
กำลังซื้อครึ่งปีเฉื่อยฉุดเศรษฐกิจนิ่งลุ้นมู้ดคนไทยฟื้น
แบรนด์ดังระทมพิษเศรษฐกิจซบ การเมืองไร้เสถียรภาพ กำลังซื้อเฉื่อย ฉุดธุรกิจครึ่งปีแรกนิ่ง “สามแม่ครัว” ลุ้นครึ่งปีหลังมู้ดคนไทยฟื้นปลุกตลาดปลากระป๋องคึกคัก ขณะที่ “เซ็ปเป้-เอเชียติค” ดิ้นสู้หันรุกตลาดต่างประเทศเพิ่ม
นายเกรียงสิน เต็มสุนทร ผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาด บริษัท รอแยลฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตอาหารกระป๋อง “สามแม่ครัว” เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดปลากระป๋องในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมานั้นค่อนข้างทรงตัว เป็นผลมาจากวัตถุดิบที่หายากจากสภาพอากาศและนํ้าที่แปรปรวน ขณะที่ภาพรวมตลาดในครึ่งปีหลังมองว่าหากการเมืองมีเสถียรภาพที่ดี ก็จะส่งผลต่อภาพรวมกำลังซื้อและปลุกอารมณ์การจับจ่ายของผู้บริโภคให้กลับมาคึกคักอีกครั้งและจะส่งผลดีต่อภาพรวมตลาดให้กลับมาเติบโตได้ดี
“ในหลายธุรกิจอาจจะมีเพียงปัจจัยภายนอกที่เข้ามามีผลต่อยอดขายและการเติบโตของภาพรวมตลาด แต่ตลาดปลากระป๋ององค์ประกอบในเรื่องปัจจัยภายในอย่างวัตถุดิบที่เป็นปลาจากทะเลเป็นเรื่องหลักขึ้นอยู่ตามสภาพนํ้า อากาศในแต่ละปีด้วยทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าเพื่อสต๊อกในการกระจายตลาดได้จำนวนมาก ซึ่งแน่นอนว่าจากวัตถุดิบที่หายากขึ้นย่อมส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่บริษัทยังไม่มีการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด เนื่องจากยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้อยู่ แต่หากต้นทุนสูงขึ้นกว่านี้บริษัทก็อาจจะมีการปรับแผนงาน”
ทั้งนี้ในส่วนของบริษัทเองในปีนี้ถือว่าดำเนินงานมาครบ 45 ปี แน่นอนว่าหลังจากนี้จะยังคงมีการเดินหน้ารุกตลาดอย่างเต็มตัว ทั้งในส่วนของออนไลน์และออฟไลน์ โดยชูเรื่องของคุณภาพความเอาใจใส่ในการผลิตมาเป็นปัจจัยหลักในการรุกตลาด นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคในการสื่อสารแบรนด์อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามบริษัทตั้งเป้าการเติบโต 10% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่เติบโตทรงตัว โดยปัจจุบันสามแม่ครัวเป็นผู้นำในตลาดปลากระป๋องด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 40% และมียอดขายมาจากในประเทศ 80% และต่างประเทศ 20%
ด้านนางสาวปิยจิต รักอริยะพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่ม อาทิ เซ็ปเป้ บิวติ ดริ้งค์, โมกุ โมกุ ,กาแฟเพียว เป็นต้น กล่าวว่า ไตรมาสแรกที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าภาพรวมตลาดในหลายอุตสาหกรรมค่อนข้างชะลอตัว ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจรีเทลที่เติบโตเพียง 1-2% จากในอดีตที่เติบโต 4-5% ซึ่งเป็นผลมาจากบริโภคในประเทศที่ชะลอตัว โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่กำลังซื้อลดลงค่อนข้างมาก
“ตลาดรวมฟังก์ชันนัลดริ้งค์ยังชะลอตัวอยู่ แต่บริษัทยังสามารถรักษาระดับการเติบโตได้ราว 10% ตามแผนงานที่วางไว้ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนานวัตกรรมรวมถึงการขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง”
