
ผ่าทางตัน "อนาคตชาวนาไทย" ได้จริงหรือ?
ปมร้อน "ชาวนาไทย" แบกสารพัดปัญหาหนี้สิน ที่ดิน แรงงานขาดแคลน สมาคมชาวนาฯ ผ่าทางตัน ชำแหละแก้ปัญหายั่งยืน อย่าล็อกสเปกปลูกข้าวพร้อมกันทั่วประเทศ ยกเลิกนาปี-นาปรัง ชง ธ.ก.ส. ทำเพื่อเกษตรกรอย่าซ้ำเติมเป็นหนี้ไม่รู้จบ-อาชีพชาวนาได้สิทธิ์ซื้อน้ำมัน-ปุ๋ยพิเศษ
นายเดชา นุตาลัย กรรมการสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ปัญหาเรื่องข้าวและการจัดการข้าวครบวงจร เริ่มจากการการปลูกข้าวในแต่ละรุ่นของชาวนา กรมส่งเสริมการเกษตรบังคับให้ขึ้นทะเบียน ให้ตรงล็อก เช่น จะต้องหว่านข้าว วันที่ 1 พ.ค. จึงจะขึ้นทะเบียนได้และเป็นฤดูนาปี ชาวนาที่หว่านข้าว 1 พ.ย. เป็นต้นไป เป็นฤดูนาปรัง จึงเป็นสาเหตุอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ราคาตกต่ำ เนื่องจากว่า ชาวนาทุกคนจะต้องหว่านข้าวให้ตรงล็อก แล้วเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ข้าวก็จะออกพร้อมหรือใกล้เคียงกัน จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ
"แนวทางในการแก้ไข ควรเปิดโอกาสให้ชาวนาขึ้นทะเบียนได้ทุกช่วง ยกเลิกคำว่า นาปรังและนาปี โดยใช้คำว่า ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เมื่อใครสะดวกจะทำเมื่อใด ใครสะดวกจะหว่านข้าวก็ให้หว่านได้ทันที การเก็บเกี่ยวจะไม่พร้อมกัน ทำให้ราคาไม่ตกต่ำ และปัญหาในการจ้างแรงงานก็จะไม่ค่อยมี เนื่องจากไม่มีการแย่งแรงงานกัน เพราะทำนาไม่ตรงกัน ส่วนประเด็นที่รัฐบาลควรส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเองแบบครบวงจร โดยให้รัฐบาลส่งเสริม เช่น พื้นที่นาข้าว 500 ไร่ รัฐบาลสร้างโรงสีให้ 1 โรงสี ซึ่งจะเสียเงินน้อยกว่าการช่วยเหลือแบบเดิม ๆ แล้ว ให้ชาวนารวมกลุ่มทำแบรนด์ข้าวของตัวเองส่งขาย หากชาวนาทำได้ 50% ของจำนวนข้าวเปลือกทั้งหมด ข้าวเปลือกในท้องตลาดก็จะหายไปและจะยกระดับราคาเองโดยอัตโนมัติ
แต่หากกรณีชาวนาสีแปรข้าวสารขายเอง ก็ให้รัฐบาลทำโครงการซื้อข้าวสารจากชาวนา (เดิมทีรัฐบาลมีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก แล้วไปจ้างโรงสีสีขาว แต่หากทำตามวิธีการนี้ รัฐบาลไม่ต้องจ้างโรงสีสีข้าว เพราะชาวนาสีข้าวสารให้แล้วรัฐบาลเป็นเพียงผู้หาตลาดเท่านั้น) และสิ่งที่ได้จากการสีข้าว เช่น แกลบ รำ ปลายข้าว ก็ส่งเสริมให้ชาวนาเลี้ยงสัตว์ไว้ในครัวเรือน เช่น เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เป็นต้น จะสร้างรายได้เสริมให้แก่ชาวนา เนื่องจากมีส่วนเหลือจากการสีข้าวเป็นอาหารอยู่แล้ว
