
โรงกลั่นทุ่ม 6 หมื่นล้าน! แก้ "มลพิษฝุ่น" ผลิต "ยูโร5"
กลุ่มโรงกลั่นนํ้ามันพร้อมทุ่มลงทุน 6 หมื่นล้าน ผลิตนํ้ามันมาตรฐาน "ยูโร5" แก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก แต่มีเงื่อนไขต้องได้สิทธิประโยชน์ลงทุนเพิ่มภายใต้อีอีซี เผย กระทบต้นทุนการผลิตผู้บริโภคแบก 50-60 สตางค์ต่อลิตร
ปัญหาค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ที่เกินมาตรฐาน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ส่งผลให้หน่วยงานต่าง ๆ ออกมาตื่นตัวกับการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการปล่อยไอเสียจากรถยนต์ที่เป็น 1 ในปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก
การตื่นตัวดังกล่าวทำให้กรมควบคุมมลพิษทำหนังสือถึงกระทรวงพลังงาน เพื่อขอให้ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สั่งการไปยังผู้ประกอบการกลุ่มโรงกลั่นนํ้ามันจำนวน 6 โรง ประกอบด้วย โรงกลั่นไทยออยล์ โรงกลั่นบางจาก โรงกลั่นพีทีทีจีซี โรงกลั่นไออาร์พีซี โรงกลั่นเอสพีอาร์ซี และโรงกลั่นเอสโซ่ ให้เร่งรัดการปรับปรุงกระบวนการผลิตนํ้ามัน จากปัจจุบันบังคับใช้นํ้ามันมาตรฐาน "ยูโร4" ให้เป็นมาตรฐาน "ยูโร5" เพื่อลดมลพิษค่ากำมะถันลงมาเหลือ 10PPM เทียบกับยูโร4อยู่ที่ 50 PPM
โดยทางกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ภายในสัปดาห์นี้จะเห็นความชัดเจนถึงแผนการลงทุนของกลุ่มโรงกลั่นนํ้ามันดังกล่าว ที่คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท ในการปรับปรุงขบวนการผลิตนํ้ามันออกมา แม้ว่าบางโรงกลั่นจะไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าต้นเหตุไม่ได้เกิดจากคุณภาพของนํ้ามัน แต่เกิดจากการสึกหรอของเครื่องยนต์ที่เกิดการใช้งานเป็นเวลานาน อีกทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคอีก 50-60 สตางค์ต่อลิตร ประกอบกับการใช้มาตรฐานนํ้ามัน "ยูโร4" ของไทย ถือว่าสูงสุดในภูมิภาคนี้ และยังไม่มีการประกาศออกมาเป็นนโยบายที่ชัดเจน ว่า จะต้องปรับปรุงไปสู่มาตรฐาน "ยูโร5" เมื่อใด หากต้องลงทุนเพิ่มขึ้น ทางภาครัฐจะต้องให้การสนับสนุนโครงการให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนเพิ่มมากขึ้นจากของเดิมที่มีอยู่
นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพลังงาน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การปรับปรุงมาตรฐานการกลั่น "ยูโร5" คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท ตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะส่งผลต่อค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นและจะมีผลต่อต้นทุนราคานํ้ามันที่ปรับเพิ่มขึ้น 50-60 สตางค์ต่อลิตร จากเดิมที่เคยศึกษาไว้เมื่อ 2 ปีก่อน ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น การเร่งรัดเพื่อลงทุนให้เร็วขึ้น รัฐบาลคงจะต้องให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนแก่โรงกลั่นมากขึ้นจากของเดิมที่มีอยู่ โดยเฉพาะโรงกลั่นส่วนใหญ่อยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี คงต้องมาพิจารณาว่า จะให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนภายใต้อีอีซีได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม การปรับมาตรฐาน "ยูโร5" คงไม่สามารถแก้ไขปัญหามลพิษฝุ่นลงได้ เพราะต้นเหตุมาจากรถยนต์เก่าที่เกิดจากการสึกหรอของเครื่องยนต์
