
'แม็คกรุ๊ป' ปรับเกมสู้ศึก 2 ด้าน "Digital Disruption - ตลาดยีนส์แข่งดุ"
'แม็คกรุ๊ป' จัดทัพรับ Digital Disruption ชู Omni Channel มุ่งสร้างแบรนด์และคอนเทนต์ ปั้นแพลตฟอร์มขยายฐานลูกค้าใหม่ หลังตลาดยีนส์แข่งดุ ทำยอดขายทรุด
นางสาวสุณี เสรีภาณุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบริโภคในประเทศยังไม่ฟื้นตัวจากปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและพฤติกรรมการจับจ่ายที่ให้ความสำคัญกับการบริโภคสื่อและคอนเทนต์ของสินค้าที่สะท้อนความเป็นตัวตนของตนเองก่อนการตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งสิ่งที่สำคัญเท่า ๆ กับการสร้างคอนเทนต์ คือ การสร้างโครงข่ายร้านค้า ทั้ง Online และ Offline ให้พร้อมและครอบคลุม เพื่อรองรับการตัดสินใจที่เกิดได้ทุกที่ทุกเวลา
บริษัทจึงไม่หยุดลงทุนที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตราสินค้าทั้ง 3 กลุ่มของบริษัท อันประกอบไปด้วย 1.กลุ่มเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย นำโดย แบรนด์ "Mc Jeans" เครื่องแต่งกาย Denim และ Non-Denim และแบรนด์ "U-P" เสื้อผ้าสไตล์ Sport Casual 2.กลุ่ม Fashion Accessories โดยมีทั้งแบรนด์ Mc, U-P และแบรนด์นาฬิกาต่าง ๆ ของ "Timedeco" และ 3.กลุ่มผลิตภัณฑ์ Personal Care โดยแบรนด์ "M&C"
[caption id="attachment_379861" align="aligncenter" width="301"]
นางสาวสุณี เสรีภาณุ[/caption]
"สำหรับแผนสินค้าใหม่ที่เป็นไฮไลต์ในปีนี้ นำทัพโดย แบรนด์ "Mc Jeans" ซึ่งนำเสนอสินค้ายีนส์ เซลเวจ (Selvedge) มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการผลิตจากผ้าทอหน้าแคบ ที่มีการควบคุมคุณภาพสูงกว่าผ้าทอทั่วไป ซึ่งในตลาดโลกราคามากกว่า 3 พันบาท แต่แม็คราคาประมาณ 2 พันบาท ภายใต้คอลเลคชั่น "Mc Selvedge" ซึ่งจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดตลอดปี 2562"
นอกจากนี้ แบรนด์น้องใหม่ "U-P" (ยู-พี) ที่เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างของกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตกับหลากหลายกิจกรรม เตรียมปล่อยคอลเลคชันใหม่แนว Monochrome และ Pastel เหมาะกับผู้ที่ชอบแต่งตัว Sport Casual โดยบริษัทได้วางเป้าการขายไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท
นายบัณฑิต ประดิษฐ์สุขถาวร ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงินและบัญชีและผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กล่าวว่า กลยุทธ์ Omni Channel ที่เป็นการเชื่อมต่อทุกช่องทางการจัดจำหน่ายนั้น แม็คกรุ๊ปได้เปิดจุดขายเพิ่มกว่า 30 จุด จากปีที่แล้วที่มีอยู่ 894 จุด มาอยู่ที่ 927 จุด และคาดว่าจะถึง 1,000 จุด ภายใน 2 ปีข้างหน้า และได้ลงทุนเปิดจุดขายเพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ ผ่านร้านค้า "mcmc Outlet Store" ที่มีการเพิ่มจุดจำหน่ายภายในและภายนอกปั๊มน้ำมัน ปตท. ตลอดจนการพัฒนาช่องทาง Online Marketplace คือ "mcshop.com" โดยเพิ่มการสรรหาสินค้าภายใต้แบรนด์ชั้นนำระดับโลกของพันธมิตรรายอื่น ๆ ที่เป็นที่นิยมของคนไทย เข้ามานำเสนอต่อฐานลูกค้าหลายล้านคนของแม็คกรุ๊ป
