
FDI จากจีน … หนุนส่งออกแผงเซลล์แสงอาทิตย์ไทยโตกว่า 290%
FDI จากจีน … หนุนส่งออกแผงเซลล์แสงอาทิตย์ไทยโตกว่า 290%...ขณะที่ผู้ประกอบการไทยปรับตัวเน้นการส่งออก
ประเด็นสำคัญ
•ในช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนผลิตเซลล์แสงอาทิตย์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในไทยเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีมูลค่าการลงทุนราว 45,186 ล้านบาท เติบโตมากกว่าร้อยละ 850.0 จากปี 2557 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากบริษัทผู้ผลิตมีการลงทุนตามแผนที่วางไว้ อุตสาหกรรมผลิตเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยโดยรวมน่าจะมีกำลังการผลิตพุ่งสูงกว่า 1,000 เมกะวัตต์ต่อปีในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า และในกรณีที่มีการผลิตเต็มกำลังในอนาคต ก็น่าจะส่งผลให้การผลิตโดยภาพรวมสูงกว่า 2,000 เมกะวัตต์ต่อปี ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อการส่งออกเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์โดยภาพรวมของไทยให้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด
•ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในปี 2559 ไทยน่าจะสามารถส่งออกเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในปี 2559 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8,540 – 8,930 ล้านบาท ขยายตัวราวร้อยละ 291.0 – 308.9 จากปี 2558 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 2,184.2 ล้านบาท
•ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ถึงแม้ว่าการส่งออกเซลล์แสงอาทิตย์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยโดยภาพรวมจะเติบโตสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่การส่งออกดังกล่าวจะถูกขับเคลื่อนจากผู้ประกอบการรายใหม่ที่เป็นนักลงทุนต่างชาติมากกว่าผู้ประกอบการไทยรายเดิมในตลาด โดยผู้ประกอบการไทยยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งความต้องการในประเทศที่หดตัวในปัจจุบัน และภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ดังนั้น กลุ่มผู้ประกอบการไทยในตลาดจึงควรต้องปรับตัวเน้นไปสู่การส่งออกมากขึ้น ด้วยการแสวงหาตลาดใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ประเทศในแถบยุโรป หรือแม้แต่ตลาดประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLMV
ในปัจจุบัน พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) นับว่าเป็นพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมในตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา เยอรมนี หรือญี่ปุ่น เป็นต้น ต่างก็นิยมใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กันอย่างแพร่หลายทั้งในภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน เพราะมีความต้องการลดภาระการนำเข้าพลังงาน และตระหนักถึงการลดภาวะโลกร้อนมากขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้เซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cells) รวมถึงแผงเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Modules) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
FDI จากจีนพุ่งกว่าร้อยละ 850.0 เพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์...ดันการส่งออกพุ่งกว่าร้อยละ 290.0 ในปี 2559
ในปัจจุบัน จีนเป็นผู้ผลิตและส่งออกเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยสามารถส่งออกแผงเซลล์แสงอาทิตย์สู่ตลาดโลกได้ประมาณ 16.7 กิกะวัตต์ต่อปี คิดเป็นมูลค่าการส่งออกโดยรวมมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการจีนได้ทำการขยายฐานการผลิตเพื่อส่งออกเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ไปยังประเทศต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะมาเลเซีย เพื่อรองรับความต้องการในตลาดโลกที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จีนก็ได้ส่งสัญญาณเริ่มการขยายฐานการผลิตในไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2558 ที่ผ่านมา พบว่า มีโครงการเกี่ยวกับการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ขนาดโหญ่ (มูลค่าการลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท) ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มูลค่าสูงถึง 45,186 ล้านบาท เติบโตมากกว่าร้อยละ 850.0 จากปี 2557 ที่มีมูลค่าการลงทุนอยู่เพียง 4,714 ล้านบาท และโดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนชาวจีน โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานทดแทนของรัฐบาลไทย ประกอบกับความต้องการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) สินค้าจากจีนของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากบริษัทผู้ผลิตจีนมีการลงทุนผลิตตามแผนที่วางไว้ อุตสาหกรรมผลิตเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยโดยรวมน่าจะมีกำลังการผลิตพุ่งสูงกว่า 1,000 เมกะวัตต์ต่อปีในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า และในกรณีที่มีการผลิตเต็มกำลังในอนาคต ก็น่าจะส่งผลให้การผลิตโดยภาพรวมสูงกว่า 2,000 เมกะวัตต์ต่อปี ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อการส่งออกเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์โดยภาพรวมของไทยให้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด
หากพิจารณาถึงการส่งออกเซลล์แสงอาทิตย์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยที่ผ่านมาก็พบว่า การส่งออกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดราวร้อยละ 55.0 ต่อปี (CAGR: ตั้งแต่ปี 2554-2558) โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความต้องการนำเข้าสินค้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นั่นเป็นเพราะธุรกิจพลังงานทดแทนในสหรัฐอเมริกาได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลผ่านรูปแบบการให้เครดิตเพื่อการลงทุน (Investment Tax Credit) ในอัตราร้อยละ 30.0 และมาตรการดังกล่าวกำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2559 โดยการให้เครดิตจะลดลงเหลือร้อยละ 10.0 ในปี 2560 เป็นต้นไป อย่างไรก็ดี ณ ปัจจุบัน ได้มีผู้เสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ทำการพิจารณาขยายมาตรการดังกล่าวไปจนถึงสิ้นปี 2564 ซึ่งคงต้องจับตาถึงผลการพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2559 ความต้องการนำเข้าเซลล์แสงอาทิตย์รวมถึงแผงเซลล์แสงอาทิตย์ของสหรัฐอเมริกาน่าจะเติบโตพุ่งสูงขึ้นอีก เนื่องจากภาคธุรกิจต้องการเร่งการลงทุนเพื่อที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวที่แน่นอนภายในปี 2559
ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
ประเด็นสำคัญ
•ในช่วงปี 2558 ที่ผ่านมา มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนผลิตเซลล์แสงอาทิตย์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในไทยเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยมีมูลค่าการลงทุนราว 45,186 ล้านบาท เติบโตมากกว่าร้อยละ 850.0 จากปี 2557 โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากบริษัทผู้ผลิตมีการลงทุนตามแผนที่วางไว้ อุตสาหกรรมผลิตเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยโดยรวมน่าจะมีกำลังการผลิตพุ่งสูงกว่า 1,000 เมกะวัตต์ต่อปีในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า และในกรณีที่มีการผลิตเต็มกำลังในอนาคต ก็น่าจะส่งผลให้การผลิตโดยภาพรวมสูงกว่า 2,000 เมกะวัตต์ต่อปี ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อการส่งออกเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์โดยภาพรวมของไทยให้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด
•ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในปี 2559 ไทยน่าจะสามารถส่งออกเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ในปี 2559 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8,540 – 8,930 ล้านบาท ขยายตัวราวร้อยละ 291.0 – 308.9 จากปี 2558 ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 2,184.2 ล้านบาท
•ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า ถึงแม้ว่าการส่งออกเซลล์แสงอาทิตย์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยโดยภาพรวมจะเติบโตสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่การส่งออกดังกล่าวจะถูกขับเคลื่อนจากผู้ประกอบการรายใหม่ที่เป็นนักลงทุนต่างชาติมากกว่าผู้ประกอบการไทยรายเดิมในตลาด โดยผู้ประกอบการไทยยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งความต้องการในประเทศที่หดตัวในปัจจุบัน และภาวะการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ดังนั้น กลุ่มผู้ประกอบการไทยในตลาดจึงควรต้องปรับตัวเน้นไปสู่การส่งออกมากขึ้น ด้วยการแสวงหาตลาดใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ประเทศในแถบยุโรป หรือแม้แต่ตลาดประเทศเพื่อนบ้านอย่าง CLMV
