
สกินแคร์ไทยซบปั้น‘ไบโอเทค’รุกตลาดโลก
ปัจจัยลบพ่นพิษ ตลาดเครื่องสำอางซบเซา “ดร.สมชาย” ปรับแผนปั้น “ไบโอเทค” วิจัยยา หวังบาลานซ์รายได้ สร้างแบรนด์รุกตลาดโลก พร้อมเปิดตัวไลน์สินค้าใหม่กลุ่มเอจจิ้ง
พญ.อรอินท์ เรืองวัฒนสุข กรรมการบริหาร บริษัท เอส.เอส. แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด ผู้ผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ “ดร. สมชาย” เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของบริษัทเน้นการมองหาธุรกิจใหม่ในการสร้างแบรนด์สู่ความเป็นโกลบัลแบรนด์ เพื่อบาลานซ์รายได้ เนื่องจากปัจจุบันตลาดสกินแคร์ในไทยมีการแข่งขันสูง อีกทั้งมีปัจจัยลบรอบด้านทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว สงครามการค้า และกำลังซื้อในประเทศที่ซบเซา จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจและผู้ประกอบการไทย โดยคาดการณ์ว่าไตรมาส 2 ของปีนี้ตลาดความงามซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 1.7 แสนล้านบาทจะชะลอตัวต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2563 ขณะเดียวกันยังมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้ความสนใจมาอยู่ในตลาดความงามและสกินแคร์ส่งผลให้การแข่งขันค่อนข้างสูงและดุเดือดเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้บริษัทเริ่มมองหาโอกาสทางการเติบโตใหม่ และให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา ด้วยการเปิดบริษัท ไบโอเทคฯ ที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อศึกษาวิจัยผ่านเทคโนโลยีใหม่ CRISPR พัฒนากระบวนการใหม่ในการสร้างโปรตีนยารักษาโรค โดยมีกลุ่มทุนจากประเทศบราซิล สิงคโปร์ และ ประเทศดูไบให้ความสนใจร่วมทุนด้วย รวมถึงที่ผ่านมายังได้มีการจดสิทธิบัตรยา Small molecule สำหรับฆ่าเซลล์มะเร็งที่ประเทศสหรัฐ อเมริกา และในปีนี้มีแผนการจดสิทธิบัตรยาต้นแบบที่ประเทศสหรัฐอเมริกาอีก โดยตั้งเป้าจะจดเพิ่มมากกว่า 5 รายการภายใน 5 ปีนี้
โดยในปีนี้ได้ออกสินค้าใหม่ไปกว่า 10 รายการ และยังคงติดท็อป 3 ในตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับดูแลเรื่องสิวในระดับภูมิภาค หรือมีส่วนแบ่งตลาดราว 30% พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ในเครืออีก 2-3 แบรนด์ ในกลุ่มเอจจิ้ง เบื้องต้นมีทั้งแบรนด์ที่วางจำหน่ายแล้วและอยู่ในระหว่างการพัฒนาแบรนด์ ซึ่งการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของบริษัทเป็นไป เพื่อการขยายฐานลูกค้าให้มีวงกว้างมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่กลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่วัยรุ่น ซึ่งจากการปรับแผนงานของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มวัยรุ่นที่มีอายุน้อยลง และกลุ่มคนที่เป็นวัยแรกเริ่มทำงาน (First Jobber) มากขึ้น
อย่างไรก็ตามจากแผนงานดังกล่าวมั่นใจว่าบริษัทเชื่อว่าจะสามารถสร้างการเติบโตให้แก่บริษัทในช่วงสิ้นปีนี้ได้ที่ 15% และมียอดขายจากต่างประเทศในแถบภูมิภาคอาเซียน (ยกเว้นอินโดนีเซีย ,มาเลเซีย)เพิ่มเป็น 20% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนไม่ถึง 20%
หน้า 30 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3500 ระหว่างวันที่ 29 - 31 สิงหาคม 2562






