
“กฤษฎา”ยุชาวบ้านฟ้องศาลปกครองกลางระงับสร้างเขื่อน
“กฤษฎา”ยุชาวบ้านฟ้องศาลคุ้มครองชั่วคราว! หวังผลชี้ขาดโยนให้คนกลางตัดสินใครถูก-ผิด ด้านกรมชลประทานโต้ข้อกล่าวหาพัฒนาแหล่งน้ำเอื้อนายทุนอุตสาหกรรมภาคใต้ ยันไม่จริง ระบุชัดป้องกันน้ำท่วม-แล้ง ภาคเกษตรได้มีน้ำใช้ตลอดปี เผย 10 โครงการเมกะโปรเจคพัฒนาแหล่งน้ำรอบคอบ ศึกษารอบด้าน
นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” จากปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของกรมชลประทานทุกโครงการเกิดจากปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ทางเครือข่ายเห็นว่า ปัญหาอุทกภัยซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญในใช้อ้างอิงในการดำเนินโครงการนั้น เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกที่ เมื่อมีฝนตกหนัก แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศของภาคใต้ซึ่งเป็นที่ลาด อีกทั้งมีทางออกสู่ทะเล ไม่ได้ทำให้น้ำท่วมขังนาน ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้งบประมาณมหาศาลทำเขื่อนหรือโครงการขนาดใหญ่ซึ่งจากข้อมูล ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
แต่รัฐบาลสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาแหล่งน้ำโดยไม่ต้องใช้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ได้ แล้วหันไปแก้ปัญหาโดยจัดผังเมือง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเช่น สะพานหรือถนนที่ขวางทางระบายน้ำออกสู่ทะเล ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชนก็ให้เครือข่ายไปร้องที่ศาลปกครองกลาง เพื่อให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งจะมีผลให้ยุติงานทุกอย่างระหว่างพิจารณาคดีแล้ว ทั้งนี้ศาลปกครองจะไต่สวนต่อไปเพื่อหาข้อเท็จจริงว่า กรมชลประทานทำถูกต้องตามกฎหมายและหรือระเบียบราชการหรือไม่
ถ้าผลการไต่สวนปรากฎว่ากรมชลประทานทำไม่ถูกต้องศาลก็จะมีคำพิพากษาให้แก้ไขหรือยกเลิกโครงการได้ ดังที่รัฐบาลสมัยหนึ่งจะแปรรูปกฟผ. จากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทมหาชน เมื่อมีการฟ้องร้องศาลปกครอง แม้จะมีการอ้างต่อศาลว่า ได้ทำทุกกระบวนการครบถ้วนตามกฎหมาย แต่ศาลได้ไต่สวนแล้วพบว่า การทำประชาพิจารณ์กรณีดังกล่าว ทำอย่างไม่ถูกต้อง จึงมีคำสั่งเพิกถอนการแปรรูปกฟผ. เนื่องจากทำไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งทำให้จนบัดนี้กฟผ. ยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่
ดังนั้นกลุ่มผู้คัดค้านต้องการให้ยุติให้สามารถยื่นคำร้องต่อศาลปกครองได้ แล้วระหว่างที่งานทุกอย่างยุติระหว่างพิจารณาคดี พร้อมจะให้ผู้คัดค้านและประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมสำรวจข้อมูลทุกด้านกับกรมชลประทาน ทั้งมิติของระบบนิเวศ วิถีชุมชน แนวทางการแก้ปัญหา หากพบว่า ประเด็นใดขัดกฎหมายหรือไม่ถูกต้องเหมาะสม สามารถชี้ให้ภาครัฐแก้ไขได้ทันที ประชาชนผู้คัดค้านสามารถยื่นคำขอต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราชให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อระงับการดำเนินการของกรมชลประทานไว้ก่อนในระหว่างพิจารณาคดีได้นั้น
ด้านนายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงว่า การดำเนินการโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของกรมชลประทานทุกโครงการเกิดจากปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ ดังนั้น กรมชลประทานในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ จึงต้องพิจารณาหาแนวทางแก้ไขด้วยการศึกษาความเหมาะสมทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างรอบคอบ และกระบวนการในการดำเนินการเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และระเบียบของทางราชการที่กำหนดไว้ทุกประการ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลักษณะปัญหาด้านน้ำของพื้นที่ภาคใต้ที่สำคัญ คือ ด้านอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก ซึ่งเกิดจากพื้นที่ภาคใต้มีฝนตกชุก ความลาดชันสูง และปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งเนื่องจากลักษณะการไหลของน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว และไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำไว้
