
ททท. นำทัพ 70 ผู้ประกอบการไทย กระตุ้นตลาดอินเดีย "SATTE 2019"
ททท. เชิญผู้ประกอบการไทย 70 ราย กระตุ้นตลาดอินเดีย South Asia Travel and Tourism Exchange (SATTE) 2019 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. นำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทย จำนวน 70 ราย เข้าร่วมงาน South Asia Travel and Tourism Exchange (SATTE) 2019 ระหว่างวันที่ 16–18 ม.ค. 2562 ณ India Expo Mart, Greater Noida กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งเป็นงานส่งเสริมการขายทางการท่องเที่ยวที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในสาธารณรัฐอินเดีย ประเทศไทยเข้าร่วมงานในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 11 ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน แบ่งเป็น โรงแรม 29 ราย, Tour Operator 22 ราย, สายการบิน 3 ราย, Cruising 1 ราย และอื่น ๆ 15 ราย ซึ่งมีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมงานมากกว่าเดิม 16 ราย ในปีนี้คาดว่ามีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 50,000 คน และมีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าทางการท่องเที่ยวกว่า 1,000 คูหา ในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการฯ รายใหม่ที่ไม่เคยร่วมงานมาก่อน 24 ราย ภายในงานมีกิจกรรมหลัก คือ การเจรจาธุรกิจทางการท่องเที่ยวระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจทางการท่องเที่ยวอินเดียกับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวต่างประเทศ (B2B)
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยถึงการเข้าร่วมงาน SATTE 2019 ของ ททท. ในปีนี้ ว่า ต้องการกระตุ้นตลาดและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในตลาดอินเดีย ในการนำเสนอรายการนำเที่ยวมายังประเทศไทย และเพิ่มยอดขายการนำเที่ยว (Package) ประเทศไทย เน้นระดับตลาดคุณภาพ (Hi-End) รวมทั้งการเร่งทำตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวความสนใจเฉพาะมากยิ่งขึ้น และขยายฐานตลาดเดิมให้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย โดยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่เดินทางออกนอกประเทศในปี 2560 มีจำนวนมากกว่า 23 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสในการแบ่งสัดส่วนให้จำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น จากตัวเลขปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเดินทางมายังประเทศไทย (11 เดือน ม.ค. ถึง พ.ย.) จำนวน 1,429,078 คน เพิ่มขึ้น 12.03% เมื่อเทียบกับปี 2560 และคาดว่า ในปี 2561 จะมีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยมากกว่า 1,600,000 คน เพิ่มขึ้น 12% จากมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้นักท่องเที่ยวอินเดียตั้งแต่ 15 พ.ย. 2561 ถึง 13 ม.ค. 2562
นอกจากภายในงานยังมีการสาธิตการวาดเครื่องเบญจรงค์ เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยและสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการสาธิตศิลปวัฒนธรรมไทย ด้วยการทำให้เห็นคุณค่าและเอกลักษณ์วิถีไทยที่แตกต่างและแข่งขันได้ในระดับโลก ซึ่งสามารถสร้างความสนใจให้แก่ผู้เข้าร่วมชมงานเป็นอย่างมาก
โดยวันที่ 15 ม.ค. 2562 นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ได้นำเสนอสถานการณ์และสินค้าบริการทางการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ให้แก่สื่อมวลชนต่างประเทศที่เข้าร่วมงาน โดยนักท่องเที่ยวอินเดียถือเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยติด 1 ใน 10 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และยังกล่าวเพิ่มว่า ในเดือน ส.ค. ปีนี้ ททท. จะเดินทางไป Road Show ยังเมืองรองที่มีศักยภาพของสาธารณรัฐอินเดีย เช่น อเมนาบัด ปูเน อามิสา และเมืองบูบาเนสวา ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดของ ททท. ในการเพิ่มจำนวนและรายได้ของนักท่องเที่ยวอินเดีย
จากสถิติในปี 2561 นักท่องเที่ยวอินเดียเลือกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย คือ แหล่งท่องเที่ยวหลัก ซึ่งเป็นที่นิยมของตลาด เช่น กรุงเทพฯ พัทยา และมีแนวโน้มที่จะเดินทําไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่เพิ่มมากขึ้น เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย เชียงราย กระบี่ พระนครศรีอยุธยา และเกาะช้าง เป็นต้น และกิจกรรมใหม่ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น คือ กลุ่มถ่ายทำภาพยนตร์ กลุ่มเดินทางเพื่อการประชุม รวมถึงกลุ่มฮันนีมูนอีกด้วย
