
'ไทยยูเนี่ยน' ลั่น! ปี 62 ยอดขายกลับมาโตได้ 5% คาดปีนี้เสมอตัว พร้อมเตรียมแผนสู่ 2025
เบอร์ 1 ทูน่าโลก "ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป" คาดปิดปี 61 ยอดขายไม่โต จาก 3 ปัจจัยหลัก "วัตถุดิบทูน่าผันผวน-กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนลดลง-ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น" เล็งปี 62 โต 5% จากธุรกิจ "ทูน่าออยล์" ที่เยอรมนี ผนึก 'อาลีบาบา' ขยายตลาดจีน ลอนช์สินค้านวัตกรรมใหม่ เตรียมแผนปี 2025 รับเสี่ยง
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เผยว่า ในปี 2561 คาดรายได้ของทียูจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน (ปี 2560 มีรายได้ 136,535 ล้านบาท) สาเหตุที่รายได้ไม่ลดลง แต่ก็ไม่มีการเติบโต เป็นผลจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ราคาวัตถุดิบที่ผันผวนในทิศทางไม่สูงมาก มีผลต่อราคาสินค้าที่ลดลง 2.อัตราแลกเปลี่ยน ที่เงินบาทแข็งค่ามากในบางช่วง มีผลต่อกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนของทางกลุ่มลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และ 3.จากผู้บริโภคมีทางเลือกในการบริโภคสินค้าอื่น ๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ขณะที่ตลาดมีการแข่งขันสูง
[caption id="attachment_364108" align="aligncenter" width="335"]
ธีรพงศ์ จันศิริ[/caption]
"ผลกำไรของเราปีนี้คงจะตํ่ากว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลกระทบหลักจากอัตราแลกเปลี่ยน (ปี 2560 บริษัทมีกำไรสุทธิ 6,021 ล้านบาท) แต่ถ้าดูในแง่ของ Operating Profit (กำไรจากการดำเนินงาน) ก็ยังทรงตัว"
ส่วนในปี 2562 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตในแง่รายได้ที่ประมาณ 5% และคาดหวังผลกำไรจะดีขึ้น โดยรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นจะมาจากสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ และมีมูลค่าเพิ่มสูงจากศูนย์นวัตกรรมของทียูที่ได้มีการลงทุนเป็นปีที่ 4 และได้เริ่มลอนช์สินค้าสู่ตลาดอเมริกาและยุโรปในปีนี้ และปีหน้าจะมีสินค้าใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งการเข้าถึงผู้บริโภคและรายได้ด้านตัวเลขในส่วนนี้ คาดจะชัดเจนขึ้นช่วง 2-3 ปีนับจากนี้ (ทียูตั้งเป้าหมายสินค้านวัตกรรมจะเป็นสัดส่วนรายได้ของบริษัทอย่างน้อย 20% ขึ้นไปในอนาคต)
นอกจากนี้ เป็นผลจากบริษัทได้ลงทุนตั้งโรงกลั่นนํ้ามัน "ปลาบริสุทธิ์" (ทูน่าออยล์) ที่เยอรมนี กำลังผลิต 5,000 ตัน/ปี (เงินลงทุน 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อส่งเป็นวัตถุดิบให้แก่โรงงานผู้ผลิตสินค้าสารอาหาร อาทิ อาหารสำหรับทารก อาหารเสริม และอาหารสำหรับผู้ป่วย ซึ่งได้เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ในปีหน้าจะเริ่มรับรู้รายได้ ซึ่ง "นํ้ามันปลาบริสุทธิ์" นี้ถือเป็นก้าวแรกของการนำนวัตกรรมมาพัฒนาหน่วยธุรกิจ Marine Ingredients ของทียู และมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต
ขณะเดียวกัน บริษัทได้จับมือกับ "อาลีบาบากรุ๊ป" ในการขายสินค้าอาหารทะเลสดและแช่แข็งผ่านช่องทางออนไลน์ของอาลีบาบา (สินค้าหลัก คือ กุ้งล็อบสเตอร์ คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 70% ในจีน) และช่องทางออฟไลน์ผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตของอาลีบาบา ที่ชื่อว่า Hema รวมถึงล่าสุด บริษัทได้เปิดสาขาภัตตาคารอาหารทะเลเรดล็อบสเตอร์ที่เซี่ยงไฮ้ และจากที่ได้เข้าไปถือหุ้น 25.1% ในบริษัท ธรรมชาติ ซีฟู้ด รีเทล จำกัด (TSR) และปีหน้าจะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 65% เพื่อให้บริการจัดการด้านเคาน์เตอร์อาหารทะเลแก่ผู้ประกอบการค้าปลีกของไทย (ปัจจุบันมี 158 สาขาในไทย) ในสิ้นปีนี้จะนำรูปแบบร้าน "เดอะ ล็อบเตอร์ แล็บ" ของธรรมชาติซีฟูด ไปเปิดในจีน 2 สาขา
"การลงทุนที่กล่าวมาจะช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้ 5% ในปีหน้า ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งในและนอกประเทศที่มีอยู่มาก ทั้งค่าเงินบาท ราคาวัตถุดิบ เบร็กซิท ดอกเบี้ยขาขึ้น สงครามการค้า ตะวันออกกลางก็มีความไม่แน่นอน พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเราประเมินและเตรียมแผน 1, 2, 3 รองรับตามสภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ส่วนด้าน M&A (การควบรวมและซื้อกิจการ) เวลานี้ไม่ได้อยู่ใน Priority ของเรา เพราะโรงงานและกำลังผลิตที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้ว แต่จะเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและการทำกำไรเป็นหลัก"
