
SMEs แนะรัฐแจงต่างชาติ ฟื้นเชื่อมั่นเหตุระเบิด
ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ห่วงเหตุการณ์ระเบิดป่วนกรุงลากยาวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ชี้อาจทำให้ผู้บริโภคไม่กล้าจับจ่ายใช้สอย ระบุนักท่องเที่ยวที่มีแผนเดินทางมาประเทศ ไทยอาจหายไป แนะรัฐคุมสถานการณ์ให้ได้โดยไว
เมื่อวันที่ 2 และ 3 สิงหาคม 2562 ได้เกิดเหตุการณ์วางระเบิดในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร โดยแต่ละแห่งล้วนแล้วแต่ถือว่าเป็นจุดสำคัญ อาทิ บริเวณสวนหย่อมหน้าศูนย์ราชการ อาคาร B แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่, หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, หน้ากองบัญชาการกองทัพไทย และสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ศรีสมาน) เป็นต้น ซึ่งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนที่อยู่ในประเทศ และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยประเด็นสำคัญที่น่าเป็นห่วงก็คือ เรื่องความเชื่อมั่นที่มีผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการจับจ่ายใช้สอย ที่ผ่านมาก็ซบเซาอยู่แล้วให้ยิ่งซบเซาลงไปได้อีก
นายโชติ เมธามณีโชติ เจ้าของธุรกิจร้านตัดสูท “จีเอ็มซี สไตล์” (GM”C STYLE) กล่าวกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ธุรกิจของตนถือว่าได้รับผลกระทบ โดยตรง เพราะตำแหน่งที่ตั้งของร้านที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าอัมรินทร์พลาซ่านั้นอยู่ใกล้กับจุดเกิดเหตุ รวมถึงอยู่ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) ซึ่งเป็นจุดที่มีความเสี่ยง อีกทั้งลูกค้าส่วนหนึ่งยังเป็นชาวต่างชาติ เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นย่อมส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว และผู้ที่กำลังมีแผนจะเดินทางมาที่ประเทศไทย
ทั้งนี้ ในโลกยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารสามารถกระจายไปได้อย่างรวดเร็วทั่วโลก เสมือนเป็นดาบสองคมที่อาจจะทำให้เหตุการณ์บานปลายไปมากกว่าที่คิด จากการโพสต์ภาพและแชร์ข่าวสารออกไปจากทั้งสื่อภายในประเทศและสื่อต่างประเทศที่ต้องการายงานสถานการณ์แบบทันต่อเหตุการณ์ (Realtime) ซึ่งอาจจะดูรุนแรงมากกว่าเหตุการณ์จริง โดยอาจจะทำให้ผู้ที่เสพข่าวด้วยความไม่เข้าใจเกิดความเข้าใจผิดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นระยะเวลานาน ผลกระทบก็จะมีเพิ่มมากขึ้น
“รัฐบาลรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพยายามควบคุมสถานการณ์ให้ได้โดยไว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งใน และต่างประเทศ โดยอาจจะต้องใช้ประโยชน์จากช่องทางการสื่อสารบนโลกออนไลน์ เพื่อชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้ชาวโลกได้เข้าใจความเป็นจริงอย่างถูกต้องควบคู่ไปกับการแก้ไขสถานการณ์”
นายธนวัฒน์ ทองเจริญเกียรติ ผู้ร่วมก่อตั้ง และเจ้าของธุรกิจชานมไข่มุกแบรนด์ “ATM TER BAR” กล่าวว่า หากเหตุการณ์บานปลายและเป็นปัญหาในระยะยาว แน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทั้งคนในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ประเภทดังกล่าวนี้ โดยลูกค้าของที่ร้านก็มีสัดส่วนของชาวต่างชาติอยู่เป็นจำนวนมาก คาดว่าคงจะได้รับผลกระทบ ทางด้านยอดขายตามไปด้วย
อย่างไรก็ดี จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวน่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น และความระมัดระวังในการใช้จ่ายบ้างในระยะแรก เนื่องจากผู้บริโภคยังคงตื่นตระหนกตกใจ และต้องคอยเฝ้าระวัง โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นจุดเกิดเหตุ อย่างไรก็ดี มองว่าธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหารคงไม่ได้รับผลกระทบมากเท่ากับธุรกิจอื่น เพราะไม่ว่าจะอย่างไรประชาชนก็ยังต้องรับประทานอาหาร
“ผลกระทบต่อภาคธุรกิจจะรุนแรงหรือไม่นั้น คงขึ้นอยู่กับการควบคุมสถานการณ์ของรัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากสามารถคุมเหตุการณ์ไม่ให้บานปลาย หรือจับตัวผู้ที่ก่อเหตุได้ไวผลกระทบก็คงมีไม่มาก หรือจะมีก็เพียงแค่ระยะสั้นช่วงที่เกิดเหตุเท่านั้น”
นางสาวทิพย์วรรณไกรเพ็ชร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรซโกรเซอร์ จำกัด
ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารแช่แข็งแบรนด์ “A+Food” (เอฟู้ดส์) กล่าวว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนมีความกังวลเล็กน้อยในแง่ของภาพรวมใหญ่ เนื่องจากเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นอยู่ในพื้นที่สำคัญที่ไม่ควรจะเกิด โดยประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแผนจะเข้าในประเทศ ไทย ซึ่งอาจจะเกิดความรู้สึกที่ไม่ปลอดภัย และอาจมีผลต่อการตัดสินใจที่จะไม่เดินทางเข้ามา
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่น่าเป็นห่วง และน่ากังวลมากที่สุดก็คือเหตุการณ์ที่ลากยาว และยังคงมีเหตุเกิดขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลกระทบแน่นอนต่อกำลังซื้อภายในประเทศที่ปัจจุบันชะลอตัวอยู่แล้วให้ยิ่งชะลอตัวมากขึ้นไปอีก จากความไม่มั่นใจในสถานการณ์บ้านเมือง
“ภายหลังจากที่มีการเลือกตั้ง และได้มีการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการ ต่างก็มีความว่าจะมีมาตรการที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กระเตื้องขึ้น แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวอาจจะทำให้เศรษฐกิจฟุบลงไปอีกได้ ถ้าสถานการณ์มีระยะเวลาที่ยาวนาน
หน้า 8 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3494 วันที่ 8-10 สิงหาคม 2562











