
กางแผน ‘โออิชิกรุ๊ป’ ทรานสฟอร์ม สู่ทศวรรษที่ 3
ถอดยุทธศาสตร์ “โออิชิ กรุ๊ป” กับการก้าวเดินบนเส้นทางธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในทศวรรษที่ 3 ช่วงเวลาแห่งความท้าทาย จากการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่งของผู้บริโภค เทคโนโลยีและคู่แข่ง กับการทรานฟอร์มธุรกิจสู่ “ดิจิทัล แพลตฟอร์ม” ทั้งแอพพลิเคชัน BevFood , Click and collect และการผสานออมนิ แชนนอล เพื่อพิชิตเป้าหมาย “การเติบโตแบบยั่งยืน”
ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่ายักษ์ใหญ่อย่าง “โออิชิ กรุ๊ป” คือผู้นำที่ปลุกกระแสธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นและชาเขียวพร้อมดื่ม บนเส้นทางธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มตลอดระยะเวลา 20 ปีพิสูจน์ให้เห็นถึงคำว่า “ตัวจริง” แต่วันนี้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และการก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 มีความท้าทายมากมายรออยู่ ภายใต้การนำทัพของ “นงนุช บูรณะเศรษฐกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แม่ทัพใหญ่ผู้กุมบังเหียน 3 ธุรกิจหลัก อย่างกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร,ธุรกิจเครื่องดื่ม และกลุ่มอาหารสำเร็จรูปพร้อมทาน (Packaged food)
“นงนุช” บอกกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ในฐานะผู้นำวันนี้ต้อง Think big,Test Small และ Roll out fast คือต้องคิดให้ใหญ่ ผิดพลาดให้น้อย และเปิดตัวให้เร็วที่สุด ภายใต้เป้าหมายคือทุกขาธุรกิจต้องแข็งแรงและสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง
เกาะติด“คอนซูเมอร์เทรนด์”
“นงนุช” บอกว่า การเข้ามาของดิจิทัล มีผลทำให้บริษัทต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้รวดเร็วขึ้นเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เป็น “มาร์เก็ตเทรนด์” หรือ “คอนซูเมอร์เทรนด์” ชื่นชอบความสะดวกสบาย และมีความเป็น “คอนวีเนียน” มากขึ้น กล่าวคือแทบจะไม่สื่อสารกับคนแต่จะมีชีวิตผูกติดอยู่กับมือถือที่สามารถอำนวยความสะดวกสบายได้ทั้ง การจ่ายเงิน สั่งอาหาร บริการต่างๆ ซึ่งสามารถควบคุมทุกอย่างได้ในตัวเอง
ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวแอพ พลิเคชัน “BevFood” เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา สำหรับให้บริการลูกค้าแบบครบวงจรทั้งระบบบัตรสมาชิก การสะสม แลกคะแนน และแจ้งข่าวสารโปรโมชันต่างๆ เป็นต้น ก่อนจะพัฒนาไปสู่รูปแบบ CRM ในรูปแบบเทเลอร์เมดเฉพาะบุคคล ซึ่งจะอยู่ในกระบวนการถัดไป
พร้อมกันนี้ ยังมีแผนเปิดตัวแอพพลิเคชัน “Click and collect” ในช่วงปลายปีเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า ในการกดรับบัตรคิวร้านอาหาร ผ่านช่องทางแอพพลิเคชันโดยลูกค้าสามารถกดรับบัตรคิว แวะเข้ามารับบัตรคิวได้ในร้านอาหารในเครือของบริษัทที่ใกล้ที่สุด เบื้องต้นอยู่ระหว่างพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อให้สามารถใช้งานได้สะดวกสบายมากที่สุด พร้อมกันนี้ยังมีแผนพัฒนาแอพพลิเคชันเพื่อให้สามารถจ่ายเงินผ่านแอพได้ โดยไม่ใช้เงินสดเพื่อรองรับสังคมแคชเลสในอนาคต
ขณะที่ในส่วนของกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่ม ก็เริ่มมีการขยายการจำหน่ายสินค้า ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแบรนด์ต่างๆในเครือ เข้าไปใน mobile Application หรือ ในช่องทาง Digital platform ต่างๆ เพิ่มมากขึ้น
