
สสว.ติดอาวุธ SME พัฒนา SME Knowledge Center กรุยทางเจาะตลาดผลไม้จีน
สสว.ผุดกิจกรรมอบรมสัมนา เจาะตลาดผลไม้ไทยไปจีน: ศักยภาพผลไม้ไทยในตลาดจีน พร้อมพัฒนาองค์ความรู้สำหรับเอสเอ็มอี ส่งเสิรมตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจจนถึงต่อยอดสู้ระดับสากล
รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมอบรมสัมนา ในหัวข้อ “เจาะตลาดผลไม้ไทยไปจีน: ศักยภาพผลไม้ไทยในตลาดจีน” ภายใต้งานพัฒนาองค์ความรู้สำหรับ SME (Knowledge Center) เพื่อส่งเสริมและให้ความรู้กับผู้ประกอบการตั้งแต่การเริ่มก่อตั้งธุรกิจจนถึงระดับที่สามารถต่อยอดสู่สากล
สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อติดอาวุธ ให้ SME ไทย ก้าวไปสู่ตลาดสากลที่ทันสมัย Modernization ด้วย “SPEED” หรือกลยุทธ์ 5 หลักปฏิบัติ คือ S - SMART ฉลาดรอบรู้ P - Proactive ทำงานในเชิงรุกE - Efficiency ทำงานมีประสิทธิภาพ E - Exclusive มีความพิเศษเฉพาะตัว และ D - Digitalization ปรับกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล การที่ผู้ประกอบการ SME จะสามารถเข้าสู่ตลาดการค้าโลกได้นั้น มีความจำเป็นที่ต้องเข้าใจตลาดเป็นอย่างมาก เพื่อให้ผู้ประกอบการทางภาคเหนือตอนล่างได้เข้าใจวิธีการเข้าสู่ตลาดส่งออกผลไม้ไปจีนSMEKNOWLEDGE CENTER ได้จัดเตรียมข้อมูลเชิงลึกและศึกษาทิศทางการดำเนินธุรกิจในจีนเพื่อให้การเข้าสู่ตลาดจีนมีประสิทธิภาพมากที่สุด จีนเป็นตลาดส่งออกผลไม้ที่สำคัญของไทย
ทั้งนี้ หลังจากการเปิดเสรีการค้าผักและผลไม้ตามพิกัดอัตราศุลกากรหมวดที่ 07-08 ระหว่างไทย-จีนในกรอบ FTA ASEAN- จีน ซึ่งเริ่มมีผลในทางปฏิบัติตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม 2003 เป็นต้นมาได้ส่งผลให้มีการขยายการค้าสินค้า ผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ด้วยจำนวนประชากรและเศรษฐกิจของประเทศจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์อย่างมากจากการส่งผลไม้เมืองร้อนมายังตลาดจีน จากสถิติตัวเลขการนำเข้าผลไม้ไทย ปัจจุบันรัฐบาลจีนอนุญาตให้ผลไม้ไทยนำเข้าได้จำนวน 23ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย กล้วยไข่ ลิ้นจี่ มะพร้าว มะละกอ มะเฟือง มะม่วง ฝรั่ง ชมพู่ เงาะ สับปะรด ละมุด เสาวรส น้อยหน่า มะขาม ขนุน สละ ลองกอง ส้มเขียวหวาน ส้ม ส้มโอ ตามลำดับ
“ผลไม้ที่ผู้บริโภคชาวจีนนิยมบริโภคมาก ได้แก่ ทุเรียน มังคุดลำไย กล้วยไข่ ชมพู่ทับทิมจันทร์ มะม่วงน้ำดอกไม้ เงาะโรงเรียน ส้มโอ มะขามหวาน เป็นต้น นอกจากนี้ผลไม้แปรรูป เช่น ลำไยอบแห้ง ทุเรียนทอดกรอบ/อบกรอบ กล้วยอบกรอบ ขนุนอบกรอบ สับปะรดอบกรอบและมะขามหวานแกะเมล็ด เป็นต้น ก็ได้รับความนิยมจาก ผู้บริโภคชาวจีนเช่นกัน”
ด้านช่องทางการนำเข้าผลไม้ไทยสู่ตลาดจีนส่วนใหญ่จะนำเข้าผ่านทาง ฮ่องกง - เซินเจิ้น -กวางโจว เนื่องจากการดำเนินพิธีศุลกากรในช่องทางนี้มีความสะดวก รวดเร็วและเสียค่าใช้จ่ายน้อย หลังจากนั้นผลไม้ไทยจะถูกนำมาที่ตลาดกลางผลไม้เจียงหนาน แล้วจึงกระจาย ไปยังมณฑลและเมืองอื่นๆ ของจีนต่อไป ทั้งนี้รูปแบบการซื้อ-ขายผลไม้ไทยในตลาดกลาง ผลไม้เจียงหนานยังคงใช้ระบบการฝากขาย(Consignment) ซึ่งเป็นวิธีการค้าที่มีมาแต่ดั้งเดิมและต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าจีน โดยจะไม่มีการเปิด L/Cจากนั้น ผู้นำเข้าจะนำผลไม้ไปขายต่อให้กับพ่อค้าจีนตามเมืองต่างๆ และขยายโอกาสทางการค้าของผลไม้ไทยในตลาดจีน