แนวทางการพัฒนาเพื่อบรรเทาปัญหาแบ่งเป็น 3 พื้นที่ กล่าวคือ การเก็บกักน้ำไว้ในพื้นที่ต้นน้ำ การบริหารจัดการน้ำอย่างสมดุลในพื้นที่กลางน้ำ และการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ปลายน้ำ นอกจากจะเป็นประโยชน์ด้านการบรรเทาอุทกภัยแล้ว ยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งด้วย ซึ่งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 10 โครงการตามที่กล่าวอ้าง ได้แก่ 1. โครงการเขื่อนวังหีบ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช 2. โครงการสร้างเขื่อนคลองสังข์ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช 3.โครงการสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่ว อ.ป่าบอน จ.พัทลุง 4. โครงการประตูน้ำปากประ อ.ควนขนุนจ.พัทลุง
5) โครงการคลองผันน้ำเมืองนครศรีธรรมราช ครอบคลุมพื้นที่หลายอำเภอของ จ.นครศรีธรรมราช 6) โครงการบรรเทาอุทกภัยและบริหารจัดการลุ่มน้ำคลองหลังสวน จ.ชุมพร 7) โครงการประตูระบายน้ำคลองสวีหนุ่ม พร้อมระบบส่งน้ำ จ.ชุมพร 8) โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำคลองตะโก จ.ชุมพร 9) โครงการอ่างเก็บน้ำคลองละแม จ.ชุมพร 10) โครงการประตูระบายน้ำบ้านหาดแตง จ.ชุมพร นั้น ได้ดำเนินการตามแนวทางข้างต้น
ดังนั้น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำทั้ง 10 โครงการดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินการเพื่อบรรเทาปัญหาและสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำให้กับประชาชนในทุกภาคส่วน รวมทั้งเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศโดยรวม มิได้เอื้อประโยชน์เป็นการเฉพาะต่อกลุ่มทุนใดๆ ทั้งสิ้น
นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” จากปัญหาการดำเนินการโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของกรมชลประทานทุกโครงการเกิดจากปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ทางเครือข่ายเห็นว่า ปัญหาอุทกภัยซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญในใช้อ้างอิงในการดำเนินโครงการนั้น เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกที่ เมื่อมีฝนตกหนัก แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศของภาคใต้ซึ่งเป็นที่ลาด อีกทั้งมีทางออกสู่ทะเล ไม่ได้ทำให้น้ำท่วมขังนาน ไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยการใช้งบประมาณมหาศาลทำเขื่อนหรือโครงการขนาดใหญ่ซึ่งจากข้อมูล ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
แต่รัฐบาลสามารถแก้ปัญหาและพัฒนาแหล่งน้ำโดยไม่ต้องใช้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ได้ แล้วหันไปแก้ปัญหาโดยจัดผังเมือง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเช่น สะพานหรือถนนที่ขวางทางระบายน้ำออกสู่ทะเล ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชนก็ให้เครือข่ายไปร้องที่ศาลปกครองกลาง เพื่อให้ศาลสั่งคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งจะมีผลให้ยุติงานทุกอย่างระหว่างพิจารณาคดีแล้ว ทั้งนี้ศาลปกครองจะไต่สวนต่อไปเพื่อหาข้อเท็จจริงว่า กรมชลประทานทำถูกต้องตามกฎหมายและหรือระเบียบราชการหรือไม่
