thansettakij
thansettakij
เฮอริเทจเทพันล้านเพิ่มกำลังผลิต ชูสินค้าหลากหลาย / รอเศรษฐกิจฟื้นดันยอดโต 20%

เฮอริเทจเทพันล้านเพิ่มกำลังผลิต ชูสินค้าหลากหลาย / รอเศรษฐกิจฟื้นดันยอดโต 20%

15 มี.ค. 59 | 12:00 น.
“เฮอริเทจสแนค” แย้มแผนทำตลาดปี59 เน้นความหลากหลายสินค้า ปรับแพคเกจจิ้ง พร้อมบริหารภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพ ทั้งควักงบสร้างโรงงานผลิตสินค้าค่า พันล้าน หวังเพิ่มกำลังอีก 4 เท่าตัว รอจังหวะเศรษฐกิจฟื้นตัวเป็นปกติกลับมาเติบโตทะลุ 20%

[caption id="attachment_37808" align="aligncenter" width="418"] วิทวัส พลไพศาล  รองประธานกรรมการ  บริษัท เฮอริเทจสแนค แอนด์ ฟู้ด จำกัด วิทวัส พลไพศาล
รองประธานกรรมการ
บริษัท เฮอริเทจสแนค แอนด์ ฟู้ด จำกัด[/caption]

นายวิทวัส พลไพศาล รองประธานกรรมการ บริษัท เฮอริเทจสแนค แอนด์ ฟู้ด จำกัด ผู้ผลิต ผู้ค้าส่ง และผู้ส่งออกสินค้าอาหาร ขนมขบเคี้ยวประเภทถั่ว ผลไม้อบแห้ง และน้ำผลไม้ออร์แกนิกจากธรรมชาติ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ว่า จะมุ่งเน้นการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งรสชาติใหม่ ไลน์สินค้าใหม่ การปรับบรรจุภัณฑ์สินค้าใหม่ เพื่อสร้างความเคลื่อนไหวในตลาดให้ผู้บริโภคได้รับรู้ และเป็นการสร้างการจดจำในแบรนด์สินค้า ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว

ทั้งนี้ ประเมินสถานการณ์ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศว่ายังไม่กลับมาเป็นปกติ และมีปัจจัยภายนอกประเทศ ที่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มประเทศในยุโรปมีปัญหาภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ประเทศจีนมีปัญหาเงินหยวนอ่อนค่า ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ประเทศรัสเซียยังมีปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ได้ลดลง แต่อัตราการใช้จ่ายของกลุ่มนักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ลดลง ถือเป็นผลกระทบที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

“ในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่กลับมาเป็นปกติ บริษัทจะเน้นการบริหารจัดการภายใน ให้มีประสิทธิภาพ และยังคงทำการตลาดเพื่อให้เกิดการจดจำ และสร้างมูฟเมนต์ทางการตลาดให้ผู้บริโภคได้รับรู้ เพื่อรอให้ภาวะเศรษฐกิจกลับมาเป็นปกติภายใน 2 ปีนี้ ช่วงเวลาที่รอให้การเติบโตของเศรษฐกิจกลับมาเป็นปกติ จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีในการเตรียมตัวรองรับการเติบโตในอนาคต ตอนนี้จึงยังไม่ได้มุ่งหวังให้ผลประกอบการเติบโตมาก โดยยังคงรักษาระดับการเติบโตที่ประมาณ 10% ซึ่งช่วงที่ผ่านมาถือว่ายอดขายเติบโตลดลงพอสมควร จากปกติจะเติบโตในอัตรากว่า 20% ซึ่งการรักษาการเติบโตให้มีต่อไป จะมาจากการที่ลูกค้าต้องการสินค้าใหม่ หรือการมีลูกค้าใหม่”

นอกจากการเพิ่มสินค้าใหม่ อาทิ ป๊อปคอร์นรสเค็ม ถั่วชนิดใหม่ เป็นต้น บริษัทยังทำตลาดกับสินค้าที่ได้เริ่มทำตลาดมาแล้ว 1 ปี คือ นมอัลมอนด์ แบรนด์บลูไดมอนด์ เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีอนาคตการเติบโตสูง จากเทรนด์ของผู้บริโภคที่ไม่ดื่มนมวัว และนมถั่วเหลือง และกลุ่มผู้สูงอายุที่ดื่มนมเพิ่มมากขึ้น โดยแนวทางการทำตลาดบริษัทจะขยายช่องทางจัดจำหน่ายเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันมีจุดจำหน่ายเพียง 50-60 แห่งในซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ เนื่องจากต้องรอไลน์การผลิตสินค้าให้แล้วเสร็จ จึงจะเริ่มกระจายสินค้าไปยังช่องทางไฮเปอร์มาร์เก็ต และซุปเปอร์สโตร์ต่อไป ซึ่งในอนาคตจะปรับกระบวนการผลิตและบริหารต้นทุนสินค้าให้นมถั่วอัลมอนด์มีราคาลดลงมากว่า 100 บาทต่อขนาด 1 ลิตร จากปัจจุบันจำหน่ายราคา 140-150 บาทต่อลิตร เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถหาซื้อได้ โดยคาดหวังว่าใน 1 ปีแรกที่ทำตลาดและกระจายสินค้าไปในช่องทางต่างๆ เพิ่ม จะทำยอดขายได้ 1 ล้านลิตร ปัจจุบันบริษัทนำเข้าสินค้ามาจากต่างประเทศเป็นหลัก

“เทรนด์นมถั่วอัลมอนด์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเชื่อว่าในประเทศไทยจะเติบโตตามด้วย ซึ่งในอเมริกาปัจจุบันมีผู้ดื่มนมถั่วอัลมอนด์มากกว่านมถั่วเหลืองและนมวัวแล้ว จากอดีตที่ในตลาดมีเฉพาะนมวัวและนมถั่วเหลืองในสัดส่วนที่เท่ากัน แต่พอมีผู้ทำตลาดนมถั่วอัลมอนด์ ผู้บริโภคก็หันมาดื่มเพิ่มมากขึ้นจนมีสัดส่วนที่มาก เนื่องจากปัจจัยสำคัญ คือ นมถั่วอัลมอนด์ไม่ใส่น้ำตาล ทำให้แคลลอรี่ต่ำกว่านมถั่วเหลือง ไม่มีสารเอสโตเจน และคนกังวลใจเรื่องการจีเอ็มโอถั่วเหลือง”

นายวิทวัส กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทได้ลงทุน 1 พันล้านบาทเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตบนพื้นที่ 20 ไร่ ที่จังหวัดสมุทรสาคร ขณะนี้ก่อสร้างอาคารโรงงานแล้วเสร็จ 4 อาคาร และจะสร้างอาคารหลังที่ 5 พร้อมกับทยอยติดตั้งเครื่องจักร ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะเดินเครื่องผลิตสินค้าได้บางส่วน และโรงงานจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ได้ในปีหน้า ซึ่งจะทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิม 4 เท่าตัว จากที่ก่อนหน้ามีโรงงานผลิตอยู่ 3-4 แห่ง หากโรงงานแห่งใหม่แล้วเสร็จ เตรียมแผนย้ายฐานการผลิตมาไว้ในที่เดียวกัน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,139 วันที่ 13 - 16 มีนาคม พ.ศ. 2559
  • แท็กที่เกี่ยวข้อง
  • business