
ฮาวเด้นแมกซี่ลั่น 3 ปี รายได้ผงาดติด Top3
แมกซี่ผนึกฮาวเด้น โบรก เกอร์ประกันภัย ลั่นรายได้ 3 ปี ผงาดติดท็อป 3 ที่ 395 ล้านบาท เบี้ยแตะ 3 พันล้านบาท รุกประกันภัยต่อรถยนต์ ดอดคุยประเทศเพื่อนบ้าน 2-3 ราย รับประกันภัยต่อ พร้อมตั้งทีม 7 สายงานเกาะติดตามโปรดักต์ ประกาศชิงแชร์ 10% ของมูลค่าตลาดประกันภัย8.5แสนล้านบาทต่อปี
นายจิตวุฒิศศิบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หลังจากบริษัท แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์จำกัดได้ควบรวมกับบริษัท ฮาวเด้น อินชัวรันส์ โบรคเกอร์สฯเป็นบริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยฮาวเด้นถือหุ้น 49% และผู้ถือหุ้นรายเดิม 51% บริษัทตั้งเป้าภายใน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2562-2564 จะมีรายได้ 395 ล้านบาทและเบี้ยรับรวม 3,000 ล้านบาท หรือมีอัตราเติบโตปีละ 10% ซึ่งในแง่รายได้จะสามารถติดอันดับ 1 ใน 3 ของตลาดในสิ้นปี 2564 จากปัจจุบันอยู่อันดับ9และในแง่บริษัทโบรกเกอร์จะอยู่อันดับ 4 ในระดับสากล
สำหรับแผนธุรกิจปี 2562 บริษัทแบ่งทีมงานเป็น 7 ทีมคือ 1.ประกันภัยทรัพย์สินและความรับผิดชอบ (P&C) 2.สวัสดิการ 3.จิวเวลรี 4.ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 5.รถยนต์ 6.ประกันภัยต่อ และ 7.ขนส่งทางเรือ เพื่อให้แต่ละทีมเจาะลูกค้ารายตัว และมองว่า ตลาดประกันภัยต่อน่าจะมีโอกาสเติบโตค่อนข้างสูง เพราะบริษัทมีศักยภาพด้านเครือข่ายที่สามารถรองรับงานและราคาที่เหมาะสมได้
ทั้งนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจารับประกันภัยต่อ 2-3 ราย ในกลุ่มผลิตภัณฑ์รายย่อย(Consumer Product) ขนส่งและโรงไฟฟ้า โดยจะอยู่ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน(CLMV) เช่น โรงไฟฟ้า สร้างเขื่อน เนื่องจากประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่จะรับประกันภัยไว้เองค่อนข้างน้อย ที่เหลืออีก 70-80% จะเป็นการส่งประกันภัยต่อ จึงเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปขยายการเติบโต ซึ่งข้อตกลงจะอยู่ที่เงื่อนไขและราคาที่เหมาะสมด้วย
ส่วนภาพรวมการแข่งขันของตลาดโบรกเกอร์มองว่า บริษัทมีโอกาสขยายการเติบโตได้อีกมาก หากดูตัวเลขธุรกิจในไทย การประกันภัยรถยนต์มีสัดส่วนสูงถึง 56% ของเบี้ยรับรวมทั้งหมด จะส่งผลให้ธุรกิจนายหน้า (โบรกเกอร์)ที่มีสัดส่วน 50% มีโอกาสเติบโตเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันหากดูศักยภาพทั้ง 2 บริษัทหลังจากรวมกันจะมีศักยภาพทั้งฐานลูกค้าทั้งรายย่อยและรายใหญ่ องค์กร โดยปัจจุบันมีฐานลูกค้ารายย่อยและบุคคลราว 9 หมื่นราย และลูกค้ารายใหญ่-บริษัทประมาณ 1,000 รายและเครือข่ายจำนวนมาก จะช่วยให้บริษัทสามารถรับงานมากขึ้น เช่น ประกันภัยต่อที่มีความเสี่ยงสูง วงเงินที่ได้รับทำได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนพอร์ตธุรกิจภายใน 3 ปี อาจจะไม่ได้ขยับเป็นพิเศษ ยังคงพอร์ตเดิมไว้ โดยประกันภัยรถยนต์ประมาณ 40% ประกันภัยทรัพย์สินและความรับผิดชอบ 35% ประกันสุขภาพ 15% และที่่เหลือจะเป็นประกันภัยต่อ จากเดิมก่อนจะมีการควบรวมทั้ง 2 บริษัท สัดส่วนพอร์ตของฮาวเด้น จะเป็นประกันภัยรถยนต์ 6% และที่เหลือ 94% จะเป็นประกันทรัพย์สิน ประกันภัยต่อและประกันพนักงาน ส่วนบริษัทแมกซี่ฯ จะเป็นสุขภาพ-ชีวิต 70% และประกันรถยนต์ 30% ขณะที่เบี้ยก่อนควบรวม ตัวเลขของแมกซี่อยู่ที่ 1,500 ล้านบาท และฮาวเด้นอยู่ที่ราว 600 ล้านบาท
“หลังควบรวม เราต้องการเป็นผู้นำในธุรกิจนายหน้าประกันภัย”
