
เนอวานา ไดอิ ลุยตลาดแพงเต็มสูบ งัดกลยุทธ์”บลูโอเชี่ยน” ตีตลาดภูธร
เนอวานา ไดอิ เดินหน้าโมเดล พัฒนาโครงการบนที่ดินพาร์ทเนอร์ กระจายเสี่ยงตลาดคอนโดฯนักลงทุนชะลอตัว ส่งผลตลาดแนวราบแข่งดุ ที่ดินหายาก พร้อมผุดธุรกิจใหม่ อาคารจอดรถ ประเดิมโครงการแรกซ.เฉยพ่วง
นายศรศักดิ์ สมวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยถึงแนวโน้มของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2562 ว่าไม่ได้สดใสมากนัก เพราะทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ยังไม่ได้มีการขยายตัวในอัตราที่สูง ขณะเดียวกัน มีปัจจัยลบมากระทบตลาดรวมหลายอย่าง โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้น กฎระเบียบในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับ พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้วย จึงเชื่อว่าตลาดคอนโดมิเนียมในกลุ่มนักลงทุนจะหดตัวมากกว่า 20% ส่งผลให้ผู้พัฒนาหนีตลาดดังกล่าว ลงมาแข่งขันในตลาดแนวราบระดับบนกันมากขึ้น เพราะเป็นเรียลดีมานด์ ได้รับผลกระทบน้อยสุด ทั้งกลุ่มบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ราคาแพง ซึ่งยังคงมีความต้องการของผู้บริโภค และยังสามารถเติบโตได้ในอัตราที่ดิน แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อจะทำให้เกิดการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้น โดยเฉพาะจะเกิดการแย่งชิงเรื่องที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัด
บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนาธุรกิจบนแนวคิดใหม่ รับสร้างบ้านและบริหารการขาย (Turnkey Solutions) ร่วมกับเจ้าของที่ดินหรือพาร์ทเนอร์ ซึ่งแตกต่าง และมีความน่าสนใจกว่าการร่วมทุน เนื่องจาก ช่วยลดข้อจำกัดในการหาที่ดินเพื่อพัฒนา แต่จะใช้ที่ดินเดิมของพาร์ทเนอรซึ่งมีศักยภาพทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด์พัฒนาโครงการในรูปแบบของเนอวานา ซึ่งขณะนี้เริ่มดำเนินการแล้ว 1 โปรเจ็กต์ ในทำเลโดดเด่นของจังหวัดอุดรธานี ติดหนองประจักษ์ ภายใต้ชื่อ Nirvana Beyone อุดรธานี ล่าสุดได้รับการตอบรับอย่างดีจากคนในพื้นที่ มียอดขายรวม 9 หลัง จากจำนวน 40 หลังที่จะเริ่มก่อสร้างและเปิดขายอย่างเป็นทางการในช่วงปลายไตรมาสแรกของปีนี้ ในราคาขายเริ่มต้น 29 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างการเจรจากับพาร์ทเนอร์รายอื่นๆอีกหลายราย ในทำเลที่สนใจ เช่น ภูเก็ต ศรีราชา(ชลบุรี) โคราช เชียงใหม่ และขอนแก่น เป็นต้น
"ปัญหาของอสังหาฯไทย คือ ผู้พัฒนาต้องเป็นทั้งดีเวลลอปเปอร์ และเทรดดิ้งหาซื้อที่ดิน แม้พอจะหาซื้อที่กันได้ แต่กลับไม่ได้อยู่ในทำเลที่ดี ต่างจากการเข้าไปรับสร้างบ้านบนที่ดินที่ไพร์ม เป็นกลยุทธ์บลูโอเชี่ยนของเรา ที่จะขยายธุรกิจโดยไม่ต้องหาที่ดินเอง เจ้าของได้ค่าที่ดิน เราได้ค่าบ้าน "
