thansettakij
thansettakij
"รพ.กรุงเทพ" แพ้คดีซ้ำ! ศาลอุทธรณ์สั่งรักษาสมาชิก "ไลฟ์ พริวิเลจ" ตามเดิม

"รพ.กรุงเทพ" แพ้คดีซ้ำ! ศาลอุทธรณ์สั่งรักษาสมาชิก "ไลฟ์ พริวิเลจ" ตามเดิม

20 ธ.ค. 61 | 09:40 น.
อัปเดตล่าสุด :21 ธ.ค. 61 | 14:27 น.
"รพ.กรุงเทพ" แพ้คดีซ้ำ! ศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น สั่งให้สิทธิ์รักษาพยาบาลแก่สมาชิกลูกค้า "ไลฟ์ พริวิเลจ" ตามเดิม

ที่ศาลแพ่ง รัชดาพิเศษ เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2561 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำเลย บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) โดยโรงพยาบาลกรุงเทพ ปฏิบัติตามข้อตกลงของโครงการเอกสิทธิ์ของคุณภาพชีวิตและเปิดสโมสร "ไลฟ์ พริวิเลจ" กับให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับของสโมสรต่อไป หลัง นางสาวพิสิฏฐำ เหล่ากุลวานิช ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน เป็นโจทก์ยื่นอุทธรณ์


ฟ้องรพ.กรุงเทพ

โดยศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยประเด็นการดำเนินกิจการโครงการไลฟ์พริวิเลจคลับของจำเลยเป็นการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยหรือไม่ ว่า

ตามแผ่นพับโฆษณาเชิญชวนให้สมัครเป็นสมาชิกโครงการเอกสิทธิ์ของคุณภาพชีวิต และกฎระเบียบ ข้อบังคับ "ไลฟ์ พริวิเลจ คลับ" รวมทั้งข้อแนะนำการใช้บริการ เป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสามและสมาชิกโครงการ จากกฎระเบียบข้อบังคับและข้อแนะนำการใช้บริการดังกล่าว เป็นที่เห็นได้ชัดว่า การเข้ารับการรักษาพยาบาลของโจทก์ทั้งสาม ไม่ว่าจะเป็น แบบผู้ป่วยนอก หรือ แบบผู้ป่วยใน จะต้องเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาลกรุงเทพ ที่จำเลยกำหนดเป็นหลัก

ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการสถานพยาบาลโรงพยาบาลกรุงเทพได้บอกรับสมาชิก โดยให้สมาชิกชำระค่าสมาชิกครั้งเดียวเป็นเงินเท่ากับมูลค่าทองคำน้ำหนัก 200 บาท ตามแต่มูลค่าของทองคำในช่วงเวลาที่สมัครเข้าเป็นสมาชิก แล้วจำเลยจะให้บริการตอบแทน โดยดูแลรักษาสุขภาพแก่สมาชิก ซึ่งล้วนเป็นการประกอบกิจการโรงพยาบาลตามวัตถุประสงค์ของจำเลย ค่าจ้างแพทย์ บุคคลากร ค่ายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงวัสดุอุปกรณ์และสิ่งปลูกสร้าง ล้วนเป็นค่าใช้จ่ายของจำเลย ซึ่งถือเป็นต้นทุนของการประกอบกิจการ

การเรียกเก็บค่าสมาชิกจึงเป็นการเรียกเก็บค่าบริการล่วงหน้า เป็นเงินทุนในการประกอบธุรกิจของจำเลย โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย มิใช่เป็นเบี้ยประกัน และเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ต้องบริหารเงินดังกล่าวให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในการให้บริการสมาชิกแต่ละรายการที่จำเลย ซึ่งเป็นผู้ประกอบกิจการโรงพยาบาลอยู่แล้ว ให้การรักษาเมื่อโจทก์ทั้งสามและสมาชิก เจ็บป่วย จึงไม่ถือเป็นการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ทั้งสามหรือสมาชิกแต่อย่างใด


แอดฐานฯ

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ทั้งสามและสมาชิกอื่นสามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอื่น และจำเลยต้องชำระเงินให้แก่โรงพยาบาลอื่นนั้น ตามข้อตกลงกำหนดไว้ชัดเจนว่า ให้โจทก์ทั้งสามและสมาชิกอื่นเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพเป็นหลัก เว้นแต่ในกรณีฉุกเฉิน ก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องการให้สมาชิกในกรณีฉุกเฉินได้รับการดูแลรักษาพยาบาลเบื้องต้นจากแพทย์ผู้มีความรู้ของโรงพยาบาลอื่นทันทีแล้วจำเลยจะรีบ นำรถพยาบาลไปรับมารักษา ณ โรงพยาบาลกรุงเทพ ส่วนต่างจังหวัดกรณีฉุกเฉินสามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในเครือของจำเลยสะดวกที่สุด

