thansettakij
thansettakij
กองสลาก เตรียมลงดาบ 200 ผู้ค้าเก๊ ห้ามต่อสัญญาตลอดชีวิต

กองสลาก เตรียมลงดาบ 200 ผู้ค้าเก๊ ห้ามต่อสัญญาตลอดชีวิต

29 มี.ค. 59 | 08:00 น.
"ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย" นักวิชาการชื่อดัง ที่วันนี้สวมหมวกหลายใบ ด้านหนึ่งทำงานวิชาการ ในฐานะรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อีกด้านนั่งเก้าอี้ "คณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล" เพื่อแก้ปัญหาสลากเกินราคา หนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดใจให้สัมภาษณ์กับ "ฐานเศรษฐกิจ" โชว์ผลงานชิ้นโบว์แดงจากเสียงสะท้อนของสังคม เผยข่าวล่ามาแรงเตรียมงัดหมัดเด็ดตัดตอนผู้ค้าเก๊ 200 ราย เร็วๆนี้

[caption id="attachment_40814" align="aligncenter" width="417"] ผศ.ดร.ธนวรรธน์  โฆษกคณะกรรมการกองสลาก ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย
โฆษกคณะกรรมการกองสลาก[/caption]

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกองสลาก กล่าวยืนยันถึง ผลการทำงานของ "กองสลากฯ" ว่า บรรลุตามเป้าวางไว้ เชื่อว่า สังคมพอใจในการแก้ไขปัญหา วัดได้จากความพึงพอใจของหลายๆฝ่าย มองในแง่ของผู้ซื้อ ถือว่า ประสบความสำเร็จอย่างดี

จากเดิมขายราคา 100-120 บาทแล้วแต่เลข เลขไม่สวยขายพ่วง แต่ตอนนี้เลขไม่สวย สามารถขายแยกได้ อยู่ที่ประมาณ 85-90 บาท ขณะที่ผู้ซื้อบางรายสามารถซื้อหวยชุด (5 คู่) ได้ในราคา 400 บาท หรือ คู่ละ 80 บาท พบว่า กลุ่มนี้ยังมีเสียงบ่นอยู่บ้างแต่ก็น้อยลงไปมาก ราคาขายส่งวันนี้ลดลงไปจาก 77-80 บาท เหลือ 72-75 บาท แสดงว่ามาตรการนี้สำเร็จ

เป้าหมาย คือ ให้ประชาชนซื้อสลากได้ในราคา 80 บาท วันนี้ครอบคลุมมากขึ้น คอลเซ็นเตอร์บอกว่า การซื้อสลากเกินราคาลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด สลากคู่สามารถซื้อได้ในราคา 75 -78 บาท เรายึดประชาชนเป็นตัวตั้ง ดังนั้น เป้าหมายนี้ถือว่าสัมฤทธิ์ผล

ในแง่ของสังคม ที่มีเสียงสะท้อนก่อนหน้านี้ว่า จะเป็นการมอมเมาสังคม หากเพิ่มการพิมพ์สลากจาก 50 ล้านคู่ฉบับเป็น 60 ล้านคู่ ซึ่งปัจจุบันไม่มีเสียงบ่นหรือคัดค้านรุนแรง เพราะเขาทราบว่า เราแก้ไขปัญหา ขณะที่ในแง่ของ "คนขาย"พบว่า ยังมีเสียงบ่นเพราะยังเข้าไม่ถึง ซึ่งที่ผ่านมาได้ใช้วิธีการเพิ่มสลากเติมสลากลงไปเพื่อแก้ปัญหาให้กับ"ยี่ปั๊ว"เพื่อนำไปขายต่อ

ทั้งนี้ ยืนยันว่า สำนักงานกองสลากกินแบ่งรัฐบาล พิมพ์สลากตามความต้องการของประชาชนโดยปัจจุบันขอคุมปริมาณในการพิมพ์ไว้ที่ 60 ล้านฉบับ

"คนมักเข้าใจว่า กองสลากพิมพ์ 60 ล้านฉบับคู่ ซึ่งไม่ใช่ เราพิมพ์เท่าไรก็ได้ หากประชาชนต้องการ 40 ล้านก็พิมพ์ 40 ล้าน แต่ไม่เกิน 60 ล้านฉบับ นี่คือ การคุมให้ปริมาณสลากให้เหมาะสมกับสังคมไทย เพราะการเติมเข้าไปก็สุ่มเสี่ยงต่อความรู้สึกของสังคม คิดว่า 60 ล้านฉบับคู่ น่าจะพอ แต่ถ้าตลาดวาย อาทิ ช่วงสงกรานต์คนเก็บเงินไปเที่ยว เอาไว้เปิดเทอมลูก ขอมา 40 ล้านก็พิมพ์ 40 ล้าน ดังนั้น จะเกิน 60 ล้านฉบับคู่ไหม ในขณะนี้ไม่มีแนวคิดเลย การเพิ่มจำนวนสลากในระบบจะเป็นทางเลือกอันดับท้ายๆ ที่กองสลากจะทำ"

