
ชิง‘ตลาด’
คอลัมน์แบรนด์ สตอรีส์ โดย : กฤษณ์ ศิรประภาศิริ
ข่าวใหญ่ครับ สหรัฐอเมริกาตัดสิทธิ GSP หรือ สิทธิพิเศษทางภาษีกับสินค้าไทยส่งออก 573 รายการ ตั้งแต่อาหารทะเลหลากชนิด ผักผลไม้ ซอสถั่วเหลือง นํ้าผักผลไม้ ฯลฯ สินค้าเหล่านี้ใช้วัตถุดิบภายในประเทศในสัดส่วนที่สูง กลุ่มธุรกิจส่งออกของไทยที่จะได้รับผลกระทบส่วนหนึ่งจะเป็นธุรกิจ SMEs
ที่แน่ๆ เกษตรกรและชาวประมงไทยจะได้รับผลกระทบไปด้วย
สินค้าเหล่านี้คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1,300 ล้านดอลลาร์
ข่าวนี้เพิ่มเติม “ข่าวร้าย” ที่คาดว่าส่งออกไทยปีนี้และปีหน้า “มีปัญหาแน่ๆ” จากค่าเงินบาทที่แข็งทนทาน เศรษฐกิจโลกชะลอตัว และการแข่งขันจากประเทศคู่แข่งส่งออก (ส่งออกข้าวไทยทรุดหนัก เวียดนาม-อินเดียชิงตลาด) ฯลฯ
ประเทศไทยเองเพิ่งยกเลิกการใช้สารเคมีเกษตร 3 ชนิดที่สหรัฐฯไม่เห็นด้วยกับมาตรการการยกเลิกดังกล่าว แต่การตัด GSP สินค้าไทยเที่ยวนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทย นางสาวบุษฎี สันติพิทักษ์ ออกมายืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกัน
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ ออกมายืนยันอีกคนว่า การที่สหรัฐฯตัดสิทธิพิเศษสินค้าไทยเที่ยวนี้ ไม่เกี่ยวกับการที่ไทยแบน 3 สารพิษเกษตรแต่อย่างไร
รมว.จุรินทร์สรุป ประเด็นเงื่อนไขที่เป็นปัญหาคือ “สิทธิแรงงาน” สหรัฐฯ ต้องการให้ไทยเปิดโอกาสให้แรงงานต่างด้าวที่มาทำงานในประเทศไทยสามารถตั้ง “สมาพันธ์แรงงาน”
เรื่องนี้น่าจะเป็น “เรื่องใหญ่” ที่ถ้าทางการไทยยอม โรงงานอุตสาหกรรมไทยก็เตรียมเจอกับปัญหา “ปวดหัว” ที่จะตามมา ข้อได้เปรียบของไทยที่ “คนงาน” ว่านอนสอนง่าย ยอมรับค่าแรงตํ่า ฯลฯ คงหมดไป
ประธานหอการค้าฯ กลินท์ สารสิน และประธานสภาอุตสาหกรรมฯ สุพันธุ์ มงคลสุธี เสริมว่า การตัด GSP เที่ยวนี้ นอกจากเรื่อง “แรงงาน” แล้ว น่าจะมาจากเรื่อง การนำเข้าสุกรเร่งเนื้อแดงจากสหรัฐฯ ที่ทางการไทยเบรกอยู่
ประเด็นนี้ เจรจาเข้าจริงทางการไทยคงยอมเพราะให้ “ผู้บริโภค” ชาวไทยเสี่ยงกันเอาเองได้ (ฮา)
เป็นธรรมเนียมไทยๆ เมื่อมี “ปัญหา” ก็จะมี “ทางการ” ออกมาปลอบประโลม เช่น “เราต้องหาตลาดใหม่” (ฮา)
“มูลค่าการส่งออกสินค้าที่โดนตัดสิทธิพิเศษแค่ 0.01% ของมูลค่าการส่งออกรวมของไทย” (ฮา)
รัฐมนตรีพาณิชย์ จุรินทร์ เพิ่งกลับจากหาตลาดในอินเดีย กำลัง “เห่อ” ประเทศใหญ่ ประชากรแยะพอดี