ล่าสุด บริษัทได้เข้าลงทุนใน "Mcmillion" ซึ่งเป็นผู้บริหารคลังสินค้าและการจัดส่งสินค้าแบบครบวงจรสำหรับธุรกิจ E-Commerce เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว และลดระยะเวลาการจัดส่งสินค้าสำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ให้สั้นที่สุด
"ปัจจุบัน บริษัทยังคงเดินหน้าเพิ่มฐานสมาชิก MC Club ซึ่งในขณะนี้มีจำนวนสมาชิกมากกว่า 650,000 คน และคาดว่าจะถึง 1 ล้านคน ภายใน 1 ปี โดยในไตรมาสนี้จะเริ่มนำ Mobile Application เข้ามาใช้งาน เพื่อให้สามารถสื่อสารและนำเสนอ Campaign ที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงข่าวสารได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนี้ บริษัทยังสร้างการ Engagement ผ่านการ Micro และ Nano Influencers หลากหลายไลฟ์สไตล์ โดยมีการจัดทำเวิร์กช็อปเพื่อแลกเปลี่ยนทักษะการถ่ายทอดเรื่องราวไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ไปสู่กลุ่มลูกค้าผ่านสื่อดิจิตอลในรูปแบบต่าง ๆ"
อย่างไรก็ดี บริษัทเพิ่มงบการตลาดกว่า 20 ล้านบาท เพื่อมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้ของแบรนด์และการขยายฐานลูกค้าใหม่สำหรับปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนเพิ่มจากค่าใช้จ่ายงบประมาณการตลาดที่ทำผ่านจุดจำหน่ายต่าง ๆ ในรูปแบบ Gift with Purchase กิจกรรมร่วมสนุกและส่วนลดพิเศษ รวมกว่า 200 ล้านบาทต่อปี สำหรับผลประกอบการโดยรวมในปี 2560 มียอดขายราว 4200 ล้านบาท ขณะที่ ในปี 2561 มีผลประกอบการ 6 เดือน (ม.ค. - มิ.ย. 61) รวม 1,974 ล้านบาท และในปี 2562 (ก.ค. 61 - มิ.ย. 62) คาดว่าจะมีรายได้ 4,000 ล้านบาท หลัง 6 เดือนแรก มียอดขายลดลง 8%
นางสาวสุณี เสรีภาณุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบริโภคในประเทศยังไม่ฟื้นตัวจากปัจจัยแวดล้อมหลายอย่าง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและพฤติกรรมการจับจ่ายที่ให้ความสำคัญกับการบริโภคสื่อและคอนเทนต์ของสินค้าที่สะท้อนความเป็นตัวตนของตนเองก่อนการตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งสิ่งที่สำคัญเท่า ๆ กับการสร้างคอนเทนต์ คือ การสร้างโครงข่ายร้านค้า ทั้ง Online และ Offline ให้พร้อมและครอบคลุม เพื่อรองรับการตัดสินใจที่เกิดได้ทุกที่ทุกเวลา
บริษัทจึงไม่หยุดลงทุนที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตราสินค้าทั้ง 3 กลุ่มของบริษัท อันประกอบไปด้วย 1.กลุ่มเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย นำโดย แบรนด์ "Mc Jeans" เครื่องแต่งกาย Denim และ Non-Denim และแบรนด์ "U-P" เสื้อผ้าสไตล์ Sport Casual 2.กลุ่ม Fashion Accessories โดยมีทั้งแบรนด์ Mc, U-P และแบรนด์นาฬิกาต่าง ๆ ของ "Timedeco" และ 3.กลุ่มผลิตภัณฑ์ Personal Care โดยแบรนด์ "M&C"
[caption id="attachment_379861" align="aligncenter" width="301"]
"สำหรับแผนสินค้าใหม่ที่เป็นไฮไลต์ในปีนี้ นำทัพโดย แบรนด์ "Mc Jeans" ซึ่งนำเสนอสินค้ายีนส์ เซลเวจ (Selvedge) มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการผลิตจากผ้าทอหน้าแคบ ที่มีการควบคุมคุณภาพสูงกว่าผ้าทอทั่วไป ซึ่งในตลาดโลกราคามากกว่า 3 พันบาท แต่แม็คราคาประมาณ 2 พันบาท ภายใต้คอลเลคชั่น "Mc Selvedge" ซึ่งจะเริ่มทยอยออกสู่ตลาดตลอดปี 2562"
นอกจากนี้ แบรนด์น้องใหม่ "U-P" (ยู-พี) ที่เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างของกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตกับหลากหลายกิจกรรม เตรียมปล่อยคอลเลคชันใหม่แนว Monochrome และ Pastel เหมาะกับผู้ที่ชอบแต่งตัว Sport Casual โดยบริษัทได้วางเป้าการขายไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท
นายบัณฑิต ประดิษฐ์สุขถาวร ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงินและบัญชีและผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจ กล่าวว่า กลยุทธ์ Omni Channel ที่เป็นการเชื่อมต่อทุกช่องทางการจัดจำหน่ายนั้น แม็คกรุ๊ปได้เปิดจุดขายเพิ่มกว่า 30 จุด จากปีที่แล้วที่มีอยู่ 894 จุด มาอยู่ที่ 927 จุด และคาดว่าจะถึง 1,000 จุด ภายใน 2 ปีข้างหน้า และได้ลงทุนเปิดจุดขายเพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ ผ่านร้านค้า "mcmc Outlet Store" ที่มีการเพิ่มจุดจำหน่ายภายในและภายนอกปั๊มน้ำมัน ปตท. ตลอดจนการพัฒนาช่องทาง Online Marketplace คือ "mcshop.com" โดยเพิ่มการสรรหาสินค้าภายใต้แบรนด์ชั้นนำระดับโลกของพันธมิตรรายอื่น ๆ ที่เป็นที่นิยมของคนไทย เข้ามานำเสนอต่อฐานลูกค้าหลายล้านคนของแม็คกรุ๊ป
ล่าสุด บริษัทได้เข้าลงทุนใน "Mcmillion" ซึ่งเป็นผู้บริหารคลังสินค้าและการจัดส่งสินค้าแบบครบวงจรสำหรับธุรกิจ E-Commerce เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว และลดระยะเวลาการจัดส่งสินค้าสำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ให้สั้นที่สุด
"ปัจจุบัน บริษัทยังคงเดินหน้าเพิ่มฐานสมาชิก MC Club ซึ่งในขณะนี้มีจำนวนสมาชิกมากกว่า 650,000 คน และคาดว่าจะถึง 1 ล้านคน ภายใน 1 ปี โดยในไตรมาสนี้จะเริ่มนำ Mobile Application เข้ามาใช้งาน เพื่อให้สามารถสื่อสารและนำเสนอ Campaign ที่เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละกลุ่มได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเข้าถึงข่าวสารได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนี้ บริษัทยังสร้างการ Engagement ผ่านการ Micro และ Nano Influencers หลากหลายไลฟ์สไตล์ โดยมีการจัดทำเวิร์กช็อปเพื่อแลกเปลี่ยนทักษะการถ่ายทอดเรื่องราวไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ไปสู่กลุ่มลูกค้าผ่านสื่อดิจิตอลในรูปแบบต่าง ๆ"
อย่างไรก็ดี บริษัทเพิ่มงบการตลาดกว่า 20 ล้านบาท เพื่อมุ่งเน้นการสร้างการรับรู้ของแบรนด์และการขยายฐานลูกค้าใหม่สำหรับปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนเพิ่มจากค่าใช้จ่ายงบประมาณการตลาดที่ทำผ่านจุดจำหน่ายต่าง ๆ ในรูปแบบ Gift with Purchase กิจกรรมร่วมสนุกและส่วนลดพิเศษ รวมกว่า 200 ล้านบาทต่อปี สำหรับผลประกอบการโดยรวมในปี 2560 มียอดขายราว 4200 ล้านบาท ขณะที่ ในปี 2561 มีผลประกอบการ 6 เดือน (ม.ค. - มิ.ย. 61) รวม 1,974 ล้านบาท และในปี 2562 (ก.ค. 61 - มิ.ย. 62) คาดว่าจะมีรายได้ 4,000 ล้านบาท หลัง 6 เดือนแรก มียอดขายลดลง 8%






