
กสิกรไทยชี้บาทแข็งสูงสุดในภูมิภาค Q1 จ่อหลุดกรอบ 31 บ.ต่อดอลลาร์ฯ
กสิกรไทย ชี้ไตรมาสแรกเงินบาทหลุด 31 บาทต่อดอลลาร์ฯ แข็งค่าอันดับ 1 อยู่ที่ 4.6% เหตุท่องเที่ยวพุ่ง-ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.7 หมื่นล้านบาท เผยไตรมาส 2 กลับมาอ่อนค่าได้ 1-2% จากฤดูกาลจ่ายเงินปันผลสะพัด จากปีก่อนอยู่ที่ 7.8 หมื่นล้านบาท จับตาปัจจัยต่างประเทศดันตลาดผันผวน ยันคงเป้าจีดีพีโต 4% ส่งออก 4.5% ก่อนทบทวนหลังเลือกตั้ง
[caption id="attachment_392941" align="aligncenter" width="336"]
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย[/caption]
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางค่าเงินบาทในไตรมาสที่ 1 ธนาคารยังคงมองทิศทางแข็งค่าอยู่ โดยมองกรอบค่าเงินบาทไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ เนื่องจากยังมีผลเรื่องของฤดูกาลทั้งในส่วนของนักท่องเที่ยวที่ยังเข้ามาต่อเนื่อง และดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังเกินดุล แม้ว่าดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้จะลดลงเหลือ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ จากปีก่อนอยู่ที่ 3.7-3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ทั้งนี้ สอดคล้องกับตลาดตราสารอนุพันธ์ที่ให้น้ำหนักว่ามีโอกาสที่ค่าเงินบาทจะต่ำกว่าหรือหลุดกรอบ 31 บาทต่อดอลลาร์ฯ ได้ประมาณ 45% และมองว่าไม่หลุดกรอบประมาณ 55%
ทั้งนี้ หากเทียบการแข็งค่าของสกุลเงินตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน พบว่า เงินบาท-ไทยแข็งค่าอยู่ในอันดับที่ 1 แข็งค่าอยู่ที่ราว 4.6% หยวน-จีนแข็งค่า 2.6% รูเปียห์-อินโดนีเซีย แข็งค่า 2.4% ริงกิต-มาเลเซีย แขงค่า 1.6% เปโซ-ฟิลลิปปินส์ แข็งค่า 1.1-1.2% และดอลลาร์สิงคโปร์ แข็งค่า 0.8% อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทเริ่มมีผลทางตรงและทางอ้อม โดยจะเห็นเริ่มการถดถอยของส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ของภาคส่งออกของไทยปรับลดลง ซึ่งจากเดิมเคยมีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 1.54% ปัจจุบันลดลงไปราว 0.4% เหลือ 1.5% เนื่องจากรายได้จากการส่งออกเมื่อนำไปแปลเป็นเงินในรูปสกุลเงินบาท จะทำให้รายได้ลดลง แต่ต้นทุนหรือรายจ่ายเท่าเดิม
ขณะเดียวกัน หากดูตัวเลขของบัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศของผู้ที่มีถิ่นฐานในประเทศ (FCD) ที่มียอดเงินฝากมูลค่าคงค้างอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าที่อยู่ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ หากมีการใช้หรือแปลงเป็นในรูปเงินบาท ถือเป็นการดึงเงินออกจากระบบ ซึ่งเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าได้
