
กฎหมายยาพิษหรือวิตามินของธุรกิจครอบครัว
จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนและสร้างความยากลำบากให้แก่ภาคธุรกิจเป็นอย่างมาก รายงานทางเศรษฐกิจพบว่าผู้บริโภคหันเหความสนใจจากธุรกิจขนาดใหญ่มาที่ธุรกิจขนาดเล็กกันมากขึ้น ซึ่งกล่าวกันว่าธุรกิจครอบครัวอาจมีความพร้อมที่จะรับมือกับสภาพเศรษฐกิจที่ปั่นป่วนได้ดีกว่าบริษัทขนาดใหญ่ทั่วไปเพราะได้รับการสนับสนุนจาก ญาติพี่น้องที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในมรดกของบริษัท แต่ในทางกลับกันความขัดแย้งภายในครอบครัวอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานและการลงทุนในธุรกิจ ในกรณีที่เกิดความไม่พอใจต่อกันอย่างที่สุด อย่างไรก็ตามหากคุณวางแผนที่จะสร้างบริษัทที่จะเป็นของครอบครัวต่อไป แม้วิธีทางกฎหมายมักสร้างความเสียหายทั้งธุรกิจและจิตใจของสมาชิกครอบครัว แต่การใช้ในทางป้องกันเครื่องมือทางกฎหมายก็ยังคงเป็นประโยชน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย Brett Snider, Esq ได้แนะนำมาตรการปกป้องทางกฎหมายที่ควรพิจารณาเอาไว้ดังต่อไปนี้
1. ข้อตกลงก่อนสมรส (Prenuptial Agreements)
ข้อดี : การลงนามในข้อตกลงก่อนสมรส เป็นการกำหนดทรัพย์สินที่เป็นของคู่สมรสในกรณีเกิดการหย่าร้าง รวมถึงการลงทุนในธุรกิจใดๆ ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสร้างขึ้นซึ่งต้องการแยกออกจากสินสมรสและอดีตคู่สมรส
ข้อเสีย : การไม่แยกธุรกิจครอบครัวออกจากสินสมรสอาจทำให้เกิดปัญหาได้ หากคู่สมรสต้องการมีส่วนร่วมและช่วยเพิ่มการลงทุนในธุรกิจที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสร้างขึ้นก่อนการสมรส ทั้งนี้การมีส่วนร่วมใดๆในธุรกิจในอนาคตของคู่สมรสนั้นอาจได้รับการพิจารณาว่าเป็นสินสมรส (Marital Property)
2. ข้อตกลงผู้ถือหุ้น /หุ้นส่วน (Shareholder/Partnership Agreements)
เมื่อสมาชิกในครอบ ครัวมารวมตัวกันเพื่อทำงานในบริษัทร่วมทุนใหม่ของครอบครัว อาจลืมการแบ่งส่วนพื้นฐานของการเป็นหุ้นส่วนหรือบริษัทได้ ดังนั้นจึงควรมีการกำหนดข้อตกลงผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนเอาไว้ให้ชัดเจน
ข้อดี : ข้อตกลงผู้ถือหุ้นเปรียบเหมือนข้อตกลงก่อนสมรสของธุรกิจ ซึ่งมีการเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าบทบาทและความรับผิดชอบของหุ้นส่วนจะเป็นอย่างไร การมีข้อตกลงนี้จะช่วยหลีกเลี่ยงการฟ้องร้องที่มีค่าใช้จ่ายสูงในอนาคต เมื่อหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นหนึ่งรายหรือมากกว่านั้น ต้องการที่จะออกจากธุรกิจหรือมีข้อกังวลเกี่ยวกับการบริหารงานของบริษัท
ข้อเสีย : การบังคับให้สมาชิกในครอบครัวลงนามในเอกสารทางกฎหมาย อาจจุดประกายความไม่ไว้วางใจหรือข้อโต้แย้งภายในทีมบริหารของบริษัทได้ นอกจากนี้ญาติพี่น้องอาจไม่พอใจนักที่ข้อตกลงนี้อาจถูกนำมาใช้ในคดีความระหว่างสมาชิกในครอบครัวได้
3. สัญญาแฟรนไชส์ครอบครัว (Family Franchise Agreement)
วันหนึ่งธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กที่ไม่มีเครือข่ายสาขาเป็นร้านคูหาเดียวที่ขายของให้คนในชุมชน อาจเติบใหญ่ขึ้นพอที่จะเริ่มเปิดร้านสาขาในที่อื่นๆ ได้แล้ว และแฟรนไชส์อาจเป็นวิธีที่ชาญฉลาดในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับมรดกของครอบครัวได้ ด้วยการสร้างระบบแฟรนไชส์ในการใช้สินค้า บริการหรือโนวฮาวของครอบครัวขึ้น
ข้อดี : แฟรนไชส์ใหม่ของครอบครัวจะได้รับประโยชน์จากความสำเร็จและค่าความนิยม (Goodwill) ที่เกิดจากความนิยมในเครือข่ายของบริษัทแม่ที่เป็นของครอบครัว หากระบบมีความสมบูรณ์แบบพอที่จะขยายไปยังญาติพี่น้องที่เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ นอกจากนี้แฟรนไชส์ครอบครัวยังจะได้รับผลประโยชน์ทางการเงินจากธุรกิจที่ได้รับการพิสูจน์และประสบความสำเร็จมาแล้ว อีกทั้งยังสามารถพึ่งพาเจ้าของสิทธิ (Franchisor) ในการขอความช่วยเหลือด้านการบริหารและการตลาดได้อีกด้วย
ข้อเสีย : แฟรนไชซี (Franchisee) จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อดำเนินการในการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายขนาดใหญ่ และสมาชิกในครอบครัวอาจไม่เต็มใจที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาธุรกิจแฟรนไชส์ หากพบว่ามีการจำกัดส่วนความเป็นเจ้าของในธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
4. มาตรการปกป้องอื่นๆ
นอกจากเอกสารทางกฎหมายในข้างต้นจะสามารถปกป้องธุรกิจครอบครัวได้แล้ว การมีข้อบังคับบริษัทและระเบียบบริษัทที่ดีก็จะช่วยลดปัญหาลงได้ หากธุรกิจครอบครัวเห็นควรจำเป็นในเครื่องมือทางกฎหมายเหล่านี้ควรหาที่ปรึกษาธุรกิจครอบครัวมาดำเนินการ ไม่ใช่นักกฎหมายทั่วๆ ไป
อ้างอิง : Brett Snider, Esq. 2013. Family Businesses: 3 Legal Safeguards. Available: https://blogs.findlaw.com/free_enterprise/2013/04/family-businesses-3-legal-safeguards.html ข้อมูลเพิ่มเติม : www.famz.co.th
คอลัมน์ | ผศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล
คณบดีคณะวิทยพัฒน์ และผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ([email protected])
หน้า 31 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3491 ระหว่างวันที่ 28 - 31 กรกฎาคม 2562






