svasdssvasds

“มัดมือชก”ค่ายา-ค่ารักษาพยาบาล ทางเลือกที่ไม่มีสิทธิ์เลือก

01 มี.ค. 2562 เวลา 7:55 น. 1.3k

นางสาวปิยาพัชร ทับอินทร์ นิติกร สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ออกบทความเรื่อง  “มัดมือชก”ค่ายา-ค่ารักษาพยาบาล ทางเลือกที่ไม่สิทธิ์เลือก 

ในโลกของการแข่งขันทางการค้าไม่อาจมีใครปฏิเสธได้ว่าการสร้าง “กำไร” ย่อมเป็นเป้าหมายสูงสุดของผู้ประกอบการ แต่จะดีกว่าหรือไม่หากกำไรที่สร้างมานั้นเกิดจากการแข่งขันที่อยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมและความเป็นธรรมทางการค้า โดยการให้ “โอกาส” แห่ง “ทางเลือก” ในสิ่งที่จำเป็น เพิ่มโอกาสในการเลือกให้มีมากยิ่งขึ้น โดยไม่ “มัดมือชก” หรือให้ทางเลือกที่ไม่มีสิทธิ์เลือก

เป็นที่ทราบกันดีว่าโครงสร้างประชากรในหลายประเทศได้ถูกเปลี่ยนไปสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างรวดเร็ว จากตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ. 2564 ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว (Super-Aged Society) โดยในอีก 4 ปีข้างหน้าตัวเลขของประชากรวัยชราจะมีมากขึ้นถึง 13.5  ล้านคนหรือประมาณ 20% ของประชากรทั้งหมด นอกจากอายุของประชากรที่แปรผันโดยตรงต่อความต้องการบริการรักษาพยาบาลแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นอีก

หลายประการที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น โรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งที่เป็นโรคที่เคยรู้จักและไม่เคยรู้จักมาก่อน อันเนื่องมาจากมลภาวะที่เป็นพิษทางอากาศ (Toxic Society) หรืออาหารการกินก็ตาม ซึ่งปัจจัยดังกล่าวยิ่งตอกย้ำให้ความต้องการบริการด้านการรักษาพยาบาลมีเพิ่มมากขึ้น

ในปี พ.ศ. 2560 ปรากฏว่าจำนวนสถานพยาบาลทุกประเภททั่วประเทศมีทั้งสิ้นประมาณ 35,383 แห่ง โดยเป็น (1) สถานพยาบาลของรัฐขั้นปฐมภูมิ (รักษาผู้ป่วยนอก) ซึ่งประกอบด้วย 1) สถานีอนามัย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ร้อยละ 31.4 2) สถานพยาบาลของเอกชนประเภทโรงพยาบาลและคลินิกในพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ร้อยละ 64.9 (2) สถานพยาบาลระดับทุติยภูมิ (รักษาผู้ป่วยใน) ได้แก่โรงพยาบาลขนาดใหญ่

ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร้อยละ 2 (3) สถานพยาบาลระดับตติยภูมิ (โรงพยาบาล/ ศูนย์รักษาโรคเฉพาะทาง) ร้อยละ 1.7 โดยเป็นโรงพยาบาลของรัฐทั้งสิ้น 294 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 45.9 นอกนั้นเป็น

โรงพยาบาลเอกชนมากถึง 343 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 54.1  (ภาพที่ 1)

 

ภาพที่ 1 จำนวนสถานพยาบาลประเภทต่าง ๆของรัฐและเอกชนในปี 560 Screen Shot 2562-02-28 at 17.34.44

เมื่อพิจารณาอัตราการเติบโตของโรงพยาบาลเอกชนในช่วงระยะเวลา 5 ปี พบว่ามีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านของจำนวนโรงพยาบาลและจำนวนเตียงผู้ป่วย โดยในช่วงปี พ.ศ.2555-2560 ภาพรวมโรงพยาบาลเอกชนมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.1 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณร้อยละ 1.62 ต่อปี และในส่วนของจำนวนเตียงของโรงพยาบาลเอกชนโดยภาพรวมมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.4 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ ร้อยละ 2.5 ต่อปี

จากการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์การเติบโตของกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาลในเชิงโครงสร้างการประกอบธุรกิจแล้ว พบว่า กลยุทธ์การขยายตัวของธุรกิจโรงพยาบาล ส่วนหนึ่งเป็นการควบรวมกิจการ (M&A) โดยการ “เข้าซื้อกิจการ” (Takeover) และ “ซื้อหุ้น” (Stock acquisition) ปัจจุบันมีการขยายตัวอย่างรวดเร็วไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง แบบครบวงจรในแต่ละห่วงโซ่ซัพพลาย ในลักษณะที่เรียกว่า “Healthcare Supply Chain” เพื่อต่อจิกซอร์ระบบธุรกิจที่เกี่ยวข้องให้เป็น

“Big Conglomerate” ที่สยายปีกแผ่กว้างไปยังธุรกิจทั้งแนวนอนและแนวดิ่งตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เช่น ธุรกิจโรงพยาบาล ธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาและน้ำเกลือ การสร้างบริษัทในเครือให้ดูแลธุรกิจการกระจายสินค้าและการขนส่ง  นอกจากนี้ ยังมีการสร้างธุรกิจที่เป็นส่วนสนับสนุนทางการแพทย์ เช่น บริการวิศวกรรมการแพทย์ ตรวจวิเคราะห์ห้องปฏิบัติการ (Lab) และสุดท้ายได้แก่การดำเนินธุรกิจร้านขายยา จะเห็นได้ว่า การเติบโตในลักษณะดังกล่าวนำไปสู่ความได้เปรียบต่อขนาดหรือความได้เปรียบในเชิงแข่งขัน แต่ในอีกมุมหนึ่งต้องไม่ลืมว่าโครงสร้างการเติบโตดังกล่าวได้สะท้อน  “ความเป็นใหญ่” หรือการมีอำนาจตลาด (Market Power) ในตลาดอีกทางหนึ่งด้วย

ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาพบว่าธุรกิจโรงพยาบาลในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีการเติบโตอย่างมากและในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป หมากการเดินเกมส์ของกลุ่มโรงพยาบาลรายใหญ่ทั้งหลายที่ตบเท้ารุกพื้นที่ในหัวเมืองต่างๆกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

เพื่อมุ่งสู่การเติบโตเป็น “พี่ใหญ่”ในจังหวัดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่สำคัญๆ เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา  ขอนแก่น อุดรธานี ชลบุรี(พัทยา) สงขลา(หาดใหญ่)  ภูเก็ต ฯลฯ และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความเป็นใหญ่นำมา ซึ่งเป็นผู้นำตลาดที่มีอำนาจเหนือกว่าในการเป็นผู้กำหนดและชี้นำราคา ( Price Leader) ค่ายาค่ารักษาพยาบาลฯลฯในตลาดโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ

อย่างไรก็ตามแม้จะก้าวก่อนและได้แต้มต่อทางการค้าไปแล้ว แต่ก็ยังมีกลุ่มธุรกิจบางรายที่พร้อมจะย่องเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดด้วยกลยุทธ์การแข่งขัน “ด้านราคา” และ “ความเชื่อมั่น” ซึ่งจะช่วยดึงตลาดให้กลับเข้าสู่ภาวะการแข่งขันที่มีจริยธรรมและความเป็นธรรมได้ เช่น กรณีการเกิดขึ้นของกลุ่มธุรกิจ “Principle Healthcare” ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจโรงแรม อาคารสำนักงานและอสังหาริมทรัพย์ ที่ผันตัวมาดำเนินธุรกิจโรงพยาบาล เดินเกมส์ด้วยกลยุทธ์ที่อาศัยการ “เข้าซื้อกิจการ” และ “การเข้าซื้อหุ้น” โรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงในหัวเมืองรองต่าง ๆ เช่น สมุทรปราการ อ่างทอง นครสวรรค์ กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพื่อสร้างเครือข่ายโรงพยาบาลในหัวเมืองรองเหล่านี้

