
“เจ๊ติ๋ม” เดินหน้าฟ้องกสทช. เรียก 1,134 ล. หลังไม่เข้าข่ายเงื่อนไข ม. 44
“เจ๊ติ๋ม” ยืนยันเดินหน้าฟ้องกสทช. เรียก 1,134 ล้านบาทจนถึงที่สุด หลังยื่นหนังสือขอความชัดเจนหลักเกณฑ์ มาตรา 44 พร้อมเร่งคณะอนุกรรมการฯ เคาะเงินชดเชยเพื่อให้ผู้ประกอบการใช้ประกอบการตัดสินใจเดินหน้าต่อ หรือคืนใบอนุญาต
หลังจากที่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2562 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หรือมาตรา 44 เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลเดินหน้าและเข้าสู่กลไกลของคลาดได้ โดยยกเว้นการจ่ายค่าชำระใบอนุญาตงวดที่ 5-6 และค่าโครงข่ายสัญญาณ (MUX) พร้อมเปิดทางให้ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถดำเนินธุรกิจคืนใบอนุญาตได้นั้น ล่าสุดนางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยทีวี จำกัด ผู้บริหารทีวีดิจิทัลช่องไทยทีวี และช่อง LOCA ที่ยื่นหนังสือขอเลิกใบอนุญาตและการประกอบกิจการทีวีดิจิทัลทั้ง 2 ช่องต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในปี 2558 พร้อมฟ้องเรียกค่าเสียหายนั้น ได้ออกมายื่นหนังสือต่อกสทช. ขอทราบหลักเกณฑ์คำสั่งคสช. ต่อมาตรา 44 ในครั้งนี้
พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย
โดยบริษัท ไทยทีวีฯ ได้เข้าพบนาย ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เพื่อขอทราบรายละเอียดของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2562 เรื่อง มาตรการแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการโทรทัศน์ และกิจการ ถึงหลักเกณฑ์ และขอบเขตว่ามีประโยชน์กับบริษัทฯอย่างไร ซึ่งบริษัทได้บอกเลิกสัญญาใบอนุญาตทั้ง 2 ช่องแล้ว และไทยทีวีจะได้รับประโยชน์จากคำสั่งนี้อย่างไรบ้างหรือไม่ ซึ่งหลังจากที่ได้เข้าไปพบ ก็ได้ทราบว่าคำสั่งนี้ใช้กับผู้ถือใบอนุญาตเท่านั้น ส่วนมาตรการเยียวยาค่าเสียหายยังไม่มีความชัดเจน ต้องรอการแต่งตั้งอนุกรรมการเยียวยาเสียก่อน
ล่าสุดเมื่อวานนี้ (29 เมษายน 2562) นางพันธุ์ทิพา หรือเจ๊ติ๋ม เปิดบ้านยืนยันว่า แม้บริษัทไทยทีวี จะไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 44 บริษัทไม่ได้ต้องการเรียกร้อง แต่ต้องการใช้สิทธิในฐานะคู่กรณีระหว่างบริษัทกับกสทช. ซึ่งบริษัทมีสิทธิที่จะออกมาขอใช้สิทธิ เพื่อขอหลักเกณฑ์นำมาเทียบเคียงกับผลประโยชน์ ที่บริษัทจะได้รับซึ่งจะทำข้อมูลทั้งหมดส่งให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาเพิ่มเติมต่อไป
“แม้บริษัทจะไม่เข้าเงื่อนไข ตามมาตรา 44 ที่จะได้รับการเยียวยา เพราะบริษัทได้บอกเลิกสัญญากับ กสทช. ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2558 และได้ยื่นฟ้อง กสทช.เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 พร้อมยื่นอุทธรณ์เรียกเงินค่าเสียหายกว่า 1,134 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินค่าประมูลงวดแรกหักลบกับมูลค่าคลื่นที่ประกอบการ 1 ปี 4 เดือน ที่เหลือเป็นเงินที่ต้องได้คืน, ค่าเสียหาย ประกอบด้วย เงินเดือนพนักงาน ค่าบริหาร จัดการ เงินลงทุนต่างๆ ราว 750 ล้านบาท และดอกเบี้ย 7.5% เนื่องจาก กสทช.ผิดสัญญา บริษัทจึงยืนยันจะดำเนินคดีต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุด”
นางพันธุ์ทิพา กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดีแม้มาตรา 44 อาจไม่มีประโยชน์กับไทยทีวีทางตรง แต่ทางอ้อมสามารถใช้หลักเณฑ์ที่คณะทำงานที่กำลังพิจารณาค่าชดเชยให้กับทีวีดิจิทัลที่ต้องการคืนช่อง มาเทียบเคียงกับค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับไทยทีวีได้ สิ่งที่ต้องการรู้คือการชดเชยการคืนช่อง ที่จะออกมาช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคมนั้น แต่หากคืนช่องคาดว่าจะได้เงินชดเชย หลังประมูล 5G ในเดือนมิถุนายน 2563 ถือเป็นระยะเวลาที่นาน ทำให้เชื่อว่าผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเริ่มลังเล ไม่แน่ใจว่าจะได้เงินชดเชยเท่าไร ดังนั้นกสทช. ควรที่จะใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ. (กองทุน กทปส.) ออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการภายใน 3 เดือน เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่ต่อได้ อย่างไรก็ดีจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล พบว่ามีผู้สนใจที่จะคืนช่อง 3 ช่อง แต่การตัดสินใจคืนช่องยังต้องรอดูกสทช. และคณะอนุกรรมการฯ ต่อไป