สำหรับแผนงานของบริษัทในปีนี้เตรียมงบลงทุน 250 ล้านบาท แบ่งเป็นปรับปรุงเครื่องจักรและใช้ในงานวิจัยเพื่อออกสินค้าใหม่ 100 ล้านบาท และการเพิ่มไลน์ผลิตใหม่ 150 ล้านบาท ในการพัฒนาสินค้าเพื่อตอบสนองเทรนด์ฟังก์ชันนัล และplant based ในไทยที่กำลังมาแรง โดยมีการพัฒนาสินค้าภายใต้ 3 เทรนด์ ได้แก่ ฟังก์ชันนัล, โลคัลกู้ดเนส และ plant based โดยจะมุ่งสร้างการเติบโตในระยะยาว ภายใต้กลยุทธ์การร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีหลากหลาย ทั้งพันธมิตรท้องถิ่น เช่น กลุ่ม SMEs เกษตรกร ฯลฯ และสินค้านวัตกรรมในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม โดยปีนี้ได้เตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ออกมารุกตลาดทั้งสิ้น 20 รายการ โดยมั่นใจว่าจะผลักดันรายได้เติบโต 30% จากปีก่อนที่มีรายได้ 2,886 ล้านบาท ส่วนกำไรน่าจะโตต่อเนื่องที่ 410 ล้านบาท โดยตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ต่างประเทศ 60% และไทย 40%
นายณัฐพล วิสุทธิไกรสีห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชียติค อุตสาหกรรมเกษตร จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว ภายใต้แบรนด์นํ้ามะพร้าวโคโค่แม็ก และกะทิอัมพวา กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดนํ้ามะพร้าวและกะทิในครึ่งปีแรกที่ผ่านมามีการเติบโตแบบทรงตัว เป็นผลมาจากการบริโภคในประเทศที่ไม่เติบโต ขณะที่ตลาดส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาอยู่ในภาวะซบเซา จากการบริโภคที่ลดลง ไม่บูมเหมือนช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาพรวมของธุรกิจในครึ่งปีแรกมีการเติบโตราว 5% ตํ่ากว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ว่าจะเติบโต 15%
ณัฐพล วิสุทธิไกรสีห์
อย่างไรก็ดีบริษัทปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจด้วยการเพิ่มการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบมะพร้าวให้มากขึ้นจากเดิมที่ใช้เพียงนํ้ามะพร้าวและเนื้อมะพร้าว แต่ปัจจุบันนำเปลือก และกะลามาใช้ประโยชน์ในการเป็นเชื้อเพลิง ทำให้เพิ่มรายได้และลดต้นทุนด้วย นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ด้วยการวิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่จากมะพร้าวออกทำตลาด เช่น วิปครีม เป็นต้น พร้อมกับขยายตลาดในต่างประเทศให้มากขึ้นจากปัจจุบันที่มีการส่งออกกว่า 30 ประเทศ ทั้งนี้เชื่อว่าในครึ่งปีหลังภาพรวมกำลังซื้อที่ดีขึ้น จะทำให้ตลาดมีการเติบโตตามไปด้วย
ขณะที่นายชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานดิจิทัล บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกอุตสาหกรรมทีวี และหลายๆ อุตสาหกรรมยังไม่กระเตื้องดีเท่าที่ควร เนื่องจากยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลอย่างชัดเจน ซึ่งส่วนตัวมองว่าหากมีการจัดตั้งรัฐบาลอย่างเป็นทางการเมื่อไรจะช่วยให้อุตสาหกรรมนี้และอุตสาหกรรมอื่นๆ ฟื้นตัวดีขึ้น
“ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรในงานของอุตสาหกรรมทีวีสุดท้ายยังขึ้นอยู่กับเรตติ้ง ซึ่งกลุ่มช่องทีวีที่ยังอยู่อันดับต้นๆก็ยังคงอยู่ในสายตาเอเยนซีและมีเม็ดเงินรายได้โฆษณาเข้ามา ขณะเดียวกันการจับมือร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผ่านมา จะช่วยให้เวิร์คพ้อยท์มีโอกาสในการเพิ่มรายได้เข้ามามากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาแบรนด์ส่วนใหญ่และเอเยนซีจะลงโฆษณาผสมผสานทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์”
หน้า 32 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3473 ระหว่างวันที่ 26-29 พฤษภาคม 2562