นายธีรพงศ์ กล่าวอีกว่า จากที่บริษัทเคยตั้งเป้าหมายยอดขาย 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2563 บริษัทยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมายต่อไป ขณะเดียวกันในปีหน้าคงต้องเตรียมแผนงานและเป้าหมายสำหรับปี 2025 (2568) เพื่อรองรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,429 วันที่ 23-26 ธันวาคม 2561
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เผยว่า ในปี 2561 คาดรายได้ของทียูจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีก่อน (ปี 2560 มีรายได้ 136,535 ล้านบาท) สาเหตุที่รายได้ไม่ลดลง แต่ก็ไม่มีการเติบโต เป็นผลจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ราคาวัตถุดิบที่ผันผวนในทิศทางไม่สูงมาก มีผลต่อราคาสินค้าที่ลดลง 2.อัตราแลกเปลี่ยน ที่เงินบาทแข็งค่ามากในบางช่วง มีผลต่อกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนของทางกลุ่มลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และ 3.จากผู้บริโภคมีทางเลือกในการบริโภคสินค้าอื่น ๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ขณะที่ตลาดมีการแข่งขันสูง
[caption id="attachment_364108" align="aligncenter" width="335"]
"ผลกำไรของเราปีนี้คงจะตํ่ากว่าปีที่แล้ว ซึ่งเป็นผลกระทบหลักจากอัตราแลกเปลี่ยน (ปี 2560 บริษัทมีกำไรสุทธิ 6,021 ล้านบาท) แต่ถ้าดูในแง่ของ Operating Profit (กำไรจากการดำเนินงาน) ก็ยังทรงตัว"
ส่วนในปี 2562 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตในแง่รายได้ที่ประมาณ 5% และคาดหวังผลกำไรจะดีขึ้น โดยรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นจะมาจากสินค้าที่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ และมีมูลค่าเพิ่มสูงจากศูนย์นวัตกรรมของทียูที่ได้มีการลงทุนเป็นปีที่ 4 และได้เริ่มลอนช์สินค้าสู่ตลาดอเมริกาและยุโรปในปีนี้ และปีหน้าจะมีสินค้าใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งการเข้าถึงผู้บริโภคและรายได้ด้านตัวเลขในส่วนนี้ คาดจะชัดเจนขึ้นช่วง 2-3 ปีนับจากนี้ (ทียูตั้งเป้าหมายสินค้านวัตกรรมจะเป็นสัดส่วนรายได้ของบริษัทอย่างน้อย 20% ขึ้นไปในอนาคต)
นอกจากนี้ เป็นผลจากบริษัทได้ลงทุนตั้งโรงกลั่นนํ้ามัน "ปลาบริสุทธิ์" (ทูน่าออยล์) ที่เยอรมนี กำลังผลิต 5,000 ตัน/ปี (เงินลงทุน 24 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) เพื่อส่งเป็นวัตถุดิบให้แก่โรงงานผู้ผลิตสินค้าสารอาหาร อาทิ อาหารสำหรับทารก อาหารเสริม และอาหารสำหรับผู้ป่วย ซึ่งได้เริ่มเปิดดำเนินการเมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ในปีหน้าจะเริ่มรับรู้รายได้ ซึ่ง "นํ้ามันปลาบริสุทธิ์" นี้ถือเป็นก้าวแรกของการนำนวัตกรรมมาพัฒนาหน่วยธุรกิจ Marine Ingredients ของทียู และมีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต
ขณะเดียวกัน บริษัทได้จับมือกับ "อาลีบาบากรุ๊ป" ในการขายสินค้าอาหารทะเลสดและแช่แข็งผ่านช่องทางออนไลน์ของอาลีบาบา (สินค้าหลัก คือ กุ้งล็อบสเตอร์ คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 70% ในจีน) และช่องทางออฟไลน์ผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตของอาลีบาบา ที่ชื่อว่า Hema รวมถึงล่าสุด บริษัทได้เปิดสาขาภัตตาคารอาหารทะเลเรดล็อบสเตอร์ที่เซี่ยงไฮ้ และจากที่ได้เข้าไปถือหุ้น 25.1% ในบริษัท ธรรมชาติ ซีฟู้ด รีเทล จำกัด (TSR) และปีหน้าจะเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 65% เพื่อให้บริการจัดการด้านเคาน์เตอร์อาหารทะเลแก่ผู้ประกอบการค้าปลีกของไทย (ปัจจุบันมี 158 สาขาในไทย) ในสิ้นปีนี้จะนำรูปแบบร้าน "เดอะ ล็อบเตอร์ แล็บ" ของธรรมชาติซีฟูด ไปเปิดในจีน 2 สาขา
"การลงทุนที่กล่าวมาจะช่วยให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้ 5% ในปีหน้า ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งในและนอกประเทศที่มีอยู่มาก ทั้งค่าเงินบาท ราคาวัตถุดิบ เบร็กซิท ดอกเบี้ยขาขึ้น สงครามการค้า ตะวันออกกลางก็มีความไม่แน่นอน พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและมีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเราประเมินและเตรียมแผน 1, 2, 3 รองรับตามสภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ส่วนด้าน M&A (การควบรวมและซื้อกิจการ) เวลานี้ไม่ได้อยู่ใน Priority ของเรา เพราะโรงงานและกำลังผลิตที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้ว แต่จะเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและการทำกำไรเป็นหลัก"
นายธีรพงศ์ กล่าวอีกว่า จากที่บริษัทเคยตั้งเป้าหมายยอดขาย 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2563 บริษัทยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมายต่อไป ขณะเดียวกันในปีหน้าคงต้องเตรียมแผนงานและเป้าหมายสำหรับปี 2025 (2568) เพื่อรองรับกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับ 3,429 วันที่ 23-26 ธันวาคม 2561