หน้า 19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับ 3,446 วันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ 2562
นายจิตวุฒิศศิบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หลังจากบริษัท แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์จำกัดได้ควบรวมกับบริษัท ฮาวเด้น อินชัวรันส์ โบรคเกอร์สฯเป็นบริษัท ฮาวเด้น แมกซี่ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยฮาวเด้นถือหุ้น 49% และผู้ถือหุ้นรายเดิม 51% บริษัทตั้งเป้าภายใน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2562-2564 จะมีรายได้ 395 ล้านบาทและเบี้ยรับรวม 3,000 ล้านบาท หรือมีอัตราเติบโตปีละ 10% ซึ่งในแง่รายได้จะสามารถติดอันดับ 1 ใน 3 ของตลาดในสิ้นปี 2564 จากปัจจุบันอยู่อันดับ9และในแง่บริษัทโบรกเกอร์จะอยู่อันดับ 4 ในระดับสากล
สำหรับแผนธุรกิจปี 2562 บริษัทแบ่งทีมงานเป็น 7 ทีมคือ 1.ประกันภัยทรัพย์สินและความรับผิดชอบ (P&C) 2.สวัสดิการ 3.จิวเวลรี 4.ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 5.รถยนต์ 6.ประกันภัยต่อ และ 7.ขนส่งทางเรือ เพื่อให้แต่ละทีมเจาะลูกค้ารายตัว และมองว่า ตลาดประกันภัยต่อน่าจะมีโอกาสเติบโตค่อนข้างสูง เพราะบริษัทมีศักยภาพด้านเครือข่ายที่สามารถรองรับงานและราคาที่เหมาะสมได้
ทั้งนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจารับประกันภัยต่อ 2-3 ราย ในกลุ่มผลิตภัณฑ์รายย่อย(Consumer Product) ขนส่งและโรงไฟฟ้า โดยจะอยู่ในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน(CLMV) เช่น โรงไฟฟ้า สร้างเขื่อน เนื่องจากประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่จะรับประกันภัยไว้เองค่อนข้างน้อย ที่เหลืออีก 70-80% จะเป็นการส่งประกันภัยต่อ จึงเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปขยายการเติบโต ซึ่งข้อตกลงจะอยู่ที่เงื่อนไขและราคาที่เหมาะสมด้วย
ส่วนภาพรวมการแข่งขันของตลาดโบรกเกอร์มองว่า บริษัทมีโอกาสขยายการเติบโตได้อีกมาก หากดูตัวเลขธุรกิจในไทย การประกันภัยรถยนต์มีสัดส่วนสูงถึง 56% ของเบี้ยรับรวมทั้งหมด จะส่งผลให้ธุรกิจนายหน้า (โบรกเกอร์)ที่มีสัดส่วน 50% มีโอกาสเติบโตเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันหากดูศักยภาพทั้ง 2 บริษัทหลังจากรวมกันจะมีศักยภาพทั้งฐานลูกค้าทั้งรายย่อยและรายใหญ่ องค์กร โดยปัจจุบันมีฐานลูกค้ารายย่อยและบุคคลราว 9 หมื่นราย และลูกค้ารายใหญ่-บริษัทประมาณ 1,000 รายและเครือข่ายจำนวนมาก จะช่วยให้บริษัทสามารถรับงานมากขึ้น เช่น ประกันภัยต่อที่มีความเสี่ยงสูง วงเงินที่ได้รับทำได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สัดส่วนพอร์ตธุรกิจภายใน 3 ปี อาจจะไม่ได้ขยับเป็นพิเศษ ยังคงพอร์ตเดิมไว้ โดยประกันภัยรถยนต์ประมาณ 40% ประกันภัยทรัพย์สินและความรับผิดชอบ 35% ประกันสุขภาพ 15% และที่่เหลือจะเป็นประกันภัยต่อ จากเดิมก่อนจะมีการควบรวมทั้ง 2 บริษัท สัดส่วนพอร์ตของฮาวเด้น จะเป็นประกันภัยรถยนต์ 6% และที่เหลือ 94% จะเป็นประกันทรัพย์สิน ประกันภัยต่อและประกันพนักงาน ส่วนบริษัทแมกซี่ฯ จะเป็นสุขภาพ-ชีวิต 70% และประกันรถยนต์ 30% ขณะที่เบี้ยก่อนควบรวม ตัวเลขของแมกซี่อยู่ที่ 1,500 ล้านบาท และฮาวเด้นอยู่ที่ราว 600 ล้านบาท
“หลังควบรวม เราต้องการเป็นผู้นำในธุรกิจนายหน้าประกันภัย”
หน้า 19-20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับ 3,446 วันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ 2562