อย่างไรก็ดี ธนาคารมองว่า ภายในไตรมาสที่ 2 หรือช่วงหลังสงกรานต์ จะเริ่มเห็นค่าเงินบาทปรับฐานกลับมาอ่อนค่าได้ โดยมาจากปัจจัยการจ่ายเงินปันผลที่จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้ หากดูเม็ดเงินจ่ายปันผลในช่วงเดียวกันของปีก่อนจะอยู่ที่ราว 8.7 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน หากดูตัวเลขในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีก่อน หรือหลังสงการนต์จะเห็นทิศทางค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าได้ ซึ่งคาดว่าจะเห็นค่าเงินกลับมาอ่อนค่าได้ราว 1-2% หลังจากแข็งค่าค่อนข้างเร็วประมาณ 2-3% ในช่วงก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มดังกล่าว ธนาคารยังคงไม่ได้มีการปรับกรอบค่าเงินบาททั้งปี โดยยังคงกรอบอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์ฯ เช่นเดียวกับการส่งออกที่ยังประเมินอัตราการเติบโตทั้งปีอยู่ที่ 4.5% ภายใต้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อยู่ที่ 4% ส่วนจะมีการปรับเป้าหมายหรือไม่นั้น อาจจะมีการทบทวนภายหลังจากวันที่ 24 มีนาคมนี้ หรือภายหลังจากการเลือกตั้งแล้วเสร็จ เนื่องจากต้องรอดูทิศทางความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง และความต่อเนื่องของการสานต่อนโยบายระเบียงเศรษบกิจภาคตะวันออก (EEC)
ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ปัจจัยจากต่างประเทศ ทั้งในส่วนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีนเรื่องสงครามการค้า การแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) เป็นต้น รวมถึงแนวโน้มการถดถอยของเศรษฐกิจ (Recession) จากตัวเลขทั่วโลก พบว่า โอกาสความเป็นไปได้ที่เศรษบกิจจะถดถอยมีแนวโน้มเพิ่มามากขึ้น จากเดิมอยู่ที่ระดับ 12% เพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 18% ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระทบต่อภาคการส่งออกทั่วโลก
“เงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้น มองว่าเป็นผลมาจากฤดูกาล ทั้งตัวเลขการท่องเที่ยว และดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นว่าเงินบาทมีโอกาสต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์ได้ในไตรมาสแรก แต่เชื่อว่าหลีงสงกรานต์เงินบาทจะกลับมาอ่อนได้ ซึ่งเป้นผลจากฤดูกาลจ่ายเงินปันผล โดยจะเห็นการอ่อนค่าราว 1-2% อย่างไรก็ดี ไม่สามารถบอกได้ว่ากรอบเงินบาทจะอยู่ที่เท่าไร”
[caption id="attachment_392941" align="aligncenter" width="336"]
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางค่าเงินบาทในไตรมาสที่ 1 ธนาคารยังคงมองทิศทางแข็งค่าอยู่ โดยมองกรอบค่าเงินบาทไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ เนื่องจากยังมีผลเรื่องของฤดูกาลทั้งในส่วนของนักท่องเที่ยวที่ยังเข้ามาต่อเนื่อง และดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยังเกินดุล แม้ว่าดุลบัญชีเดินสะพัดในปีนี้จะลดลงเหลือ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ จากปีก่อนอยู่ที่ 3.7-3.8 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ทั้งนี้ สอดคล้องกับตลาดตราสารอนุพันธ์ที่ให้น้ำหนักว่ามีโอกาสที่ค่าเงินบาทจะต่ำกว่าหรือหลุดกรอบ 31 บาทต่อดอลลาร์ฯ ได้ประมาณ 45% และมองว่าไม่หลุดกรอบประมาณ 55%
ทั้งนี้ หากเทียบการแข็งค่าของสกุลเงินตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน พบว่า เงินบาท-ไทยแข็งค่าอยู่ในอันดับที่ 1 แข็งค่าอยู่ที่ราว 4.6% หยวน-จีนแข็งค่า 2.6% รูเปียห์-อินโดนีเซีย แข็งค่า 2.4% ริงกิต-มาเลเซีย แขงค่า 1.6% เปโซ-ฟิลลิปปินส์ แข็งค่า 1.1-1.2% และดอลลาร์สิงคโปร์ แข็งค่า 0.8% อย่างไรก็ดี การแข็งค่าของเงินบาทเริ่มมีผลทางตรงและทางอ้อม โดยจะเห็นเริ่มการถดถอยของส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) ของภาคส่งออกของไทยปรับลดลง ซึ่งจากเดิมเคยมีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 1.54% ปัจจุบันลดลงไปราว 0.4% เหลือ 1.5% เนื่องจากรายได้จากการส่งออกเมื่อนำไปแปลเป็นเงินในรูปสกุลเงินบาท จะทำให้รายได้ลดลง แต่ต้นทุนหรือรายจ่ายเท่าเดิม
