
เอกชนกังวลมะกันตัดGSP แผนต่างชาติลงทุนอีอีซีสะดุด
กลุ่มส่งออกสินค้าไฟฟ้าและอิเลคทรอนิคส์ กังวล หากสหรัฐตัดจีเอสพีไทย จะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน และจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติหันไปขยายการลงทุน ในประเทศอื่น แทนไทย จน ทำให้แผนการขยายลงทุนใน EEC สะดุดลง
นายกฤษดา ทรัพย์ทวยชน รองประธานกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม เปิดเผยถึงการประเมินผลกระทบจากกรณีที่สหรัฐเตรียมจะตัดจีเอสพี ไทยจำนวน 573 รายการว่า กลุ่มสินค้าไฟฟ้าและอิเลคทรอนิคส์ คาดว่าจะต้องเสียอัตราภาษีนำเข้า เพิ่มโดยเฉลี่ยที่ 5% จากปัจจุบันที่อยุ่ในอัตรา 0 % ซึ่ง อาจจะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจย้ายฐานการลงทุนจากต่างชาติ เพราะจะทำให้ ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง
ทั้งนี้จากกรณี สงครามการค้า ระหว่างจีน และสหรัฐในช่วง ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น,จีน ให้ความสนใจที่จะย้ายฐานการผลิตมาไทย มากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยง เช่น Pansonic, Toshiba machine, Daikin industries, Casio computer, Ricoh ,Citizen watch , Delta Electronic ซึ่งบางรายได้เริ่มเข้ามาลงทุนแล้วและยังมีอีกหลายรายกำลังอยู่ระหว่างการตัดสินใจ ซึ่งหากสหรัฐฯตัดจีเอสพีไทย คาดว่าจะมีผลกระทบการลงทุนต่างชาติโดยตรงที่จะเข้ามา ( Foreign Direct Investment ) และ จะทำให้แผนการลงทุนใน EEC สะดุดลง
ส่วนกรณีที่สหรัฐฯอ้างเหตุผลเรื่อง สิทธิแรงงาน ในการตัดจีเอสพีของสหรัฐนั้นทางกลุ่มได้เสนอให้กระทรวงพาณิชย์ ไปเจรจาชี้แจงว่าอุตสาหกรรมนี้มีการปฏิบัติต่อแรงงานตามกฎหมายแรงงานและสูงกว่า มาตรฐาน อยากให้กระทรวงพาณิชย์ ช่วยไปเจรจากับทางสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ ขอให้ ยกเว้น การตัดจีเอสพี กลุ่มอุตสาหกรรมนี้ แต่กรณี หากจะมีการตัดจีเอสพีจริง ทางกลุ่ม ขอเรียกร้องให้การตัดจีเอสพีเป็นไปตามข้อตกลงเดิมที่สหรัฐ จะตัดจีเอสพีไทย ภายในเดือนธค. 2563 เพราะ หากตัดจีเอสพีในอีก 6 เดือนข้างหน้า ทางกลุ่มอุตสาหกรรมจะปรับตัวไม่ทัน และจะส่งผลกระทบต่อผุ้ประกอบการในประเทศ เช่น ผู้ผลิตมอเตอร์ ,โคมไฟฟ้า, อุปกรณ์พวก smart IOT บางส่วน เนื่องจากเครือ่งใช้ไฟฟ้าปัจจุบันจะต้องใส่อุปกรณ์เหล่านี้เข้าไป
สำหรับการส่งออกสินค้าอิเลคทรอนิคส์ ครึ่งปีแรก ของไทยมีมูลค่า 30,707 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีมูลค่า32,838 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับ ปีนี้ ช่วงต้นตั้งการส่งออกจะโต 1% จากปีก่อน แต่ ขณะนี้ คาดการณ์สถานการณ์การส่งออกน่าจะติดลบ 1% จากมูลค่า 1.6 ล้านล้านบาทในปีก่อน