นอกจากนี้ บริษัทยังต้องการขยายสัดส่วนของรายได้รวม มาสู่ธุรกิจสร้างรายได้ประจำ ควบคู่กับการพัฒนาโครงการเพื่อขายเช่นกัน โดยกำลังดำเนินการในส่วนธุรกิจอาคารจอดรถ (Park&Line) เพื่อตอบโจทย์ปัญหาที่จอดรถไม่เพียงพอในเมืองหลวง ซึ่งคนทำงานบางส่วนต้องการจอดรถทิ้งไว้เพื่อต่อระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ แต่มีข้อจำกัดถึงสถานที่ โดยธุรกิจดังกล่าว ใช้เงินทุนไม่สูง แต่รายได้ดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างในโปรเจ็กต์แรก บนที่ดินเช่า เนื้อที่ 2 ไร่ ซ.เฉยพ่วง วิภาวดี-รังสิต จำนวน 2 อาคาร รองรับที่จอดรถอาคารละ 350 คัน รวมทั้งสิ้น 700 คัน คาดจะมีรายได้เข้ามางวดแรกในช่วงเดือนเมษายนนี้ ขณะที่เป้าหมายระยะยาว ตั้งงบลงทุนในธุรกิจดังกล่าว 40-50 ล้านบาทต่อปี ซึ่งปีหน้าจะเห็นความชัดเจนในโครงการอื่นๆตามมา เพื่อผลักดันให้บริษัทมีรายได้จากธุรกิจสร้างรายได้ประจำอยู่ที่ 20-30% ต่อปี
ขณะที่แผนการดำเนินธุรกิจ ปี 2562 นั้น บริษัทมีแผนลงทุน 1.7 หมื่นล้านบาท เปิดโครงการใหม่ 11 โครงการ ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการบ้านเดี่ยว 7 โครงการ ทาวน์เฮ้าส์ 1 โครงการ และคอนโดมิเนียม 3 โครงการ ทั้งมีแบรนด์เก่าและแบรนด์ใหม่ อย่างคอนโดฯโครงการ The Most by Nirvana ย่านอิสรภาพและประชาชื่น ราคาขาย 2-6 ล้านบาท/ยูนิต ส่วนโครงการแนวราบจะมี 2 แบรนด์ใหม่ คือ แบรนด์ Nirvana ELEMENT ราคาขาย 8-15 ล้านบาท เจาะทำเลย่านบางนาและกรุงเทพกรีฑาขณะที่แบรนด์ Nirvana COLLECTION เป็นโครงการบ้านหรูระดับราคา 40-90 ล้านบาท อยู่ระหว่างการเตรียมพัฒนา
ทั้งนี้ ปี 2562 บริษัท ตั้งเป้ายอดขายเติบโตกว่า 100% จาก 2.6 พันล้านบาทเมื่อปี 2561 ที่มากกว่า 5.2 พันล้านบาท ส่วนเป้ารายได้ อยู่ที่ 4.2 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากยอดโอนของโครงการคอนโดมิเนียมหรู บันยันทรีเรสซิเดนซ์ ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพ (Banyan Tree Residences RiversideBangkok) จำนวน 2.5 พันล้านบาท และโครงการแนวราบอีกบางส่วน
นอกจากนี้ บริษัทยังต้องการขยายสัดส่วนของรายได้รวม มาสู่ธุรกิจสร้างรายได้ประจำ ควบคู่กับการพัฒนาโครงการเพื่อขายเช่นกัน โดยกำลังดำเนินการในส่วนธุรกิจอาคารจอดรถ (Park&Line) เพื่อตอบโจทย์ปัญหาที่จอดรถไม่เพียงพอในเมืองหลวง ซึ่งคนทำงานบางส่วนต้องการจอดรถทิ้งไว้เพื่อต่อระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ แต่มีข้อจำกัดถึงสถานที่ โดยธุรกิจดังกล่าว ใช้เงินทุนไม่สูง แต่รายได้ดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างในโปรเจ็กต์แรก บนที่ดินเช่า เนื้อที่ 2 ไร่ ซ.เฉยพ่วง วิภาวดี-รังสิต จำนวน 2 อาคาร รองรับที่จอดรถอาคารละ 350 คัน รวมทั้งสิ้น 700 คัน คาดจะมีรายได้เข้ามางวดแรกในช่วงเดือนเมษายนนี้ ขณะที่เป้าหมายระยะยาว ตั้งงบลงทุนในธุรกิจดังกล่าว 40-50 ล้านบาทต่อปี ซึ่งปีหน้าจะเห็นความชัดเจนในโครงการอื่นๆตามมา เพื่อผลักดันให้บริษัทมีรายได้จากธุรกิจสร้างรายได้ประจำอยู่ที่ 20-30% ต่อปี
ทั้งนี้ ปี 2562 บริษัท ตั้งเป้ายอดขายเติบโตกว่า 100% จาก 2.6 พันล้านบาทเมื่อปี 2561 ที่มากกว่า 5.2 พันล้านบาท ส่วนเป้ารายได้ อยู่ที่ 4.2 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากยอดโอนของโครงการคอนโดมิเนียมหรู บันยันทรีเรสซิเดนซ์ ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพ (Banyan Tree Residences RiversideBangkok) จำนวน 2.5 พันล้านบาท และโครงการแนวราบอีกบางส่วน