ขณะเดียวกัน หากดูตัวเลขของบัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศของผู้ที่มีถิ่นฐานในประเทศ (FCD) ที่มียอดเงินฝากมูลค่าคงค้างอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ ปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าที่อยู่ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ หากมีการใช้หรือแปลงเป็นในรูปเงินบาท ถือเป็นการดึงเงินออกจากระบบ ซึ่งเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าได้
อย่างไรก็ดี ธนาคารมองว่า ภายในไตรมาสที่ 2 หรือช่วงหลังสงกรานต์ จะเริ่มเห็นค่าเงินบาทปรับฐานกลับมาอ่อนค่าได้ โดยมาจากปัจจัยการจ่ายเงินปันผลที่จะทำให้เงินบาทอ่อนค่าได้ หากดูเม็ดเงินจ่ายปันผลในช่วงเดียวกันของปีก่อนจะอยู่ที่ราว 8.7 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน หากดูตัวเลขในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีก่อน หรือหลังสงการนต์จะเห็นทิศทางค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าได้ ซึ่งคาดว่าจะเห็นค่าเงินกลับมาอ่อนค่าได้ราว 1-2% หลังจากแข็งค่าค่อนข้างเร็วประมาณ 2-3% ในช่วงก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มดังกล่าว ธนาคารยังคงไม่ได้มีการปรับกรอบค่าเงินบาททั้งปี โดยยังคงกรอบอยู่ที่ 33 บาทต่อดอลลาร์ฯ เช่นเดียวกับการส่งออกที่ยังประเมินอัตราการเติบโตทั้งปีอยู่ที่ 4.5% ภายใต้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อยู่ที่ 4% ส่วนจะมีการปรับเป้าหมายหรือไม่นั้น อาจจะมีการทบทวนภายหลังจากวันที่ 24 มีนาคมนี้ หรือภายหลังจากการเลือกตั้งแล้วเสร็จ เนื่องจากต้องรอดูทิศทางความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจและการคลัง และความต่อเนื่องของการสานต่อนโยบายระเบียงเศรษบกิจภาคตะวันออก (EEC)
ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ปัจจัยจากต่างประเทศ ทั้งในส่วนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และจีนเรื่องสงครามการค้า การแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) เป็นต้น รวมถึงแนวโน้มการถดถอยของเศรษฐกิจ (Recession) จากตัวเลขทั่วโลก พบว่า โอกาสความเป็นไปได้ที่เศรษบกิจจะถดถอยมีแนวโน้มเพิ่มามากขึ้น จากเดิมอยู่ที่ระดับ 12% เพิ่มมาอยู่ที่ระดับ 18% ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกระทบต่อภาคการส่งออกทั่วโลก
“เงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้น มองว่าเป็นผลมาจากฤดูกาล ทั้งตัวเลขการท่องเที่ยว และดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นว่าเงินบาทมีโอกาสต่ำกว่า 31 บาทต่อดอลลาร์ได้ในไตรมาสแรก แต่เชื่อว่าหลีงสงกรานต์เงินบาทจะกลับมาอ่อนได้ ซึ่งเป้นผลจากฤดูกาลจ่ายเงินปันผล โดยจะเห็นการอ่อนค่าราว 1-2% อย่างไรก็ดี ไม่สามารถบอกได้ว่ากรอบเงินบาทจะอยู่ที่เท่าไร”