“การทำ “Digital platform” ไม่มีสูตรสำเร็จที่ตายตัวหรือไม่มีวัน Complete เพราะทุกอย่างต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องตามความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา โดยจะมีการรีไรต์แผนงานทุก 2-3 เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น จากในอดีตที่ใช้เวลาทำแผนงานปีต่อปี”
เติบโตอย่างยั่งยืน
“นงนุช” บอกอีกว่า การทำตลาดของทั้ง 3 ธุรกิจในเครือ คืออาหาร เครื่องดื่ม และกลุ่มอาหารพร้อมทาน จะแยก กันทำงานโดยชัดเจน เนื่องจากต้องการไดรฟ์การเติบโตและโฟกัสเฉพาะจุดให้สามารถเติบโตและอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่จะมีการทำงานร่วมกันเพื่อให้แผนการทำงานสอดคล้องและสามารถซินเนอร์ยี่กันได้ เพราะลูกค้ามีโอกาสและการใช้งานแบรนด์แต่ละแบรนด์ที่แตกต่างช่วงเวลากัน ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของเราคือทำอย่างไรให้สินค้าแต่ละกลุ่มเข้าไปอยู่ในช่วงชีวิตของแต่ละคนตั้งแต่เช้าจรดเย็น โดยทุกขาธุรกิจต้องแข็งแรงและสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ผ่านเน็ตเวิร์กที่แข็งแกร่งของเครือเองและของไทยเบฟที่เป็นบริษัทแม่
ขณะที่ในส่วนของออฟไลน์นั้นบริษัทก็มีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ๆออกมาเพื่อรุกตลาด ควบคู่กับการขยายสาขาร้านอาหารในเครือออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละปีจะมีแคมเปญใหญ่ หรือ Big Think ออกมา ควบคู่กับเรื่องโปรโมชันที่เน้นความเป็น Value For Money หรือความคุ้มค่า คุ้มราคาออกมา เพื่อตอบโจทย์และยํ้าภาพความเป็นผู้นำในตลาด พร้อมทั้งขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้กลยุทธ์ด้านการขยายสาขาก็จะยังคงใช้อย่างต่อเนื่อง โดยในแผนงานนับจากนี้จะเป็นการขยายสาขาไปยังเมืองรอง เทียร์ 2 และ 3 ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
“ต้องยอมรับว่าปัจจุบันการทำงานในสภาวะตลาดที่เป็นเรดโอเชียน จากเทรนด์ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่มญี่ปุ่นที่มาแรง ทำให้การแข่งขันมีความรุนแรงและต้องเหนื่อยขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งแผนงานที่จะทำให้บริษัทเติบโตได้ในอนาคตคือการสร้างแบรนด์ให้เกิดความเชื่อมั่นในลูกค้า ผ่านสินค้าการบริการที่มีคุณภาพ ในการสร้างการเติบโตระยะยาว โดยการทำตลาดในอนาคตต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรให้มีคุณภาพมากที่สุด ผ่านเทคโนโลยีที่เข้ามา เพื่อสร้างประสิทธิภาพการทำงานให้แก่บริษัทให้มากที่สุด โดยมีการเรียนรู้จากโกลบัลแบรนด์หรืออินเตอร์แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมาเป็นวิธีคิดในการทำงาน”
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ท้าทายการทำงานของทีมนับจากนี้คือ การทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในการเป็นอาหารญี่ปุ่นและเครื่องดื่มญี่ปุ่นให้โดนใจมากที่สุดอย่างยั่งยืน ภายใต้รูปแบบการบริการและไลน์สินค้าที่ตอบโจทย์ทุกเซ็กเมนต์
สำหรับผลประกอบการของโออิชิ กรุ๊ป ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2561- มิถุนายน 2562) มีรายได้รวม 10,488 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 8.9% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 9,626 ล้านบาท มีกำไร 1,145 ล้านบาท เติบโต 37.6% จากปีก่อนที่มีกำไร 832 ล้านบาท
หน้า 32 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3507 ระหว่างวันที่ 22 - 25 กันยายน 2562