หน้า 5 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,438 วันที่ 24 - 26 มกราคม พ.ศ. 2562
ปัญหาค่าฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 ที่เกินมาตรฐาน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน ส่งผลให้หน่วยงานต่าง ๆ ออกมาตื่นตัวกับการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการปล่อยไอเสียจากรถยนต์ที่เป็น 1 ในปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก
การตื่นตัวดังกล่าวทำให้กรมควบคุมมลพิษทำหนังสือถึงกระทรวงพลังงาน เพื่อขอให้ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน สั่งการไปยังผู้ประกอบการกลุ่มโรงกลั่นนํ้ามันจำนวน 6 โรง ประกอบด้วย โรงกลั่นไทยออยล์ โรงกลั่นบางจาก โรงกลั่นพีทีทีจีซี โรงกลั่นไออาร์พีซี โรงกลั่นเอสพีอาร์ซี และโรงกลั่นเอสโซ่ ให้เร่งรัดการปรับปรุงกระบวนการผลิตนํ้ามัน จากปัจจุบันบังคับใช้นํ้ามันมาตรฐาน "ยูโร4" ให้เป็นมาตรฐาน "ยูโร5" เพื่อลดมลพิษค่ากำมะถันลงมาเหลือ 10PPM เทียบกับยูโร4อยู่ที่ 50 PPM
โดยทางกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ภายในสัปดาห์นี้จะเห็นความชัดเจนถึงแผนการลงทุนของกลุ่มโรงกลั่นนํ้ามันดังกล่าว ที่คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท ในการปรับปรุงขบวนการผลิตนํ้ามันออกมา แม้ว่าบางโรงกลั่นจะไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าต้นเหตุไม่ได้เกิดจากคุณภาพของนํ้ามัน แต่เกิดจากการสึกหรอของเครื่องยนต์ที่เกิดการใช้งานเป็นเวลานาน อีกทั้งต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคอีก 50-60 สตางค์ต่อลิตร ประกอบกับการใช้มาตรฐานนํ้ามัน "ยูโร4" ของไทย ถือว่าสูงสุดในภูมิภาคนี้ และยังไม่มีการประกาศออกมาเป็นนโยบายที่ชัดเจน ว่า จะต้องปรับปรุงไปสู่มาตรฐาน "ยูโร5" เมื่อใด หากต้องลงทุนเพิ่มขึ้น ทางภาครัฐจะต้องให้การสนับสนุนโครงการให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนเพิ่มมากขึ้นจากของเดิมที่มีอยู่
นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพลังงาน เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า การปรับปรุงมาตรฐานการกลั่น "ยูโร5" คาดว่าจะใช้เงินลงทุนรวมมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท ตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะส่งผลต่อค่าก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นและจะมีผลต่อต้นทุนราคานํ้ามันที่ปรับเพิ่มขึ้น 50-60 สตางค์ต่อลิตร จากเดิมที่เคยศึกษาไว้เมื่อ 2 ปีก่อน ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท
ดังนั้น การเร่งรัดเพื่อลงทุนให้เร็วขึ้น รัฐบาลคงจะต้องให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนแก่โรงกลั่นมากขึ้นจากของเดิมที่มีอยู่ โดยเฉพาะโรงกลั่นส่วนใหญ่อยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี คงต้องมาพิจารณาว่า จะให้สิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนภายใต้อีอีซีได้หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม การปรับมาตรฐาน "ยูโร5" คงไม่สามารถแก้ไขปัญหามลพิษฝุ่นลงได้ เพราะต้นเหตุมาจากรถยนต์เก่าที่เกิดจากการสึกหรอของเครื่องยนต์
หน้า 5 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3,438 วันที่ 24 - 26 มกราคม พ.ศ. 2562






