
รับมือกาแฟออสซี่ถล่มไทย เริ่มเสรีนำเข้าปีนี้ปลุก‘ล้านนา’สู้
พาณิชย์ปลุกจับตากาแฟออสซี่ถล่มไทย เมื่อต้องเปิดนำเข้าเสรีตั้งแต่ปี 2563 นี้ ตามข้อตกลงเขตการค้าไทย-ออสเตรเลีย จี้ทุกฝ่ายเร่งยกระดับรับมือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเวทีสัมมนา “การเพิ่มศักยภาพกาแฟไทยในยุคการค้าเสรี” ขึ้นที่ศูนย์การเรียนรู้ เดอะ คอฟฟีเนอรี่ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อระดมสมองผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมกาแฟ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกาแฟ ในการสร้างอัตลักษณ์และพัฒนายกระดับคุณภาพกาแฟไทย ให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และขยายตลาดส่งออกโดยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเขตการค้าเสรีต่างๆ
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันการบริโภคกาแฟของโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2562 ความต้องการบริโภคกาแฟอยู่ที่ 9.83 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 และปี 2561 ที่มีปริมาณ 9.23 และ 9.57 ล้านตันต่อปี เพิ่มขึ้นประมาณ 2.1% ต่อปี เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมกาแฟไทยที่เติบโตไปในทิศทางเดียวกับกาแฟโลก โดยในช่วงปี 2558 - 2562 ปริมาณความต้องการใช้เมล็ดกาแฟของโรงงานแปรรูปในไทยมีอัตราเพิ่มขึ้น 6.21% ต่อปี หรือเฉลี่ยที่ปีละ 78,953 ตัน
ในขณะที่ไทยสามารถผลิตเมล็ดกาแฟดิบได้เฉลี่ยเพียง 24,713 ตันต่อปี ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ จึงยังต้องนำเข้าวัตถุดิบเพื่อแปรรูปบริโภคในประเทศและส่งออก โดยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ไทยนำเข้ากาแฟจากอาเซียน อาทิ เวียดนาม (92%) ลาว (7%) และอินโดนีเซีย (0.3%) โดยเก็บภาษีนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบที่ 5% และยกเว้นการเก็บภาษีสำหรับเมล็ดกาแฟคั่ว
อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ชี้ว่าตั้งแต่ปีนี้มีปัจจัยที่ต้องจับตา เนื่องจากไทยและออสเตรเลียได้ยกเลิกภาษีศุลกากรสินค้ากาแฟและผลิตภัณฑ์กาแฟระหว่างกันแล้ว ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) โดยการยกเลิกภาษีของไทยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ขณะที่ออสเตรเลียได้ยกเลิกภาษีให้ไทยแล้ว ตั้งแต่ความตกลงมีผลบังคับใช้ในปี 2548 จึงอาจมีผู้สนใจนำเข้าเมล็ดกาแฟคั่วจากออสเตรเลีย ซึ่งกรมจะใช้โอกาสนี้หารือผู้เกี่ยวข้องติดตามประโยชน์และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นด้วย
ทั้งนี้ แม้การผลิตเมล็ดกาแฟดิบของไทยจะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศ แต่หากเป็นการผลิตกาแฟสำเร็จรูปจะพบว่า ในช่วงปี 2559 - 2562 ไทยส่งออกกาแฟสำเร็จรูปเฉลี่ยถึง 29,876 ตันต่อปี มูลค่า 3,560 ล้านบาท โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ คือ สปป.ลาว (24%) เมียนมา (29%) กัมพูชา (18%) ฟิลิปปินส์ (13%) และจีน (7%) ซึ่งหากเทียบอันดับการส่งออกสู่ตลาดโลกแล้ว พบว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ผู้ส่งออกกาแฟสำเร็จรูปของโลก โดยในปี 2561 ส่งออกไปโลก 28,473 ตัน เป็นอันดับ 10 ของโลก
กาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ โดยเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการค้าขายสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากปิโตรเลียม ประชากรโลกบริโภคกาแฟเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 1.2% รวมทั้งตลาดประเทศไทยก็เติบโตในทิศทางเดียวกัน แต่ปรากฏว่าการผลิตในประเทศไทยกลับน้อยลง คณะรัฐมนตรีเห็นชอบยุทธศาสตร์กาแฟ ปี 2560-2565 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ โดยกำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทย “เป็นผู้นำการผลิตและการค้ากาแฟคุณภาพในภูมิภาคอาเซียน ก้าวไกลสู่ตลาดโลกภายใต้ภาพลักษณ์กาแฟไทย”
หน้า 9 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,544 วันที่ 30 มกราคม - 1 กุมภาพันธ์ 2563