ขณะที่ปัจจุบันกองสลาก สามารถจัดสรรสลากให้กับประชาชนได้มากขึ้น จากเดิมสลาก 50 ล้านฉบับคู่ อยู่ในระบบธนาคารประมาณ 30 ล้านฉบับคู่ และระบบโควตาอีกประมาณ 20 ล้านฉบับคู่ เท่ากับจัดสรรได้ 30 ต่อ 30 % แต่หลังจากไปเพิ่มปริมาณสลากให้กับผู้ซื้อจองที่เข้าไปในระบบธนาคารจาก 30,000 ฉบับคู่ เป็น 60,000 ฉบับคู่ เดิม 30,000 คนลงทะเบียน เราจัดได้ประมาณ 30 % คิดเป็น 1 ใน 3 ตอนนี้จัดได้เป็น 60 % หรือ 2 ใน 3 % เพราะเราสามารถจัดสรรสลากให้กับผู้ค้าตัวจริงได้มากขึ้น ดังนั้น จึงยืนเป้าหมายเดิมไว้ที่ 60 ล้านฉบับคู่ ไม่เปลี่ยนเพราะประชาชนได้ประโยชน์

วันนี้กลุ่มรายย่อยที่เป็นแผง ลดการพึ่งปั๊ว ขายส่งขายปลีกคู่กัน เขาค่อนข้างจะพอใจ ขณะที่กลุ่มที่เป็นขายส่งรายใหญ่อย่างเดียว หรือกลุ่มหน้าใหม่ บอกว่า สลากล้น ซึ่งไม่ใช่ทั้งประเทศที่เหลือ บางแผงเท่านั้นที่เหลือ ดังนั้น จุดนี้ถามว่า สมดุล หรือยัง ตอบเลยว่า ยัง

"คนต้องการไก่ 100 ตัว แต่เรามีไก่ให้ 50 ตัว ก็ต้องให้ไปรับประทานหมู ใช่หรือไม่ นั่นเพราะเราไม่สามารถที่จะควบคุมจำนวนผู้ขายได้ ซึ่งระบบวิธีธนาคาร เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงสลากได้"

ที่น่าสนใจ เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยช่วงที่ผ่านมา พบว่า จำนวนของผู้ที่จ่ายเงินเพื่อเข้าสู่การลงทุนลดลงจาก 120,000 ราย เหลือ 90,000 ราย สามารถตีความได้ 2 ประการ คือ 1.คนขายเก๊ หรือ นอมินีไม่มา เพราะสลากล้น ทำให้ปั๊วไม่ค่อยซื้อเก็บไว้มาก คนกลุ่มนี้จึงออกไปโดยอัตโนมัติ และ 2. คือ คนเจ็บตัวมากขึ้นทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่จึงหายไป

"เชื่อได้ว่า มาตรการน่าจะประสบความสำเร็จตัดตอนคนที่ไม่ได้ขายจริงออกไปได้ในระดับหนึ่ง ถามว่า วันนี้ถึงจุดสมดุลตามเป้าที่วางไว้แล้วหรือยัง ผมคิดว่า เป็นช่วงของการปรับสมดุลที่อาจยังไม่ลงตัว"

อย่างไรก็ดี ยังพบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ยังมีคนขายเก๊ หรือนอมินีปะปนอยู่ โดยข้อมูลล่าสุดจากการลงพื้นที่ตรวจสอบของผู้ตรวจ พบหลักฐานว่า มีผู้ค้ารายย่อยประมาณ 200 รายชื่อซึ่งคณะอนุกรรมการได้สกรีนแล้วจากจำนวนหลักพัน โดยในการประชุมบอร์ดครั้งหน้าในเดือนเมษายน และเตรียมจัดทำแอพพลิเคชัน เพื่อใช้ตรวจสอบโดยสามารถยิงบาร์โค้ดแล้วสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่า ใครเป็นผู้ซื้อตรวจจริงหรือไม่ แต่ใน 800 รายชื่อที่เหลือก็ยังต้องสืบค้นข้อมูลต่อไป

"วันนี้สิ่งที่สำนักงานกองสลากทำ คือ การตัดตอนผู้ขายเก๊ออก หากอยู่ในโควตาตัดโควตาทิ้งไม่ต่อสัญญาโควตา ถ้าอยู่ในบัญชีระบบรายชื่อก็ตัดบัญชีรายชื่อห้ามซื้อออกไปเลย หมดสิทธิที่จะได้สลากตลอดชีวิต แนวทางนี้เชื่อว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งจะเหลือคนขายจริง และจุดนั้นจะเข้าสู่จุดสมดุล คาดว่า ประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี จะเห็นภาพนี้ชัดเจนมากขึ้น" ผศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวในตอนท้าย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,143 วันที่ 25 - 30 มีนาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business