สำหรับปัญหาในการเผาฟางข้าวสร้างมลภาวะทางอากาศที่เป็นมลพิษ แนวทางแก้ไข รัฐบาลต้องส่งเสริมให้ชาวนาเก็บฟางไว้เพื่อจำหน่าย โดยรัฐอุดหนุนพื้นที่ 500 ไร่ ให้มีรถไถและรถอัดฟาง 1 คัน ให้ชาวนานำฟางข้าวนั้นไปขายและให้รัฐบาลรับซื้อฟางข้าวจากชาวนา หรือ รัฐบาลหาตลาดให้ อาทิ ต้นทุนการผลิต เช่น ต้นทุนน้ำมัน ต้นทุนปุ๋ย เคมีภัณฑ์ รวมถึงค่าเก็บเกี่ยว ควรให้ชาวนามีสิทธิ์ในการซื้อน้ำมันในราคา 75% ของท้องตลาด ปุ๋ยเคมี และเคมีภัณฑ์ รัฐควรเข้าไปควบคุม เช่น ควรเข้าไปดูต้นทุนการผลิต ว่า ตกกระสอบละเท่าไหร่ และไม่ควรเอากำไรเกินกว่ากระสอบละ 100 บาท (เช่น ต้นทุน 300 ควรขายไม่เกิน 400 บาทต่อ 1 กระสอบ)
นายเดชา กล่าวว่า เรื่องปัญหาหนี้สินให้รัฐบาลควรควบคุม ธกส. และให้มีความจริงใจในการปลดหนี้เกษตรกร เช่น ชาวนาเป็นหนี้ 1 แสนบาท เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ เอาเงินต้น 1 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยไปใช้หนี้ แล้วทำสัญญากู้กลับมาใหม่ หากดอกเบี้ย 1 หมื่นบาท ชาวนาทำแบบนี้ 10 ครั้ง ดอกเบี้ยก็จะเป็น 1 แสนบาท ซึ่งเงินต้นยังคงเดิมแล้วชาวนาก็ต้องส่งไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันจบสิ้น
แนวทางการแก้ไข ก็คือ ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) "รู้จักพอ" วิธีการ คือ เมื่อเกษตรกรส่งดอกไปเทียบเท่าเงินต้นแล้ว ให้หยุดคิดดอกเบี้ยจากเกษตรกร และเมื่อเกษตรกรทยอยส่งหนี้ไป ให้ตัดเป็นเงินต้น เรื่อยไปจนกว่าจะหมด โดยไม่คิดดอกเบี้ยอีก ก็จะทำให้เกษตรกรทยอยหมดหนี้ไปเองอัตโนมัติ เช่นเดียวกับปัญหาที่ดินทำกิน พื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่ผลิตข้าวได้จำนวนมาก จะอยู่ในท้องที่ภาคกลาง เนื่องจากผลิตข้าวได้ถึง 2 รอบเป็นอย่างน้อย แต่พื้นที่ดังกล่าว ส่วนใหญ่จะอยู่ในมือของนายทุน ชาวนาจึงไม่สามารถขุดบ่อน้ำ ขุดร่องสวน หรือ ทำไร่นาสวนผสม ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ได้ เมื่อเกษตรกรชาวนาล้มแล้วไม่มีที่พิง เพราะทำนาอย่างเดียว จึงเป็นสาเหตุของความยากจน
ทั้งนี้ ให้แก้ไขมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ระบุไว้ว่า เกษตรกรรม หมายความว่า การทำนา ทำสวน ทำไร่ ทำนาเกลือ เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์น้ำ และกิจการอื่น ที่กำหนดในกฎกระทรวง รวมทั้งประเด็นคำว่า "ที่กำหนดในกฎกระทรวง" คือ ประเด็นปัญหา สมควรให้ตัดออก เนื่องจากเมื่อมีกรณีพิพาทชาวนาที่ปลูกพืช เช่น มะม่วง มะพร้าว หรือ ทำสวนบางส่วน หรือ เลี้ยงปลาบางส่วน ตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ไร่นาสวนผสม ก็จะแพ้กรณีพิพาทนี้ เนื่องจากมีคำว่า "ที่กำหนดในกฎกระทรวง" เพราะปัจจุบันยังไม่มีกฎกระทรวงออกมารองรับการปลูกพืชอื่น กฎหมายจึงใช้บังคับเฉพาะ "นาข้าว" และพืชไร่ที่ให้ผลผลิตครั้งแรก ภายใน 1 ปี และใช้น้ำน้อยเท่านั้น หรือ แนวทางที่ 2 ให้ออกกฎกระทรวง หรือ ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ให้นำมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 ฉบับที่ 1 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2559 ฉบับที่ 2 มาใช้บังคับกับพืชอื่นและอาชีพอื่น ที่กำหนดใว้ในมาตรา 5 ได้อย่างสมบูรณ์
