
'คลัง' ตีกันการเมือง "ขายฝัน-ถลุงงบ" สกัด "ประชานิยม"
พรรคการเมืองสาดนโยบายประชานิยมชิงคะแนนเสียง พุ่งเป้ารัฐสวัสดิการอุ้มคนตั้งแต่เกิดยันตาย อุ้มชาวนา สัญญาประกันราคาพืชผลเกษตรยังฮิตไม่เลิก คลังตั้งการ์ดย้ำ! "เงินมีจำกัด" จี้ถามกลับ ทำได้จริงหรือ
เข้มข้นเข้ามาทุกทีกับการเดินสายหาเสียงของพรรคการเมือง ซึ่งช่วงนี้จะเห็นการงัดนโยบายลดแลกแจกแถมออกมาบรั๊ฟกันเป็นรายวัน หลัก ๆ ทุกพรรคจะพุ่งเป้าไปที่รัฐสวัสดิการ ไม่ว่าจะเป็น เบี้ยผู้ยากไร้ 800 บาทต่อเดือน ประกันรายได้แรงงาน 120,000 บาทต่อปี หรือ เกิดปั๊ปรับแสนของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่จะดูแลเด็กตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 8 ปี โดยจะจ่าย 5,000 บาท ในเดือนแรก จากนั้นจะจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เรื่อยไปจนเด็กอายุครบ 8 ขวบ ซึ่งจะรวมเป็นเงิน 100,000 บาทนั่นเอง
➣ อุ้มคนไทยเกิดยันตาย
เกทับด้วยนโยบายมารดาประชารัฐของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่จะดูแลคนไทยตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน โดยเริ่มจ่ายตั้งแต่ค่าฝากครรภ์ 3,000 บาทต่อเดือน ค่าคลอด 10,000 บาท และค่าเลี้ยงดู 2,000 บาทต่อเดือน ไปจนถึงอายุ 6 ขวบ
➣ เกทับอุดหนุนชาวนา
ขณะที่ เกษตรกรที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเองก็จะได้รับดูแลไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น นโยบายเพิ่มรายได้เกษตรกร 5,000 บาทต่อไร่ และปลดหนี้เกษตรกรของพรรคชาติไทยพัฒนา หรือ พรรคเจ้าตำนานรับจำนำข้าวอย่างเพื่อไทย (พท.) เอง ประกาศสด ๆ ร้อน ๆ ที่จะพักหนี้เกษตรกร 3 ปี ทันทีที่เข้ามา จากนั้นจะอัดเงินช่วยเหลือการผลิตอีกเกวียนละ 5,000 บาท ไม่เกิน 15 เกวียนต่อครัวเรือน เป็นเงิน 75,000 บาท ถ้าเป็นชาวนารายย่อย พื้นที่ไม่เยอะไม่เกิน 7 เกวียน เป็นเงิน 36,000 บาท
➣ เงินเหลือให้ใช้แค่แสนล้าน
ทำให้เกิดความกังวลว่า นโยบายต่าง ๆ เหล่านี้จะนำมาซึ่งภาระการคลังหรือไม่ ล่าสุด ปลัดกระทรวงการคลัง นายประสงค์ พูนธเนศ ออกมาระบุว่า การใช้เงินงบประมาณจะมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2560 กำหนดไว้อยู่แล้ว ซึ่งหากรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งครั้งนี้เข้ามาบริหารประเทศ จะมีงบกลางรองรับการใช้จ่ายด้านสวัสดิการไม่เกิน 2-3% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ที่ 3 ล้านล้านบาท หรือ ประมาณ 1 แสนล้านบาทเท่านั้น และหากโครงการใดตั้งงบประมาณสูงกว่าเกิน 1,000 ล้านบาท ต้องเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบด้วย
"อยากให้ประชาชนพิจารณาข้อเสนอนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองอย่างรอบคอบในการจัดทำรัฐสวัสดิการเพื่อดูแลประชาชน ต้องพิจารณาว่า เป็นนโยบายลงทุนไปแล้วเกิดประโยชน์ได้ระยะยาว สามารถปฏิบัติจริงได้ จับต้องได้ ใช้เงินเหมาะสมกับประโยชน์ที่เกิดขึ้น และเป็นโครงการที่จำเป็นต่อการดำรงชีพหรือไม่ เพราะหากแจกมากเกินไปอาจกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลได้"
