
Startup มองเลือกตั้ง หนุนธุรกิจดีขึ้น
ออมสินชี้ ความเชื่อมั่น Startup ไตรมาส 4 ดีขึ้น เหตุเป็นช่วงเทศกาล วันหยุดต่อเนื่องกระตุ้นกำลังซื้อ มองภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่คึกคัก เหตุสงครามการค้ากดดัน ทิศทาง 3 เดือนสดใส ปัจจัยเลือกตั้งหนุน
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสินเปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ (SSI) จากผู้ประกอบการ Startup ทั่วประเทศ 430 รายพบว่า ดัชนี SSI ประจำไตรมาส 4 ปี 2561 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ระดับ 61.75 ซึ่งสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 แสดงให้เห็นว่า ผู้ประกอบการ Startup มีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางธุรกิจโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี
โดยเฉพาะปัจจัยด้านการลงทุน คำสั่งซื้อ ผลประกอบการ ปริมาณการผลิตและการจ้างงานที่ยังอยู่ในระดับดี เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว(High season)ที่มีทั้งเทศกาลเฉลิมฉลอง มีวันหยุดต่อเนื่องและยังเป็นช่วงที่ไทยมีอากาศเย็นสบายและหนาวเย็นในบางพื้นที่ ทำให้ตลาดมีความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นของฝากและของขวัญเทศกาลปีใหม่ ส่งผลให้กลุ่มผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าและบริการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน(Supply chain)ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจเชื่อมโยงมีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ดี สภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ที่ส่งผลต่อผู้ประกอบการของไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานส่งออกวัตถุดิบไปจีน ดังนั้นเมื่อผู้ประกอบการในจีนชะลอการผลิตสินค้าที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ประกอบการของไทยชะลอการลงทุนและการจ้างแรงงานลง
สำหรับดัชนี SSI ในอีก 3 เดือนข้างหน้าผู้ประกอบการ Startup ส่วนใหญ่ประเมินว่า ภาวะธุรกิจในภาพรวมมีโอกาสดีขึ้น โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม ซึ่งจะส่งผลให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทั้งการลงทุนและการใช้จ่ายของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 67.52 ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นเกือบทุกองค์ประกอบโดยเฉพาะด้านผลประกอบการ ปริมาณการผลิตและคำสั่งซื้อ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังกังวลต่อนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ รวมทั้งมาตรการตอบโต้ของจีนและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น นอกจากนั้นผู้ประกอบการเห็นว่า ผู้บริโภคได้เร่งการใช้จ่ายในเทศกาลปีใหม่ไปแล้ว ทำให้อาจชะลอการจับจ่ายใช้สอยลงในระยะเวลาที่เหลือ นอกจากนั้น ผู้ประกอบการโดยรวมยังกังวลเกี่ยวกับต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่คาดการณ์ว่าสถานการณ์ด้านต้นทุนมีแนวโน้มลดลงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง
ทั้งนี้ หากพิจารณาในแต่ละภาคธุรกิจได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตการเกษตร การค้าและบริการพบว่าผู้ประกอบการ Startup ยังเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางธุรกิจโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี โดยดัชนี SSI ในภาคบริการอยู่ที่ระดับ 64.11 สูงที่สุดในทุกภาคธุรกิจ ขณะที่ดัชนีธุรกิจอื่นๆ อยู่ที่ระดับ 57.55-61.15 จากการที่ผู้ประกอบการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและขยายตลาดโดยเป็นคู่ค้ากับห้างสรรพสินค้าที่มีสาขาจำนวนมาก อีกทั้งภาครัฐยังช่วยสนับสนุนผลผลิตจากท้องถิ่นและการใช้สินค้าชุมชน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ Startupที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยวยังเผชิญกับการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนที่อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายและคำสั่งซื้อ ขณะที่ ผู้ประกอบการที่เป็น Tech Startup ยังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีฝีมือและมีค่าจ้างที่สูง
“ศูนย์วิจัยฯ มองว่า ยังมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือ ต้นทุนผู้ประกอบการ Startup ที่ยังอยู่ในระดับสูงทั้งค่าจ้างแรงงานผู้มีทักษะเฉพาะทาง ค่าวัสดุอุปกรณ์และค่าวัตถุดิบ และยังมีอุปสรรคที่รอการแก้ไขในด้านกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้สั่งซื้อ และผู้ประกอบการ Startup ยังต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนในด้านเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยมีเงื่อนไขการกู้ยืมที่ยืดหยุ่นและผ่อนปรนชำระหนี้เมื่อประสบปัญหา รวมถึงการร่วมลงทุน เพื่อขยายธุรกิจและลงทุนเพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้น”นายชาติชายกล่าว
นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสินเปิดเผยว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ (SSI) จากผู้ประกอบการ Startup ทั่วประเทศ 430 รายพบว่า ดัชนี SSI ประจำไตรมาส 4 ปี 2561 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนมาอยู่ที่ระดับ 61.75 ซึ่งสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 แสดงให้เห็นว่า ผู้ประกอบการ Startup มีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางธุรกิจโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี
โดยเฉพาะปัจจัยด้านการลงทุน คำสั่งซื้อ ผลประกอบการ ปริมาณการผลิตและการจ้างงานที่ยังอยู่ในระดับดี เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว(High season)ที่มีทั้งเทศกาลเฉลิมฉลอง มีวันหยุดต่อเนื่องและยังเป็นช่วงที่ไทยมีอากาศเย็นสบายและหนาวเย็นในบางพื้นที่ ทำให้ตลาดมีความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นของฝากและของขวัญเทศกาลปีใหม่ ส่งผลให้กลุ่มผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าและบริการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน(Supply chain)ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจเชื่อมโยงมีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ดี สภาพเศรษฐกิจโดยรวมยังไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ที่ส่งผลต่อผู้ประกอบการของไทยที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานส่งออกวัตถุดิบไปจีน ดังนั้นเมื่อผู้ประกอบการในจีนชะลอการผลิตสินค้าที่จะส่งออกไปสหรัฐฯ ส่งผลให้ผู้ประกอบการของไทยชะลอการลงทุนและการจ้างแรงงานลง
สำหรับดัชนี SSI ในอีก 3 เดือนข้างหน้าผู้ประกอบการ Startup ส่วนใหญ่ประเมินว่า ภาวะธุรกิจในภาพรวมมีโอกาสดีขึ้น โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม ซึ่งจะส่งผลให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นทั้งการลงทุนและการใช้จ่ายของภาคเอกชนเพิ่มขึ้น สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 67.52 ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นเกือบทุกองค์ประกอบโดยเฉพาะด้านผลประกอบการ ปริมาณการผลิตและคำสั่งซื้อ
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังกังวลต่อนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ รวมทั้งมาตรการตอบโต้ของจีนและผลกระทบที่จะเกิดขึ้น นอกจากนั้นผู้ประกอบการเห็นว่า ผู้บริโภคได้เร่งการใช้จ่ายในเทศกาลปีใหม่ไปแล้ว ทำให้อาจชะลอการจับจ่ายใช้สอยลงในระยะเวลาที่เหลือ นอกจากนั้น ผู้ประกอบการโดยรวมยังกังวลเกี่ยวกับต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่คาดการณ์ว่าสถานการณ์ด้านต้นทุนมีแนวโน้มลดลงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง
ทั้งนี้ หากพิจารณาในแต่ละภาคธุรกิจได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตการเกษตร การค้าและบริการพบว่าผู้ประกอบการ Startup ยังเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางธุรกิจโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี โดยดัชนี SSI ในภาคบริการอยู่ที่ระดับ 64.11 สูงที่สุดในทุกภาคธุรกิจ ขณะที่ดัชนีธุรกิจอื่นๆ อยู่ที่ระดับ 57.55-61.15 จากการที่ผู้ประกอบการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและขยายตลาดโดยเป็นคู่ค้ากับห้างสรรพสินค้าที่มีสาขาจำนวนมาก อีกทั้งภาครัฐยังช่วยสนับสนุนผลผลิตจากท้องถิ่นและการใช้สินค้าชุมชน อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการ Startupที่อยู่ในธุรกิจท่องเที่ยวยังเผชิญกับการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนที่อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายและคำสั่งซื้อ ขณะที่ ผู้ประกอบการที่เป็น Tech Startup ยังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีฝีมือและมีค่าจ้างที่สูง
“ศูนย์วิจัยฯ มองว่า ยังมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือ ต้นทุนผู้ประกอบการ Startup ที่ยังอยู่ในระดับสูงทั้งค่าจ้างแรงงานผู้มีทักษะเฉพาะทาง ค่าวัสดุอุปกรณ์และค่าวัตถุดิบ และยังมีอุปสรรคที่รอการแก้ไขในด้านกำลังการผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้สั่งซื้อ และผู้ประกอบการ Startup ยังต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนในด้านเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ โดยมีเงื่อนไขการกู้ยืมที่ยืดหยุ่นและผ่อนปรนชำระหนี้เมื่อประสบปัญหา รวมถึงการร่วมลงทุน เพื่อขยายธุรกิจและลงทุนเพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพให้ดีขึ้น”นายชาติชายกล่าว






