
IRPC ฟันรายได้ปี 61 กว่า 2.5 แสนล้าน กำไร 7.7 พันล.จากปริมาณขายเพิ่ม
IRPC เผยไตรมาส 4/2561 ยอดขายวูบตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง แต่สรุปทั้งปียังฟันรายได้กว่า 2.5 แสนล้าน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 31% กำไรสุทธิ 7.7 พันล้าน ลุยต่อยุทธศาสตร์ GDP เพิ่มขีดแข่งขัน ดันสู่บริษัทปิโตรเคมีชั้นนำของเอเชียปี 63
นายนพดล ปิ่นสุภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) เผยถึงผลประกอบการของบริษัทในปี 2561 ว่า มีรายได้จากการขายสุทธิ 258,919 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากปีก่อน เป็นผลจากราคาขายและปริมาณขายปรับตัวเพิ่มขึ้น จากมีการเพิ่มประสิทธิภาพของโรงกลั่นน้ำมันหลังจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนในไตรมาส 1 ปี 2560 ทั้งนี้มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) จำนวน 33,607 ล้านบาท (13.60 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปี 2560
ขณะที่ช่วงปลายปี 2561 ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบที่ผลิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากสหรัฐฯ ประกอบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกที่ต่ำกว่าคาดการณ์ สาเหตุจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ทำให้บริษัทฯ ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันสุทธิรวม 1,238 ล้านบาท และมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) จำนวน 32,370 ล้านบาท ลดลง 7% กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) จำนวน 18,344 ล้านบาท ลดลง 10% โดยบริษัทฯ มีค่าเสื่อมราคาจำนวน 8,237 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ โครงการขยายกำลังการผลิตโพลีโพรพิลีน (โครงการ PPE/PPC) ในช่วงปลายปี 2560 ถึงแม้มีภาษีเงินได้จำนวน 1,147 ล้านบาท ลดลง 47% เนื่องจากกำไรจากการดำเนินงานลดลง และบริษัทฯ ได้รับสิทธิประโยชน์จากการส่งเสริมการลงทุนของโครงการต่างๆ เพิ่มขึ้นก็ตาม ส่งผลให้ในปี 2561 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 7,735 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 32%
สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2561 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 64,233 ล้านบาท ลดลง 7% จากไตรมาสก่อน เนื่องจากราคาขายปรับตัวลดลงตามราคาน้ำมันดิบ โดยใช้อัตราการกลั่นที่ 208,000 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 2% มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) มีจำนวน 8,879 ล้านบาท (14.09 ดอลลร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) เพิ่มขึ้น 16% สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์กับวัตถุดิบโดยเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการกลับมาผลิตตามปกติของหน่วยผลิต Hyvahl และ RDCC หลังจากการหยุดผลิตตามแผนในไตรมาส 3/2561 ทำให้บริษัทฯ มีผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ทำให้บริษัทฯ มีผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันสุทธิรวม 4,728 ล้านบาท (7.51 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) ส่งผลให้มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) 4,151 ล้านบาท ลดลง 52% และมีกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA) จำนวน 534 ล้านบาท ลดลง 90% ส่งผลให้ไตรมาส 4 ปี 2561 บริษัทฯ ขาดทุนสุทธิจำนวน 1,627 ล้านบาท กำไรลดลง 164% เทียบกับไตรมาส 3/2561
“จากผลประกอบการข้างต้น เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเห็นสมควรให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น เพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2561 ในอัตราหุ้นละ 9 สตางค์ รวมเป็นเงินประมาณ 1,839 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 24% ของกำไรสุทธิปี 2561 โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล งวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท เป็นเงิน 2,043 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผล ในวันที่ 19 เมษายน 2562 ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ชื่อ GDP (Power of Growth, Power of Digital และ Power of People) เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สามารถบรรลุวิสัยทัศน์เป็นบริษัทปิโตรเคมีชั้นนำของเอเชียในปี 2563”