นายเดชา นุตาลัย กรรมการสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ปัญหาเรื่องข้าวและการจัดการข้าวครบวงจร เริ่มจากการการปลูกข้าวในแต่ละรุ่นของชาวนา กรมส่งเสริมการเกษตรบังคับให้ขึ้นทะเบียน ให้ตรงล็อก เช่น จะต้องหว่านข้าว วันที่ 1 พ.ค. จึงจะขึ้นทะเบียนได้และเป็นฤดูนาปี ชาวนาที่หว่านข้าว 1 พ.ย. เป็นต้นไป เป็นฤดูนาปรัง จึงเป็นสาเหตุอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ราคาตกต่ำ เนื่องจากว่า ชาวนาทุกคนจะต้องหว่านข้าวให้ตรงล็อก แล้วเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ข้าวก็จะออกพร้อมหรือใกล้เคียงกัน จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ราคาข้าวตกต่ำ
"แนวทางในการแก้ไข ควรเปิดโอกาสให้ชาวนาขึ้นทะเบียนได้ทุกช่วง ยกเลิกคำว่า นาปรังและนาปี โดยใช้คำว่า ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เมื่อใครสะดวกจะทำเมื่อใด ใครสะดวกจะหว่านข้าวก็ให้หว่านได้ทันที การเก็บเกี่ยวจะไม่พร้อมกัน ทำให้ราคาไม่ตกต่ำ และปัญหาในการจ้างแรงงานก็จะไม่ค่อยมี เนื่องจากไม่มีการแย่งแรงงานกัน เพราะทำนาไม่ตรงกัน ส่วนประเด็นที่รัฐบาลควรส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเองแบบครบวงจร โดยให้รัฐบาลส่งเสริม เช่น พื้นที่นาข้าว 500 ไร่ รัฐบาลสร้างโรงสีให้ 1 โรงสี ซึ่งจะเสียเงินน้อยกว่าการช่วยเหลือแบบเดิม ๆ แล้ว ให้ชาวนารวมกลุ่มทำแบรนด์ข้าวของตัวเองส่งขาย หากชาวนาทำได้ 50% ของจำนวนข้าวเปลือกทั้งหมด ข้าวเปลือกในท้องตลาดก็จะหายไปและจะยกระดับราคาเองโดยอัตโนมัติ
แต่หากกรณีชาวนาสีแปรข้าวสารขายเอง ก็ให้รัฐบาลทำโครงการซื้อข้าวสารจากชาวนา (เดิมทีรัฐบาลมีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก แล้วไปจ้างโรงสีสีขาว แต่หากทำตามวิธีการนี้ รัฐบาลไม่ต้องจ้างโรงสีสีข้าว เพราะชาวนาสีข้าวสารให้แล้วรัฐบาลเป็นเพียงผู้หาตลาดเท่านั้น) และสิ่งที่ได้จากการสีข้าว เช่น แกลบ รำ ปลายข้าว ก็ส่งเสริมให้ชาวนาเลี้ยงสัตว์ไว้ในครัวเรือน เช่น เลี้ยงหมู เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เป็นต้น จะสร้างรายได้เสริมให้แก่ชาวนา เนื่องจากมีส่วนเหลือจากการสีข้าวเป็นอาหารอยู่แล้ว
สำหรับปัญหาในการเผาฟางข้าวสร้างมลภาวะทางอากาศที่เป็นมลพิษ แนวทางแก้ไข รัฐบาลต้องส่งเสริมให้ชาวนาเก็บฟางไว้เพื่อจำหน่าย โดยรัฐอุดหนุนพื้นที่ 500 ไร่ ให้มีรถไถและรถอัดฟาง 1 คัน ให้ชาวนานำฟางข้าวนั้นไปขายและให้รัฐบาลรับซื้อฟางข้าวจากชาวนา หรือ รัฐบาลหาตลาดให้ อาทิ ต้นทุนการผลิต เช่น ต้นทุนน้ำมัน ต้นทุนปุ๋ย เคมีภัณฑ์ รวมถึงค่าเก็บเกี่ยว ควรให้ชาวนามีสิทธิ์ในการซื้อน้ำมันในราคา 75% ของท้องตลาด ปุ๋ยเคมี และเคมีภัณฑ์ รัฐควรเข้าไปควบคุม เช่น ควรเข้าไปดูต้นทุนการผลิต ว่า ตกกระสอบละเท่าไหร่ และไม่ควรเอากำไรเกินกว่ากระสอบละ 100 บาท (เช่น ต้นทุน 300 ควรขายไม่เกิน 400 บาทต่อ 1 กระสอบ)