ความจริง สิบกว่าปีที่แล้ว อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก บรรพต หงษ์ทอง และรมช.พาณิชย์ กรพจน์ อัศวินวิจิตร เป็นขบวนแรกที่ออกหาตลาดใน “อินเดีย”
ถือได้ว่า อธิบดีบรรพต หงษ์ทอง เป็นผู้ใหญ่คนแรกที่เปลี่ยนมุมมองของนักธุรกิจไทยต่อ “แขก”
ใน MISSION ประวัติศาสตร์ครั้งนั้น ท่านได้ให้เราเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนความเชื่อ โดยเฉพาะคติโบราณไทยที่ว่า “เจองูกับเจอแขก ให้ตีแขกก่อน (ฮา)”
ท่านบรรพต ให้ข้อสังเกตว่า คนไทยในอดีตอาจเจอแขกยากจนที่มาทำงาน หากินในไทย รับจ้างเป็นแขกยาม ปล่อยกู้กินดอก (โหด) ขี้เหนียว ฯลฯ แต่นักธุรกิจแขกใน INDIA มีหลายระดับ คนดีๆ ร่ำรวยนั้นมีมาก
ปัจจุบัน เจอ “งู” กับเจอ “แขก” เผลอๆ ต้องตี “นาย” ผมก่อน (ฮา) อันนี้ผมว่าเองเพราะ “นาย” ผมฉลาดกว่า “งู” และ “แขก” รวมกัน (ฮา)
การหา “ตลาดใหม่” การเข้า “ตลาดใหม่” ไม่ง่ายนัก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ยากจนเกินไป ที่แน่ๆ อย่าเอาแค่ “สูตรคณิตศาสตร์” ตัวเลขมาฝันหวาน
อย่างข้อมูลอินเดียมีประชากรเป็นพันๆ ล้าน แค่คนรวย 10% ก็มีเป็นร้อยๆ ล้าน ใหญ่กว่าประชากรประเทศไทยทั้งประเทศ (ไม่ถึง100 ล้านคน)
COKE บริษัทยักษ์ใหญ่เข้า INDIA ปีแรกๆ ขาดทุนเป็นหมื่นล้านบาท
ผมเองได้รับคำชักชวนจาก “นาย” “ลื้อไปอยู่อินเดียเป็น MD คนมีเป็นพันล้าน อนาคตลื้อใหญ่กว่าอั๊วแน่ เมืองไทยคนแค่ 70 ล้าน...”
ผมรับไปสำรวจศึกษาตลาดอินเดีย ลำบากลำบนถึง 3 เดือน (ดังที่เคยเล่านานมาแล้ว)
กลับมาผมสรุปและเสนอแนะให้ลองทำตลาดในเมืองๆ หนึ่งก่อน เพราะอินเดียกว้างใหญ่ไพศาล เอาว่าเราเริ่มที่ MUMBAI ตลาดใหญ่ มีกำลังซื้อ จะโฆษณาสินค้า BRAND หนึ่งให้รู้จัก ปีหนึ่งใช้เงินประมาณ 20 ล้านรูปี (ขณะนั้น 1 รูปีเท่ากับ 90 สตางค์)
งบ PROMOTION ตัวนี้ คนที่ทดลองนำสินค้าเราเข้าไป 7 ตู้ (และขายไม่ออก เพราะคนอินเดียไม่รู้จัก แถมกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปผิดกับเรา เรากินแบบซุป เขากินแห้ง) พร้อมจะออกครึ่งหนึ่งคือ 10 ล้านรูปี เพราะเขาถือว่า อนาคตเขาตั้งโรงงานร่วมกับเรา มองการณ์ไกล
“นาย” เมืองไทย ผมสรุปง่ายๆ ... บริษัทเราคงไม่ลงทุน เพราะมาจากบริษัท “แม่” ที่ซื้อมาขายไป ... จะลงทุนมากๆ ไปก่อน ไม่เอา
จบครับ จบข่าว
หน้า 31 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3518 ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม - 2 พฤศจิกายน 2562