[caption id="attachment_395966" align="aligncenter" width="500"]
➣ คลังฟันธง "ทำยาก"
ด้าน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า น่าจะเป็นเรื่องยากที่แต่ละพรรคการเมืองจะทำได้ตามนโยบายที่หาเสียงไว้ เพราะจากตัวเลขสถิติปีที่แล้ว มีคนเกิดประมาณประมาณ 6 แสนคน และเสียชีวิต 4 แสนคน หากเป็นนโยบายพรรคที่บอกว่า เกิดปั๊ปรับแสน จะต้องใช้เงินงบประมาณ 6 หมื่นล้านบาททีเดียว แม้ว่าภายใต้กรอบงบประมาณปี 2562 จะสามารถขาดดุลงบประมาณเพิ่มได้อีก แต่ถ้าจะทำงบกลางปีจะต้องเริ่มตั้งแต่เดือน พ.ย. ที่แล้ว เพื่อให้ทันใช้กลางปีนี้ แต่กว่าจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาก็น่าจะเดือน เม.ย. - พ.ค. ซึ่งก็ใกล้จะสิ้นปีงบประมาณ 2562 แล้ว จึงเชื่อว่า ปีงบประมาณ 2561 จะไม่มีงบกลางปีเหมือนที่รัฐบาลทำต่อเนื่องมา 3 ปีที่ผ่านมา
สำหรับกรอบการจัดงบประมาณปี 2562 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีไว้ที่ 3.2 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณขาดดุล 450,000 ล้านบาท แต่ภายใต้ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังภาครัฐ กำหนดเพดานการจัดทำงบประมาณขาดดุลได้ไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 3.2 ล้านล้านบาท ดังนั้น หากไม่เกิน 20% คือ 640,000 ล้านบาท บวกกับ 80% ของงบชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย ที่มี 87,000 ล้านบาท สัดส่วน 80% คือ 70,000 ล้านบาท
ดังนั้น เพดานการขาดดุลงบประมาณปี 2563 ทำได้สูงสุด คือ 710,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบัน ได้ขาดดุลงบประมาณไปแล้ว 450,000 ล้านบาท จึงยังเหลือวงเงินขาดดุลได้อีก 260,000 ล้านบาท แต่โดยปกติจะไม่ทำขาดดุลแบบเต็มเพดาน เพราะหากรายได้ที่ตั้งไว้ 2.75 ล้านล้านบาท พลาดเป้า จะทำให้วงเงินการขาดดุลงบประมาณเกินเพดานที่กฎหมายกำหนดทันที
[caption id="attachment_395968" align="aligncenter" width="356"]
➣ นโยบายเดียวควักเกลี้ยง
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการ สศค. เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ปัจจุบัน มีผู้สูงอายุ 11 ล้านคน โดยเป็นผู้สูงอายุที่ขึ้นทะเบียนรับเบี้ยผู้สูงอายุ 9 ล้านคน หากคิดการจ่ายเงินที่ 600 บาทต่อคน เป็นเงินงบประมาณ 70,000 ล้านบาทต่อปี หากพรรคการเมืองที่มีนโยบายเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุจาก 600 บาท เป็น 1,000 บาท ภาระงบประมาณจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว หรือเกือบ 140,000 ล้านบาทต่อปี หรือถ้าเพิ่มเป็น 1,800 บาท ก็คูณทบเข้าไปได้เลยว่าจะใช้เงินมากน้อยแค่ไหน
"สศค. ยังไม่ได้ประเมินว่า นโยบายต่าง ๆ จะทำให้เกิดภาระการคลังมากน้อยแค่ไหน เพราะเราเองก็ยังไม่ชัดเจนว่า พรรคไหนที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลก็คงต้องรอหลังเลือกตั้ง"
……………….
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,448 วันที่ 28 ก.พ. - 2 มี.ค. 2562 หน้า 01-02
ข่าวที่เกี่ยวข้อง :
● เลือกตั้ง 24 มี.ค. 62 ต้องตัดตอน 'ประชานิยม'
● ทางออกนอกตำรา : 'ประยุทธ์นิยม' ปะทะ 'ประชานิยม'