นายเดชา กล่าวว่า เรื่องปัญหาหนี้สินให้รัฐบาลควรควบคุม ธกส. และให้มีความจริงใจในการปลดหนี้เกษตรกร เช่น ชาวนาเป็นหนี้ 1 แสนบาท เมื่อครบกำหนดชำระหนี้ เอาเงินต้น 1 แสนบาท พร้อมดอกเบี้ยไปใช้หนี้ แล้วทำสัญญากู้กลับมาใหม่ หากดอกเบี้ย 1 หมื่นบาท ชาวนาทำแบบนี้ 10 ครั้ง ดอกเบี้ยก็จะเป็น 1 แสนบาท ซึ่งเงินต้นยังคงเดิมแล้วชาวนาก็ต้องส่งไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันจบสิ้น
แนวทางการแก้ไข ก็คือ ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) "รู้จักพอ" วิธีการ คือ เมื่อเกษตรกรส่งดอกไปเทียบเท่าเงินต้นแล้ว ให้หยุดคิดดอกเบี้ยจากเกษตรกร และเมื่อเกษตรกรทยอยส่งหนี้ไป ให้ตัดเป็นเงินต้น เรื่อยไปจนกว่าจะหมด โดยไม่คิดดอกเบี้ยอีก ก็จะทำให้เกษตรกรทยอยหมดหนี้ไปเองอัตโนมัติ เช่นเดียวกับปัญหาที่ดินทำกิน พื้นที่ส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่ผลิตข้าวได้จำนวนมาก จะอยู่ในท้องที่ภาคกลาง เนื่องจากผลิตข้าวได้ถึง 2 รอบเป็นอย่างน้อย แต่พื้นที่ดังกล่าว ส่วนใหญ่จะอยู่ในมือของนายทุน ชาวนาจึงไม่สามารถขุดบ่อน้ำ ขุดร่องสวน หรือ ทำไร่นาสวนผสม ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ได้ เมื่อเกษตรกรชาวนาล้มแล้วไม่มีที่พิง เพราะทำนาอย่างเดียว จึงเป็นสาเหตุของความยากจน
ทั้งนี้ ให้แก้ไขมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ที่ระบุไว้ว่า เกษตรกรรม หมายความว่า การทำนา ทำสวน ทำไร่ ทำนาเกลือ เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์น้ำ และกิจการอื่น ที่กำหนดในกฎกระทรวง รวมทั้งประเด็นคำว่า "ที่กำหนดในกฎกระทรวง" คือ ประเด็นปัญหา สมควรให้ตัดออก เนื่องจากเมื่อมีกรณีพิพาทชาวนาที่ปลูกพืช เช่น มะม่วง มะพร้าว หรือ ทำสวนบางส่วน หรือ เลี้ยงปลาบางส่วน ตามแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ไร่นาสวนผสม ก็จะแพ้กรณีพิพาทนี้ เนื่องจากมีคำว่า "ที่กำหนดในกฎกระทรวง" เพราะปัจจุบันยังไม่มีกฎกระทรวงออกมารองรับการปลูกพืชอื่น กฎหมายจึงใช้บังคับเฉพาะ "นาข้าว" และพืชไร่ที่ให้ผลผลิตครั้งแรก ภายใน 1 ปี และใช้น้ำน้อยเท่านั้น หรือ แนวทางที่ 2 ให้ออกกฎกระทรวง หรือ ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า ให้นำมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 ฉบับที่ 1 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2559 ฉบับที่ 2 มาใช้บังคับกับพืชอื่นและอาชีพอื่น ที่กำหนดใว้ในมาตรา 5 ได้อย่างสมบูรณ์






