
ทุนไทย3แสนล้าน ปักฐานเวียดนาม
เวียดนามเสือติดปีก เบิ้ลเครื่องส่งออกจ่อแซงไทยปีแรก หลังทุนนอกทะลักหวังใช้แต้มต่อ 2 เอฟทีเอใหม่ “EVFTA-CPTPP” พ่วงจีนหนีสงครามการค้า แห่ใช้เป็นฐานผลิตใหม่ เอกชน-นักวิชาการหวังการเมืองไทยเสถียร สปีดดึงลงทุนแข่ง
ในห้วงเวลาที่ประเทศไทยติดหล่มการเมืองมาหลายปี เวียดนาม ที่เป็นเพื่อนบ้านและเป็นคู่แข่งสำคัญทั้งด้านการส่งออก และการลงทุน ได้เร่งสร้างจุดเด่นให้กับประเทศเพื่อดึงดูดการลงทุนโดยตรงของต่างชาติ (FDI) ให้เข้าไปใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตช่วยเพิ่มยอดการส่งออกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (จีดีพี)ของประเทศให้ขยายตัวต่อเนื่อง ผ่านความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ปัจจุบันเวียดนามมีเอฟทีเอกับประเทศคู่ค้าที่มีผลบังคับใช้แล้ว 11 ฉบับ และกำลังจะมีผลบังคับใช้อีก 2 ฉบับ ได้แก่ เอฟทีเอสหภาพยุโรป-เวียดนาม(EVFTA) และความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก(CPTPP)
ขณะที่ยังมีเอฟทีเออีก 3 ฉบับที่อยู่ระหว่างเจรจา ได้แก่ เอฟทีเอ เวียดนาม-เอฟต้า เวียดนาม-อิสราเอล และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP หรืออาเซียนบวก 6) นอกจากนี้ผลพวงจากสงครามการค้าส่งผลให้การลงทุนจากจีนได้เริ่มเข้าไปใช้เวียดนามเป็นฐานผลิตใหม่เพื่อส่งออกไปสหรัฐฯเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ยิ่งช่วยติดปีกการส่งออกของ เวียดนามที่กำลังจ่อจะแซงไทย
FDIพุ่งดันส่งออกแซงไทย
รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ในปีนี้มูลค่าการส่งออกของเวียดนามไปทั่วโลกมีโอกาสจะแซงหน้าไทยเป็นปีแรก สัญญาณจากในปี 2561 รวมถึงช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ มูลค่าการส่งออกเวียดนามขยับเข้ามาใกล้ไทยมาก (กราฟิกประกอบ) จากปัจจุบันเวียดนามมีเอฟทีเอใหม่ๆ ที่ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิประโยชน์ในการส่งออกได้มากกว่าไทย ที่สำคัญได้แก่ ความตกลง CPTPP ที่มีสมาชิก 11 ประเทศที่ได้มีผลบังคับใช้แล้ว ขณะที่ EVFTA คาดจะมีผลบังคับใช้ในไตรมาส 3 ของปีนี้
“การลงทุนจากเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และประเทศอื่นๆ กำลังหลั่งไหลไปยังเวียดนามส่งผลให้เอฟดีไอที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนในเวียดนามปี 2561 มีมูลค่ากว่า 35,460 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ฯ หรือกว่า 1.09 ล้านล้านบาท ขณะที่เอฟดีไอของไทยได้รับอนุมัติส่งเสริมเพียง 5.4 แสนล้านบาท หรือเพียงครึ่งหนึ่งของเวียดนาม ซึ่งการลงทุนของต่างชาติจะทำให้ในปีนี้การส่งออกของเวียดนามแซงหน้าไทยได้ เฉพาะอย่างยิ่งการส่งออกของเวียดนามไปอียูจะขยายตัวอย่างมากนับจากนี้หลัง EVFTA มีผลบังคับใช้”
สำหรับสิ่งที่ไทยต้องเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้เสียเปรียบเวียดนามไปมากกว่านี้ คือ รัฐบาลใหม่ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรี และมีดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจเช่นเดิม ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งไทยและเทศได้ระดับหนึ่งแล้ว ต้องเร่งดึงการลงทุนในอีอีซีในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่จะช่วยผลักดันสู่ยุค 4.0 ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการส่งออกให้ขยายตัว และต้องดำเนินการเจรจาทำเอฟทีเอกับสหภาพยุโรป(อียู) ส่วนในอุตสาหกรรมที่อยู่ระดับ 2.0 หรือ 3.0 ต้องแยกกลุ่มในการส่งเสริมและสนับสนุนว่าจะผลิตสินค้าเป็น Mass แข่งขันด้วยราคาและคุณภาพ หรือเป็นสินค้าพรีเมียร์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงที่แข่งด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยียุคใหม่และช่วยผลักดันส่งออกในทั้ง 2 กลุ่ม
ทัพธุรกิจไทยลง3แสนล.
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาธุรกิจไทย-เวียดนาม กล่าวว่า นอกจากเอฟดีไอต่างชาติที่เข้าไปลงทุนในเวียดนามเป็นจำนวนมากนี้ กลุ่มทุนของไทยก็ไปขยายฐานธุรกิจในเวียดนามเป็นจำนวนมาก (ข้อมูลจากกรมการลงทุนจากต่างชาติของเวียดนาม ระบุการลงทุนโดยตรงจากประเทศไทยในเวียดนามสะสมถึงเดือนพฤษภาคม 2562 มีทั้งสิ้น 536 โครงการเงินทุนจดทะเบียนรวม 10,736.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 3.30 แสนล้านบาท อยู่อันดับ 9 ของนักลงทุนต่างชาติ จากการลงทุนสะสมของต่างชาติในเวียดนาม ณ เดือนพฤษภาคม 2562 มี 28,632 โครงการ ทุนจดทะเบียนรวม 350,531 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 10.8 ล้านล้านบาท)
สำหรับภาคเอกชนของไทยที่เข้าไปเวียดนามและกำลังขยายการลงทุนต่อเนื่อง เช่น เอสซีจี ในธุรกิจปิโตรเคมี และบรรจุภัณฑ์ WHA และอมตะ
ลงทุนนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มเซ็นทรัล ไทยเบฟในธุรกิจค้าปลีก ซีพีในธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม นอกจากนี้มีกลุ่มกัลฟ์ ปตท. บี.กริมในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงาน เป็นต้น
“การลงทุนในเวียดนามนอกจากแรงจูงใจจากเอฟทีเอในหลายกรอบ เช่น EVFTA CPTPP แล้ว ยังเป็นผลจากรัฐบาลเขามีเสถียรภาพ นโยบายต่อเนื่อง ค่าจ้างและเงินเดือนยังไม่สูงนัก คนวัยทำงานมีกว่า 56 ล้านคน ชาวเวียดนามมีความขยัน ใฝ่รู้ ทำงานมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะทำให้มีการลงทุนในเวียดนามขยายตัวต่อเนื่อง และในปีนี้การส่งออกของเวียดนามมีโอกาสแซงหน้าไทยเป็นปีแรก”
หน้า 1 ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3485 วันที่ 7-10 กรกฎาคม 2562