ถ้าผลการไต่สวนปรากฎว่ากรมชลประทานทำไม่ถูกต้องศาลก็จะมีคำพิพากษาให้แก้ไขหรือยกเลิกโครงการได้ ดังที่รัฐบาลสมัยหนึ่งจะแปรรูปกฟผ. จากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทมหาชน เมื่อมีการฟ้องร้องศาลปกครอง แม้จะมีการอ้างต่อศาลว่า ได้ทำทุกกระบวนการครบถ้วนตามกฎหมาย แต่ศาลได้ไต่สวนแล้วพบว่า การทำประชาพิจารณ์กรณีดังกล่าว ทำอย่างไม่ถูกต้อง จึงมีคำสั่งเพิกถอนการแปรรูปกฟผ. เนื่องจากทำไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งทำให้จนบัดนี้กฟผ. ยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่
ดังนั้นกลุ่มผู้คัดค้านต้องการให้ยุติให้สามารถยื่นคำร้องต่อศาลปกครองได้ แล้วระหว่างที่งานทุกอย่างยุติระหว่างพิจารณาคดี พร้อมจะให้ผู้คัดค้านและประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมสำรวจข้อมูลทุกด้านกับกรมชลประทาน ทั้งมิติของระบบนิเวศ วิถีชุมชน แนวทางการแก้ปัญหา หากพบว่า ประเด็นใดขัดกฎหมายหรือไม่ถูกต้องเหมาะสม สามารถชี้ให้ภาครัฐแก้ไขได้ทันที ประชาชนผู้คัดค้านสามารถยื่นคำขอต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราชให้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเพื่อระงับการดำเนินการของกรมชลประทานไว้ก่อนในระหว่างพิจารณาคดีได้นั้น
ด้านนายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงว่า การดำเนินการโครงการพัฒนาแหล่งน้ำของกรมชลประทานทุกโครงการเกิดจากปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรในพื้นที่ ดังนั้น กรมชลประทานในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่แก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ จึงต้องพิจารณาหาแนวทางแก้ไขด้วยการศึกษาความเหมาะสมทั้งด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างรอบคอบ และกระบวนการในการดำเนินการเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และระเบียบของทางราชการที่กำหนดไว้ทุกประการ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลักษณะปัญหาด้านน้ำของพื้นที่ภาคใต้ที่สำคัญ คือ ด้านอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก ซึ่งเกิดจากพื้นที่ภาคใต้มีฝนตกชุก ความลาดชันสูง และปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งเนื่องจากลักษณะการไหลของน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลอย่างรวดเร็ว และไม่มีแหล่งเก็บกักน้ำไว้
แนวทางการพัฒนาเพื่อบรรเทาปัญหาแบ่งเป็น 3 พื้นที่ กล่าวคือ การเก็บกักน้ำไว้ในพื้นที่ต้นน้ำ การบริหารจัดการน้ำอย่างสมดุลในพื้นที่กลางน้ำ และการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ปลายน้ำ นอกจากจะเป็นประโยชน์ด้านการบรรเทาอุทกภัยแล้ว ยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งด้วย ซึ่งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ 10 โครงการตามที่กล่าวอ้าง ได้แก่ 1. โครงการเขื่อนวังหีบ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช 2. โครงการสร้างเขื่อนคลองสังข์ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช 3.โครงการสร้างเขื่อนเหมืองตะกั่ว อ.ป่าบอน จ.พัทลุง 4. โครงการประตูน้ำปากประ อ.ควนขนุนจ.พัทลุง
5) โครงการคลองผันน้ำเมืองนครศรีธรรมราช ครอบคลุมพื้นที่หลายอำเภอของ จ.นครศรีธรรมราช 6) โครงการบรรเทาอุทกภัยและบริหารจัดการลุ่มน้ำคลองหลังสวน จ.ชุมพร 7) โครงการประตูระบายน้ำคลองสวีหนุ่ม พร้อมระบบส่งน้ำ จ.ชุมพร 8) โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำคลองตะโก จ.ชุมพร 9) โครงการอ่างเก็บน้ำคลองละแม จ.ชุมพร 10) โครงการประตูระบายน้ำบ้านหาดแตง จ.ชุมพร นั้น ได้ดำเนินการตามแนวทางข้างต้น
ดังนั้น โครงการพัฒนาแหล่งน้ำทั้ง 10 โครงการดังกล่าว จึงเป็นการดำเนินการเพื่อบรรเทาปัญหาและสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำให้กับประชาชนในทุกภาคส่วน รวมทั้งเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศโดยรวม มิได้เอื้อประโยชน์เป็นการเฉพาะต่อกลุ่มทุนใดๆ ทั้งสิ้น