กรณีดังกล่าวจึงเป็นเพียงข้อยกเว้นในการดูแลรักษาพยาบาลโจทก์ทั้งสามและสมาชิกอื่นในกรณีฉุกเฉิน การที่จำเลยจ่ายเงินให้แก่โรงพยาบาลอื่นไป เป็นข้อยกเว้นที่จำเลยปฏิบัตินอกเหนือไปจากข้อตกลง ซึ่งอาจจะเป็นเพราะต้องการสร้างความพึงพอใจให้แก่สมาชิกเท่านั้น กรณีจึงไม่ใช่การตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือ ชดใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัย หากมีขึ้น

นอกจากนี้ ตามกฎระเบียบข้อบังคับ "ไลฟ์ พริวิเลจ คลับ" ไม่มีการกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยเพื่อเป็นการจำ กัดความเสี่ยงภัย โดยจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ผู้รับประกันภัยต้องรับผิดจะไม่เกินกว่าจำนวนเงินที่ได้เอาประกันภัยไว้ จำนวนเงินเอาประกันภัยถือเป็นสาระสำคัญของการประกันวินาศภัยที่จะต้องกำหนดไว้ ทั้งค่าสมาชิกที่จำเลยเรียกเก็บจากโจทก์ทั้งสามและสมาชิกอื่นยังมีอัตราเท่ากันแล้วแต่สมาชิกสมัครในช่วงใด ไม่มีการเรียกเก็บตามความเสี่ยงภัยที่อาจเกิดขึ้นจากอายุ เพศ และอาชีพของสมาชิกตามลักษณะของเบี้ยประกันภัย ซึ่งบัญญัติเป็นหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 864 ซึ่งการจะพิจารณาว่า ข้อตกลงใดเป็นเอกเทศสัญญาตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หาใช่มาตราหนึ่งเพียงมาตราเดียว

ยิ่งเมื่อพิจารณาหนังสือแจ้งสมาชิกเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2559 อ้างว่า มีมาตรฐานการบัญชีเกี่ยวกับสัญญาประกันภัยที่จะต้องปฏิบัติตามเพื่อให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์กำหนด ขอให้สมาชิกร่วมจ่ายค่ารักษาจาก 100 บาทต่อครั้ง เป็นจ่าย 25 เปอร์เซ็นต์ของยอดรวม การใช้จ่ายแต่ละครั้งเพื่อให้ "ไลฟ์ พริวเลจ คลับ" สามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ต้องปิดโครงการ

และเมื่อมีการจัดประชุมสมาชิกแล้ว มีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก จำเลยจึงมีหนังสือแจ้งปิดโครงการเมื่อ 20 ม.ค. 2560 ทำให้เห็นว่า การปิดโครงการน่าจะเกิดจากปัญหาด้านการเงินของจำเลยมากว่าปัญหาทางด้านกฎหมาย มาตรฐานบัญชีไม่อาจนำมาเป็นตัวชี้ขาดลักษณะสัญญาทางกฎหมายได้ โดยเฉพาะกรณีนี้ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีความเห็นว่า การดำเนินการของจำเลยไม่เข้าลักษณะการรับประกันภัย แต่มีลักษณะเป็นการซื้อเหมาบริการรักษาพยาบาลเป็นการล่วงหน้า

พยานหลักฐานโจทก์ทั้งสามจึงมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลย คดีจึงฟังได้ว่า ข้อตกลงตามสำเนากฎระเบียบข้อบังคับ "ไลฟ์ พริวิเลจ คลับ" เป็นสัญญาให้บริการทางการแพทยและสุขภาพ ไม่มีลักษณะของสัญญาประกันวินาศภัย การดำเนินกิจการ "ไลฟ์ พริวิเลจ" ของจำเลยจึงไม่เป็นการประกอบธุรกิจประกัน วินาศภัย และไม่เป็นความผิดตามมาตรา 17 และมาตรา 86 แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 สัญญาตามข้อตกลง "ไลฟ์ พริวิเลจ" จึงไม่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย อันจะตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และกรณีไม่ถือว่ามีเหตุอันใด นอกเหนือความควบคุมของจำเลยผู้ประกอบการ อันมีผลทำให้ "ไลฟ์ พริวิเลจ คลับ" ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิยกเลิกโครงการ "ไลฟ์ พริวิเลจ คลับ" ตามกฎระเบียบข้อบังคับ "ไลฟ์ พริวิเลจ คลับ" จำเลยต้องปฏิบัติการชำระหนี้ต่อโจทก์ทั้งสามตามข้อตกลงในโครงการเอกสิทธิ์ของคุณภาพชีวิต ชีวีมีสุข ต่อไป ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาชอบแล้ว

595959859