สิ่งที่ต้องดำเนินการในช่วงแรกคือ การประชาสัมพันธ์ให้ชาวจีนรับรู้ถึงคุณภาพของผลไม้ไทยอย่างกว้างขวาง ให้ความรู้ในวิธีการบริโภคและสารอาหารที่มีคุณประโยชน์แก่ผู้บริโภคชาวจีน ตลอดจนการถนอมคุณภาพผลไม้ไทยแก่ผู้นำเข้าชาวจีน อย่างไรก็ตามภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุน ผู้ส่งออกผลไม้ไทยเข้ามาค้าขายในประเทศจีนอย่างเป็นระบบและเป็นมาตรฐานสากล คือ สามารถเป็นผู้นำเข้า ทำการตลาด และบริหารจัดการได้เองทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ผู้ส่งออกผลไม้ไทยจะต้องจัดทำเอกสารหลักฐานประกอบการนำเข้าของผู้ประกอบการชาวจีนให้ถูกต้อง ชัดเจนและต้องหมั่นติดตามตรวจสอบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกฎระเบียบ ข้อบังคับของรัฐบาลจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
“สสว.คาดหวังว่า คลังข้อมูลองค์ความรู้สำหรับผู้ประกอบการ หรือ SME Knowledge Center นี้ จะเป็นศูนย์รวมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือให้คำปรึกษาธุรกิจด้านตลาด โดยเฉพาะตลาดส่งออกสินค้าไปจีน หรือด้านอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการมีความต้องการ โดยคาดว่ามีผู้เข้ารับการพัฒนาองค์ความรู้ตลอดทั้งปี 2562 ไม่น้อยกว่า 4,000 ราย และได้รับความรู้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ซึ่งคาดว่าในปีแรกนี้ จำนวนการเข้าใช้บริการคลังข้อมูลองค์ความรู้ ไม่น้อยกว่า200,000 ครั้ง โดย ในงาน เจาะตลาดผลไม้ไทยไปจีน: ศักยภาพผลไม้ไทยในตลาดจีน ผู้ประกอบการหรือผู้สนใจทำธุรกิจของตนเอง จะสามารถต่อยอดความเข้าใจจากเนื้อหาดังกล่าวและใช้ศูนย์ความรู้ SME Knowledge Center เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ในการเข้าสู่ตลาดจีนอย่างมีความพร้อม มีระบบและมีมาตรฐาน”
รายงานข่าวจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า สสว.ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมอบรมสัมนา ในหัวข้อ “เจาะตลาดผลไม้ไทยไปจีน: ศักยภาพผลไม้ไทยในตลาดจีน” ภายใต้งานพัฒนาองค์ความรู้สำหรับ SME (Knowledge Center) เพื่อส่งเสริมและให้ความรู้กับผู้ประกอบการตั้งแต่การเริ่มก่อตั้งธุรกิจจนถึงระดับที่สามารถต่อยอดสู่สากล
สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อติดอาวุธ ให้ SME ไทย ก้าวไปสู่ตลาดสากลที่ทันสมัย Modernization ด้วย “SPEED” หรือกลยุทธ์ 5 หลักปฏิบัติ คือ S - SMART ฉลาดรอบรู้ P - Proactive ทำงานในเชิงรุกE - Efficiency ทำงานมีประสิทธิภาพ E - Exclusive มีความพิเศษเฉพาะตัว และ D - Digitalization ปรับกระบวนการทำงานสู่ระบบดิจิทัล การที่ผู้ประกอบการ SME จะสามารถเข้าสู่ตลาดการค้าโลกได้นั้น มีความจำเป็นที่ต้องเข้าใจตลาดเป็นอย่างมาก เพื่อให้ผู้ประกอบการทางภาคเหนือตอนล่างได้เข้าใจวิธีการเข้าสู่ตลาดส่งออกผลไม้ไปจีนSMEKNOWLEDGE CENTER ได้จัดเตรียมข้อมูลเชิงลึกและศึกษาทิศทางการดำเนินธุรกิจในจีนเพื่อให้การเข้าสู่ตลาดจีนมีประสิทธิภาพมากที่สุด จีนเป็นตลาดส่งออกผลไม้ที่สำคัญของไทย
