
ผีเสื้อเหล็กในธุรกิจครอบครัว
เมื่อพิจารณาบทบาทของชายหญิงในภาคธุรกิจปัจจุบันแล้ว ถือเป็นเรื่องธรรมดามากที่จะเห็นผู้ชายเป็นผู้นำธุรกิจครอบครัวและช่องว่างระหว่างชายหญิงนั้นก็ยังมีให้เห็นอยู่ไม่น้อย แต่งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าความไม่เท่าเทียมใน ธุรกิจครอบครัวมีน้อยกว่าธุรกิจอื่นทั่วไป อาทิ จากรายงานการศึกษาเรื่อง Women in Leadership: The Family Business Advantage ในปีค.ศ. 2017 โดยบริษัทที่ปรึกษา EY สำรวจธุรกิจครอบครัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก จำนวน 525 บริษัทและพบว่าโดยเฉลี่ย 22% ของผู้บริหารระดับสูง (C-suite) เป็นผู้หญิง ขณะที่ในกลุ่ม Fortune 500 ของบริษัททั่วไปมีผู้หญิง เพียง 13%-15% ในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง
โดยธุรกิจครอบครัวมากกว่า 40% บอกว่าสมาชิกผู้หญิงในครอบครัวมีความสนใจที่จะเข้ามาทำงานในบริษัทมากกว่า 3 ปีที่ผ่านมา และ 70% กำลังพิจารณาให้ผู้หญิงเป็นผู้บริหารระดับสูงคนต่อไป ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการคิดในระยะยาว ลำดับชั้นการบังคับบัญชาที่สั้นและการมีสำนึกในเป้าหมายอย่างแรงกล้า ที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวสามารถดึงดูดและรักษาผู้หญิงเอาไว้ได้มากกว่าบริษัททั่วไป สำหรับในบริษัท ที่สมาชิกผู้หญิงในครอบครัวเข้ามาทำงานในบริษัทแล้ว การเป็นสมาชิกหญิงในคณะกรรมการบริษัท อาจทำให้มีผู้นำหญิงเพิ่มขึ้นในบริษัทอย่างกว้างขวางมากขึ้น
การที่ผู้หญิงมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา Alexandra Newlove นักเขียนอาวุโสด้านธุรกิจครอบครัวได้วิเคราะห์เรื่องนี้ว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจนในวิธีที่ผู้หญิงมองปัญหาในการสืบทอดกิจการ จากการศึกษาในปีค.ศ. 2018 ที่ได้มีการสอบถามผู้มีความมั่งคั่งสูง (high net worth individuals) จำนวน 1,051 คน (ผู้หญิง 502 คนและผู้ชาย 549 คน) เกี่ยวกับแผนธุรกิจและความมั่งคั่ง พบว่าในสหราชอาณาจักร 42% ของเจ้าของธุรกิจผู้หญิงที่มีความมั่งคั่งสูงต้องการที่จะส่งต่อธุรกิจให้กับครอบครัวของตนเมื่อเทียบกับ 24% ของผู้ชาย ซึ่งผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะจัดการธุรกิจโดยคำนึงถึงคนรุ่นต่อไปเสมอ และการที่ผู้หญิงมีหน้าที่รับผิดชอบเพิ่มขึ้นนี้ ทำให้คาดหวังได้ว่าผู้หญิงจะมีบทบาทในการดำเนินธุรกิจครอบครัวในรุ่นต่อไปมากกว่าในรุ่นก่อนๆ
นอกจากนี้การเพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมเสริม เช่น การลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบ (impact investing) ทำให้ผู้หญิงควบคุมความมั่งคั่งและทัศนคติแบบองค์รวมที่นำมาสู่อาณาจักรธุรกิจมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้หญิงมักจะดูแลกิจการร่วมลงทุนในโครงการกุศลในนามของครอบครัวให้กว้างขวางขึ้น แต่ในปัจจุบันเมื่อผู้หญิงเข้ามาบริหารความมั่งคั่งด้วยตัวเองมากขึ้น การกุศลจึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคยเป็นเมื่อผู้หญิงมุ่งหาความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์ทางธุรกิจกับแบรนด์และแรงจูงใจส่วนตัว อีกทั้งการลงทุนเพื่อสร้างผลกระทบนั้นยังสอดคล้องกับความตั้งใจที่จะทิ้งมรดกที่ยั่งยืนเอาไว้ ซึ่งวิธีนี้ชี้ให้เห็นว่าการตอบแทนชุมชนของธุรกิจเป็นเครื่องมือให้ผู้หญิงที่รํ่ารวยใช้ในการสร้างชื่อเสียงให้กับธุรกิจของตน ดังนั้นเมื่อผู้หญิงมีบทบาทในการสร้างความมั่งคั่งมากขึ้น จึงคาดว่าในอนาคตจะเห็นผู้นำธุรกิจหญิงเหล่านี้ที่เป็นเหมือนผีเสื้อเหล็กก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแถวหน้าได้ไม่แพ้ผู้ชายเลยทีเดียว
คอลัมน์ หน้า 31 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3469 ระหว่างวันที่ 12-15 พฤษภาคม 2562






