนเรื่องที่ 3 คือ อาหาร ถือเป็นสิ่งที่สําคัญมากที่ทําให้เราประสบความสําเร็จในการต่อสู้กับวิกฤติโควิด เพราะไม่เคยได้ยินเลยว่า คนไทยอดอาหาร สะท้อนว่าประเทศไทยยังสมบูรณ์ และอาหารเป็นสินค้าประเภทเดียวเท่านั้น ที่มียอดการส่งออกเพิ่ม เมื่อประเทศไทยเป็นมหาอํานาจ ภาคการผลิต ด้านการเกษตร เป็นชาติที่เป็นศูนย์กลางอาหารของโลกอยู่แล้ว จําเป็นต้องสร้างคาแร็กเตอร์ใหม่ให้กับเมืองไทยอย่างจริงจัง ต้องใช้ในเรื่องของเทคโนโลยีมาใช้ในเรื่องของการผลิตเพื่อ แปรรูป ใช้การตลาดทําให้ความอุดมสมบูรณ์จากอาหารเป็นจุดขายเพิ่มเติม