ทั้งนี้ หลังจากการเปิดเสรีการค้าผักและผลไม้ตามพิกัดอัตราศุลกากรหมวดที่ 07-08 ระหว่างไทย-จีนในกรอบ FTA ASEAN- จีน ซึ่งเริ่มมีผลในทางปฏิบัติตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม 2003 เป็นต้นมาได้ส่งผลให้มีการขยายการค้าสินค้า ผักและผลไม้เพิ่มขึ้น ด้วยจำนวนประชากรและเศรษฐกิจของประเทศจีนที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์อย่างมากจากการส่งผลไม้เมืองร้อนมายังตลาดจีน จากสถิติตัวเลขการนำเข้าผลไม้ไทย ปัจจุบันรัฐบาลจีนอนุญาตให้ผลไม้ไทยนำเข้าได้จำนวน 23ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลำไย กล้วยไข่ ลิ้นจี่ มะพร้าว มะละกอ มะเฟือง มะม่วง ฝรั่ง ชมพู่ เงาะ สับปะรด ละมุด เสาวรส น้อยหน่า มะขาม ขนุน สละ ลองกอง ส้มเขียวหวาน ส้ม ส้มโอ ตามลำดับ
“ผลไม้ที่ผู้บริโภคชาวจีนนิยมบริโภคมาก ได้แก่ ทุเรียน มังคุดลำไย กล้วยไข่ ชมพู่ทับทิมจันทร์ มะม่วงน้ำดอกไม้ เงาะโรงเรียน ส้มโอ มะขามหวาน เป็นต้น นอกจากนี้ผลไม้แปรรูป เช่น ลำไยอบแห้ง ทุเรียนทอดกรอบ/อบกรอบ กล้วยอบกรอบ ขนุนอบกรอบ สับปะรดอบกรอบและมะขามหวานแกะเมล็ด เป็นต้น ก็ได้รับความนิยมจาก ผู้บริโภคชาวจีนเช่นกัน”
ด้านช่องทางการนำเข้าผลไม้ไทยสู่ตลาดจีนส่วนใหญ่จะนำเข้าผ่านทาง ฮ่องกง - เซินเจิ้น -กวางโจว เนื่องจากการดำเนินพิธีศุลกากรในช่องทางนี้มีความสะดวก รวดเร็วและเสียค่าใช้จ่ายน้อย หลังจากนั้นผลไม้ไทยจะถูกนำมาที่ตลาดกลางผลไม้เจียงหนาน แล้วจึงกระจาย ไปยังมณฑลและเมืองอื่นๆ ของจีนต่อไป ทั้งนี้รูปแบบการซื้อ-ขายผลไม้ไทยในตลาดกลาง ผลไม้เจียงหนานยังคงใช้ระบบการฝากขาย(Consignment) ซึ่งเป็นวิธีการค้าที่มีมาแต่ดั้งเดิมและต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างผู้ส่งออกไทยและผู้นำเข้าจีน โดยจะไม่มีการเปิด L/Cจากนั้น ผู้นำเข้าจะนำผลไม้ไปขายต่อให้กับพ่อค้าจีนตามเมืองต่างๆ และขยายโอกาสทางการค้าของผลไม้ไทยในตลาดจีน สิ่งที่ต้องดำเนินการในช่วงแรกคือ การประชาสัมพันธ์ให้ชาวจีนรับรู้ถึงคุณภาพของผลไม้ไทยอย่างกว้างขวาง ให้ความรู้ในวิธีการบริโภคและสารอาหารที่มีคุณประโยชน์แก่ผู้บริโภคชาวจีน ตลอดจนการถนอมคุณภาพผลไม้ไทยแก่ผู้นำเข้าชาวจีน อย่างไรก็ตามภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุน ผู้ส่งออกผลไม้ไทยเข้ามาค้าขายในประเทศจีนอย่างเป็นระบบและเป็นมาตรฐานสากล คือ สามารถเป็นผู้นำเข้า ทำการตลาด และบริหารจัดการได้เองทั้งระบบตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ผู้ส่งออกผลไม้ไทยจะต้องจัดทำเอกสารหลักฐานประกอบการนำเข้าของผู้ประกอบการชาวจีนให้ถูกต้อง ชัดเจนและต้องหมั่นติดตามตรวจสอบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกฎระเบียบ ข้อบังคับของรัฐบาลจีนอย่างต่อเนื่อง เพื่อจะได้สามารถปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง
“สสว.คาดหวังว่า คลังข้อมูลองค์ความรู้สำหรับผู้ประกอบการ หรือ SME Knowledge Center นี้ จะเป็นศูนย์รวมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือให้คำปรึกษาธุรกิจด้านตลาด โดยเฉพาะตลาดส่งออกสินค้าไปจีน หรือด้านอื่นๆ ที่ผู้ประกอบการมีความต้องการ โดยคาดว่ามีผู้เข้ารับการพัฒนาองค์ความรู้ตลอดทั้งปี 2562 ไม่น้อยกว่า 4,000 ราย และได้รับความรู้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ซึ่งคาดว่าในปีแรกนี้ จำนวนการเข้าใช้บริการคลังข้อมูลองค์ความรู้ ไม่น้อยกว่า200,000 ครั้ง โดย ในงาน เจาะตลาดผลไม้ไทยไปจีน: ศักยภาพผลไม้ไทยในตลาดจีน ผู้ประกอบการหรือผู้สนใจทำธุรกิจของตนเอง จะสามารถต่อยอดความเข้าใจจากเนื้อหาดังกล่าวและใช้ศูนย์ความรู้ SME Knowledge Center เพื่อก้าวสู่ความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ในการเข้าสู่ตลาดจีนอย่างมีความพร้อม มีระบบและมีมาตรฐาน”