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท. นำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไทย จำนวน 70 ราย เข้าร่วมงาน South Asia Travel and Tourism Exchange (SATTE) 2019 ระหว่างวันที่ 16–18 ม.ค. 2562 ณ India Expo Mart, Greater Noida กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ซึ่งเป็นงานส่งเสริมการขายทางการท่องเที่ยวที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในสาธารณรัฐอินเดีย ประเทศไทยเข้าร่วมงานในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 11 ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน แบ่งเป็น โรงแรม 29 ราย, Tour Operator 22 ราย, สายการบิน 3 ราย, Cruising 1 ราย และอื่น ๆ 15 ราย ซึ่งมีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมงานมากกว่าเดิม 16 ราย ในปีนี้คาดว่ามีผู้เข้าร่วมงานไม่น้อยกว่า 50,000 คน และมีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าทางการท่องเที่ยวกว่า 1,000 คูหา ในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการฯ รายใหม่ที่ไม่เคยร่วมงานมาก่อน 24 ราย ภายในงานมีกิจกรรมหลัก คือ การเจรจาธุรกิจทางการท่องเที่ยวระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจทางการท่องเที่ยวอินเดียกับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวต่างประเทศ (B2B)
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ ททท. เปิดเผยถึงการเข้าร่วมงาน SATTE 2019 ของ ททท. ในปีนี้ ว่า ต้องการกระตุ้นตลาดและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในตลาดอินเดีย ในการนำเสนอรายการนำเที่ยวมายังประเทศไทย และเพิ่มยอดขายการนำเที่ยว (Package) ประเทศไทย เน้นระดับตลาดคุณภาพ (Hi-End) รวมทั้งการเร่งทำตลาดกลุ่มนักท่องเที่ยวความสนใจเฉพาะมากยิ่งขึ้น และขยายฐานตลาดเดิมให้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย โดยจำนวนนักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่เดินทางออกนอกประเทศในปี 2560 มีจำนวนมากกว่า 23 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสในการแบ่งสัดส่วนให้จำนวนนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางมายังประเทศไทยมากขึ้น จากตัวเลขปี 2561 มีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียเดินทางมายังประเทศไทย (11 เดือน ม.ค. ถึง พ.ย.) จำนวน 1,429,078 คน เพิ่มขึ้น 12.03% เมื่อเทียบกับปี 2560 และคาดว่า ในปี 2561 จะมีนักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยมากกว่า 1,600,000 คน เพิ่มขึ้น 12% จากมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าให้นักท่องเที่ยวอินเดียตั้งแต่ 15 พ.ย. 2561 ถึง 13 ม.ค. 2562
นอกจากภายในงานยังมีการสาธิตการวาดเครื่องเบญจรงค์ เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยและสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการสาธิตศิลปวัฒนธรรมไทย ด้วยการทำให้เห็นคุณค่าและเอกลักษณ์วิถีไทยที่แตกต่างและแข่งขันได้ในระดับโลก ซึ่งสามารถสร้างความสนใจให้แก่ผู้เข้าร่วมชมงานเป็นอย่างมาก
โดยวันที่ 15 ม.ค. 2562 นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. ได้นำเสนอสถานการณ์และสินค้าบริการทางการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ให้แก่สื่อมวลชนต่างประเทศที่เข้าร่วมงาน โดยนักท่องเที่ยวอินเดียถือเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าประเทศไทยติด 1 ใน 10 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และยังกล่าวเพิ่มว่า ในเดือน ส.ค. ปีนี้ ททท. จะเดินทางไป Road Show ยังเมืองรองที่มีศักยภาพของสาธารณรัฐอินเดีย เช่น อเมนาบัด ปูเน อามิสา และเมืองบูบาเนสวา ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดของ ททท. ในการเพิ่มจำนวนและรายได้ของนักท่องเที่ยวอินเดีย
จากสถิติในปี 2561 นักท่องเที่ยวอินเดียเลือกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย คือ แหล่งท่องเที่ยวหลัก ซึ่งเป็นที่นิยมของตลาด เช่น กรุงเทพฯ พัทยา และมีแนวโน้มที่จะเดินทําไปยังแหล่งท่องเที่ยวใหม่เพิ่มมากขึ้น เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย เชียงราย กระบี่ พระนครศรีอยุธยา และเกาะช้าง เป็นต้น และกิจกรรมใหม่ที่ได้รับความสนใจมากขึ้น คือ กลุ่มถ่ายทำภาพยนตร์ กลุ่มเดินทางเพื่อการประชุม รวมถึงกลุ่มฮันนีมูนอีกด้วย