ในปัจจุบัน พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) นับว่าเป็นพลังงานทางเลือกหรือพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุดอย่างหนึ่งที่ได้รับความนิยมในตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา เยอรมนี หรือญี่ปุ่น เป็นต้น ต่างก็นิยมใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กันอย่างแพร่หลายทั้งในภาคธุรกิจและภาคครัวเรือน เพราะมีความต้องการลดภาระการนำเข้าพลังงาน และตระหนักถึงการลดภาวะโลกร้อนมากขึ้น ทำให้มีความต้องการใช้เซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cells) รวมถึงแผงเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Modules) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
FDI จากจีนพุ่งกว่าร้อยละ 850.0 เพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์...ดันการส่งออกพุ่งกว่าร้อยละ 290.0 ในปี 2559
ในปัจจุบัน จีนเป็นผู้ผลิตและส่งออกเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยสามารถส่งออกแผงเซลล์แสงอาทิตย์สู่ตลาดโลกได้ประมาณ 16.7 กิกะวัตต์ต่อปี คิดเป็นมูลค่าการส่งออกโดยรวมมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการจีนได้ทำการขยายฐานการผลิตเพื่อส่งออกเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ไปยังประเทศต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะมาเลเซีย เพื่อรองรับความต้องการในตลาดโลกที่ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จีนก็ได้ส่งสัญญาณเริ่มการขยายฐานการผลิตในไทยด้วยเช่นกัน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2558 ที่ผ่านมา พบว่า มีโครงการเกี่ยวกับการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ขนาดโหญ่ (มูลค่าการลงทุนมากกว่า 1,000 ล้านบาท) ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มูลค่าสูงถึง 45,186 ล้านบาท เติบโตมากกว่าร้อยละ 850.0 จากปี 2557 ที่มีมูลค่าการลงทุนอยู่เพียง 4,714 ล้านบาท และโดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนชาวจีน โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายสนับสนุนและส่งเสริมการลงทุนด้านพลังงานทดแทนของรัฐบาลไทย ประกอบกับความต้องการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกเพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) สินค้าจากจีนของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า หากบริษัทผู้ผลิตจีนมีการลงทุนผลิตตามแผนที่วางไว้ อุตสาหกรรมผลิตเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยโดยรวมน่าจะมีกำลังการผลิตพุ่งสูงกว่า 1,000 เมกะวัตต์ต่อปีในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า และในกรณีที่มีการผลิตเต็มกำลังในอนาคต ก็น่าจะส่งผลให้การผลิตโดยภาพรวมสูงกว่า 2,000 เมกะวัตต์ต่อปี ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อการส่งออกเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์โดยภาพรวมของไทยให้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด
หากพิจารณาถึงการส่งออกเซลล์แสงอาทิตย์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ของไทยที่ผ่านมาก็พบว่า การส่งออกมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดราวร้อยละ 55.0 ต่อปี (CAGR: ตั้งแต่ปี 2554-2558) โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความต้องการนำเข้าสินค้าของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีการใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นั่นเป็นเพราะธุรกิจพลังงานทดแทนในสหรัฐอเมริกาได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลผ่านรูปแบบการให้เครดิตเพื่อการลงทุน (Investment Tax Credit) ในอัตราร้อยละ 30.0 และมาตรการดังกล่าวกำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2559 โดยการให้เครดิตจะลดลงเหลือร้อยละ 10.0 ในปี 2560 เป็นต้นไป อย่างไรก็ดี ณ ปัจจุบัน ได้มีผู้เสนอให้รัฐบาลสหรัฐฯ ทำการพิจารณาขยายมาตรการดังกล่าวไปจนถึงสิ้นปี 2564 ซึ่งคงต้องจับตาถึงผลการพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ในปี 2559 ความต้องการนำเข้าเซลล์แสงอาทิตย์รวมถึงแผงเซลล์แสงอาทิตย์ของสหรัฐอเมริกาน่าจะเติบโตพุ่งสูงขึ้นอีก เนื่องจากภาคธุรกิจต้องการเร่งการลงทุนเพื่อที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวที่แน่นอนภายในปี 2559
ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย






