
สภาหอฯกังวลโควิดกลายพันธุ์ ศก.กู่ไม่กลับจี้อัดงบก้อนโตช่วย
หวั่นกลายพันธุ์ โลกผลิตวัคซีนได้ล่าช้า โควิดกลับมาระบาดรอบสอง เศรษฐกิจไทยกู่ไม่กลับ จี้รัฐอุ้มเอสเอ็มอีให้อยู่รอด ชี้ปล่อยเจ๊งโอกาสกลับมาเริ่มใหม่ยาก ฟันธงไทยใช้งบมากกว่า 1 ล้านล้านบาทสู้ศึก
ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) วิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียประจำปี 2563 ล่าสุดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียจะลดต่ำลงอย่างแรงในปีนี้ โดยคาดจะขยายตัวได้ที่ 2.2% จากที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนกันยายน 2562 คาดจะขยายตัวที่ 5.5% เนื่องจากผลกระทบของการแพร่ระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ขณะที่เศรษฐกิจไทยนั้นคาดว่าจะหดตัวหรือติดลบที่ 4.8% ในปีนี้ ส่วนภาคส่งออกคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)คาดผลกระทบจากโควิด จีพีดีไทยปีนี้จะติดลบ 5.3% และส่งออกติดลบถึง 8.8%
นายบัณฑูร วงศ์สีลโชติ รองประธานคณะกรรมการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เมื่อเศรษฐกิจโลกแย่ไทยจึงได้รับผลกระทบไปด้วย คนไทยเดือดร้อนกันหมดตั้งแต่คนใช้แรงงานในการผลิต การขนส่งสินค้า ฯลฯ
นอกจากนี้ไทยยังพึ่งพาการท่องเที่ยวพอเจอโควิด-19 เศรษฐกิจไทยเลยถูกกระทบหนัก คนไทยในอุตสาหกรรมนี้ขาดรายได้ และเดือดร้อนกันหมดตั้งแต่คนใช้แรงงาน พนักงานขับรถให้นักท่องเที่ยว ไกด์ทัวร์ ผู้ขายสินค้าให้นักท่องเที่ยว ฯลฯ
“คำถามที่สำคัญคือ ธุรกิจที่หยุดชะงักทั่วโลก จะลากยาวไปอีกนานเท่าไร หลายคนคาดการณ์ว่าเรื่องนี้จะลากยาวไปถึงเดือนตุลาคม โดยการระบาดจะลดลง และคาดการณ์ว่าจะมีวัคซีนปลายปีนี้ แต่ถ้ามีอุบัติเหตุอะไรที่ทำให้เรื่องลากยาวเกินกว่าที่คาด ถ้าไวรัสมีการกลายพันธุ์ ทำให้การผลิตวัคซีนต้องล่าช้าออกไปอีก ถ้าประเทศที่ควบคุมการระบาดได้แล้ว กลับต้องย้อนกลับมามีการระบาดใหม่ เพราะมีการนำเข้าเชื้อจากประเทศที่ยังคุมการระบาดไม่ได้ แล้วเมื่อไรที่ทุกประเทศทั่วโลกจะคุมการระบาดได้ แล้วเมื่อไหร่ที่วัคซีนจะถูกแจกจ่ายให้ทุกคน แล้วเมื่อไหร่ที่เรามั่นใจในการเดินทางไปทั่วโลกได้เหมือนเดิม ยังไม่มีใครให้คำตอบได้”
ขณะเดียวกันจากที่มีคนตกงานจำนวนมาก ขาดรายได้และใช้เงินเก็บที่มีอยู่ แต่เมื่อเงินเก็บหมด คนเหล่านั้นจะไม่มีกำลังซื้อของมาบริโภค และต้องไปขอรับสวัสดิการจากรัฐ ซึ่งเมื่อผู้คนเริ่มกังวลว่าเงินเก็บจะไม่พอใช้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นอันดับแรกคือ การไม่ซื้อของที่ไม่จำเป็นโดยเลื่อนการซื้อไปก่อน อาจใช้การเช่าแทน เช่น บ้าน คอนโด รถยนต์ นอกจากนี้ธุรกิจภาคบริการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากผู้คนไม่เดินทางคือ สายการบิน โรงแรม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า และธุรกิจที่จะได้รับผล
กระทบลำดับต่อมาก็คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจยานยนต์ และธุรกิจสินค้าฟุ่มเฟือย
“เรื่องสำคัญคือรัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยธุรกิจขนาดย่อมให้ผ่านตรงนี้ไปได้ก่อน อย่าปล่อยให้เจ๊งไปเด็ดขาด เพราะหากเลิกกิจการไปแล้วจะกลับมาเริ่มใหม่นั้นยากมาก นอกจากนี้ต้องช่วยผู้ได้รับผลกระทบทั้งคนที่อยู่ในภาคเกษตร และคนในภาคบริการที่ส่วนใหญ่มีรายได้ไม่มาก อย่างของสหรัฐฯจะใช้เงินเยียวยาประชาชนถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเท่ากับ 10% ของ GDP สำหรับของไทยถ้าจะช่วยในระดับเดียวกันคือ 10% ก็จะเท่ากับ 1.7 ล้านล้านบาท (จีดีพีไทย 17 ล้านล้านบาท) ดังนั้นถ้าไทยจะช่วยในระดับเดียวกับสหรัฐฯอย่างน้อยๆ ต้องใช้เงินเกิน 1 ล้านล้านบาทแน่นอน”
หน้า 9 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,564 วันที่ 9 - 11 เมษายน พ.ศ. 2563