ภาพที่ 2 แสดงจำนวนโรงพยาบาลเอกชนและจำนวนเตียง ในช่วงปี 2555-2560

1212121212

 

จากข้อมูลในตลาดหลักทรัพย์เป็นที่น่าแปลกใจว่าหลังจากธุรกิจ Principal Healthcare เข้ามาดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเพียง 1 ปี ในปี 2560 ปรากฏว่ามีรายได้กว่า 1,700 ล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับที่ 15 จาก 23 บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จากการสอบถามข้อมูลทราบว่า

การแข่งขันด้าน “ราคา”เป็นตัวเอกสำคัญที่สามารถทำให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด เมื่อเปรียบเทียบค่ารักษาพยาบาลในโรคเดียวกัน เช่น การรักษาไข้หวัด โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำจะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 4,500 บาทต่อครั้ง ในขณะที่โรงพยาบาลในเครือ Principle Healthcare จะมีค่ารักษาพยาบาลเฉลี่ยเพียงแค่ประมาณ 1,500 – 2,000 บาทต่อครั้ง นอกจากนี้ในส่วนของค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน เช่น การผ่าตัดไส้ติ่ง ของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำจะมีราคาค่ารักษาเฉลี่ยอยู่ที่ 89,000 – 159,000 บาทต่อครั้ง (ไม่รวมค่าตรวจวินิจฉัยและค่ายา) ขณะที่โรงพยาบาลในเครือ Principle Healthcare มีค่ารักษาเฉลี่ยเพียงแค่ 30,000 บาทต่อครั้ง (ไม่รวมค่ายาและค่าห้องพัก) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในส่วนของราคาค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนในแบบเดียวกันนั้นมี “ส่วนต่างราคา” ที่แตกต่างกันมากกว่า “200%”

Screen Shot 2562-02-28 at 17.44.58

ในส่วนนี้ เมื่อมองในเชิงโครงสร้างราคาและภาวะการแข่งขันจึงต้องหันกลับมาตั้งคำถามว่า “เหตุไฉน ราคาในการบริการของเรื่องเดียวกันจากผู้ให้บริการในระดับเดียวกันจึงมีความแตกต่างกันมากมายถึงเพียงนี้ ?” นอกจากนี้ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำทั้งหลายที่อยู่ในตลาดมาช้านานได้ส่วนต่างกำไรที่มากมายมหาศาลขนาดนี้ได้ดูดซับเงินที่ผู้ป่วยต้องใช้เวลานานในการเก็บหอมรอมริบ แต่ต้องนำมาจ่ายเพื่อการรักษาพยาบาลที่มีความจำเป็นมาเป็นเวลานานเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แต่น่าจะนานพอที่ทำให้ ณ วันนี้กลุ่มโรงพยาบาลชั้นนำในตลาดมีรายได้ทะยานสูงเสียดฟ้าและเติบโตแบบนี้ต่อเนื่องในทุก ๆ ปี เท่านี้ก็คงจะพอตอบคำถามได้ว่าแท้จริงแล้ว การเติบโตทางรายได้ มาจาก “กำไร (ที่เกินควร)” หรือที่เรียกว่า (Excess Profit) หรือไม่

 การรักษาพยาบาล จัดเป็นบริการที่มีความจำเป็นขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ ถือเป็น “บริการจำเป็น (Necessary Services)” ที่มีความยืดหยุ่นต่อราคาต่ำ (Price Inelasticity of Demand) กล่าวคือ ไม่ว่าบริการนั้นจะมีราคาเปลี่ยนแปลงสูงขึ้นเท่าใดผู้ป่วยก็ยังจำเป็นที่จะต้องรับบริการนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของผู้ป่วยในที่ต้องซื้อยาจากโรงพยาบาลที่มีราคาแพงเพื่อนำกลับไปบำบัดโรคอย่างต่อเนื่อง กรณีนี้อาจกล่าวว่าเป็นการขายพ่วง (Tie-in Sale) ระหว่างยาและการรักษาพยาบาลซึ่งเข้าลักษณะการถูกจำกัดสิทธิ์ในการเลือกโดยธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บริการด้านการรักษาพยาบาลแตกต่างจากบริการประเภทอื่น

นอกจากนี้ ถ้าพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างรายได้และการรับบริการรักษาพบว่ามีค่าความยืดหยุ่นต่อรายได้ต่ำ (Income Inelasticity) ซึ่งบ่งชี้ว่าแม้รายได้จะลดลงแต่ผู้ป่วยก็ยังจำเป็นต้องรับการรักษาพยาบาล เพราะเป็นบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ผู้ป่วยบางรายที่มีรายได้จำกัดอาจไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่เป็นทางเลือก ยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่าผู้ป่วยจะมีสิทธิในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือประกันสังคมก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าการให้บริการของโรงพยาบาลของรัฐครอบคลุมสิทธิดังกล่าว ในบางกรณีถึงแม้มีสิทธิประกันสังคมหรือกระทั่งประกันสุขภาพก็ตาม แต่การเข้ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนนั้นผู้มีสิทธิในประกันสังคมหรือซื้อประกันสุขภาพก็ยังคงต้องจ่ายเงินในส่วนที่เกินกว่าสิทธิ์ที่ได้รับอยู่ดี

จากการสอบถามผู้ป่วยรายหนึ่งที่เคยเข้ารับการรักษาผ่าตัดไส้ติ่งในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำแห่งหนึ่ง ทราบว่า ภายหลังจากการทำการเอกซเรย์แล้วคุณหมอวินิจฉัยว่าน่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบให้เข้ารับการผ่าตัดด่วน โดยแจ้งว่าก่อนการผ่าตัดมีการประเมินค่ารักษาโดยฝ่ายการเงินอยู่ที่ 150,000 บาท ซึ่งมีการลงลายมือชื่อรับทราบไว้แล้ว หากแต่ภายหลังใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลกลับปรากฏยอดที่จะต้องจ่ายจริงให้กับโรงพยาบาลอยู่ที่ประมาณ 250,000 บาท โดยที่การผ่าตัดเสร็จสิ้นลงด้วยดีไม่มีการรักษาหรืออาการแทรกซ้อนใด ๆ แต่ทำไมต้องจ่ายเงินเพิ่มเองอีกกว่าหนึ่งแสนบาทจากสิทธิประกันสุขภาพที่ได้ทำไว้ ซึ่งท้ายที่สุดก็ต้องยอมจ่ายแบบถูก “มัดมือชก” มิฉะนั้นแล้วก็จะไม่สามารถกลับบ้านได้ ซ้ำยังอาจต้องถูกฟ้องคดีในทางแพ่งจนทำให้เสียทรัพย์มากไปกว่าเดิมอีกก็เป็นได้

ดังนั้น “ทางเลือก” ในเรื่องดังกล่าวควรต้องคำนึงถึง “ความเป็นธรรม” ในธุรกิจการรักษาพยาบาล โดยระบุรายละเอียดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้มีความชัดเจน ผู้ประกอบธุรกิจโรงพยาบาลไม่ควรกอบโกยกำไรสูงเกินควรจากบุคคลที่ไม่มีทางเลือก ซึ่งในทางการแข่งขันมองว่าการกำหนดหรือรักษาระดับราคาสูงอย่างไม่เป็นธรรม หรือสูงเกินสมควร (Unreasonable High Price) ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560

ครั้งต่อไปจะเป็นการนำภาพมุมมองในการกำกับดูแลอุตสาหกรรมธุรกิจการบริการรักษาพยาบาลในหลายประเทศทั่วโลกไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ฯลฯ มานำเสนอเพื่อความเข้าใจในมุมมองต่าง ๆ และวางแนวทางในการกำกับดูแลเรื่องดังกล่าวสำหรับประเทศไทยของเราต่อไป

“มัดมือชก”ค่ายา-ค่ารักษาพยาบาล  ทางเลือกที่ไม่มีสิทธิ์เลือก

logo-pwa

เพิ่ม Thansettakij

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด