
"ศรีสุวรรณ"ร้องบิ๊กตู่จี้ฟ้องกก.สหกรณ์ฐานฯพร้อมเรียกเงินคืนสมาชิก
นายศรีสุวรรณ จรรยา อุปนายกและเลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ปฏิบัติหน้าที่นายกสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นหนังสือต่อ ประธานคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) เพื่อขอให้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ 2542 ในการตรวจสอบและสั่งให้นายทะเบียนสหกรณ์ฟ้องร้องกรรมการและผู้จัดการหรือผู้บริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจ พร้อมเรียกเงินคืนมาให้สมาชิกสหกรณ์ฯ โดยมีการระบุว่า
"ที่ สพท. 105/2561
วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2561
เรื่อง ขอให้ใช้อำนาจตาม พรบ.สหกรณ์ 2542 ในการตรวจสอบและสั่งให้นายทะเบียนสหกรณ์ฟ้องร้องกรรมการและผู้จัดการหรือผู้บริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจ พร้อมเรียกเงินคืนมาให้สมาชิกสหกรณ์ฯ
เรียน ประธานคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ
(พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี)
สำเนาเรียน อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์
ด้วยผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจ จำกัด ผู้มีรายชื่อท้ายหนังสือฉบับนี้ได้มาร้องเรียนขอความช่วยเหลือประธานคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) ผ่านสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เพื่อขอให้เป็นธุระในการเรียกร้องความเป็นธรรม กรณีที่ปรากฏโดยชัดแจ้งว่าผู้บริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจ จำกัด มีการบริหารจัดการองค์กรนำไปสู่ความผิดพลาด ล้มเหลว และทำให้เกิดความเสียหายต่อสหกรณ์และมวลสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเงินค่าหุ้นของสหกรณ์ไปปล่อยกู้ให้สมาชิกที่เป็นพรรคพวกตน โดยไม่มีการบังคับเรียกคืนเงินกู้ตามกฎหมาย จนทำให้สถานะของสหกรณ์ใกล้ล้มละลาย เงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ที่มีกว่า 12 ล้านบาทแทบจะกลายเป็น “ศูนย์” ในปัจจุบัน ทั้งๆที่ในอดีตเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา (จดทะเบียน 5/06/2540) สหกรณ์มีกำไรจากการดำเนินงานมาโดยตลอด แต่พอเปลี่ยนคณะผู้บริหารชุดใหม่กลับทำให้สถานะของสหกรณ์ตกต่ำลงจนแทบจะต้องยุบสหกรณ์ไปรวมกับสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เพื่อปัดสวะหนี้ความรับผิดชอบของตนให้พ้นๆ ไป โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของสมาชิกฯที่สู้อุตส่าห์เก็บเงินเพื่อเข้าหุ้นสหกรณ์เพื่อหวังที่จะได้รับเงินปันผลพร้อมต้นเงินเมื่อยามที่ตนเกษียณออกจากงาน
ทั้งนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจ จำกัด เป็นสหกรณ์ที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมสหกรณ์แล้วตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2540 โดยเคยมีสมาชิกสูงสุดถึง 234 รายมีหุ้น 1,282,160 หุ้น จำนวนเงินค่าหุ้นรวมทั้งสิ้น : 12,822,160.00 บาท เคยมีสินทรัพย์รวมเมื่อ 31 ธันวาคม พ.ศ.2558 ถึง 15,95,455.34 ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่มีการก่อตั้งสหกรณ์เป็นต้นมา การบริหารของคณะผู้บริหารสามารถสร้างกำไรและเงินปันผลให้กับสมาชิกด้วยดีตลอดมา แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารชุดใหม่ เป็นชุดปัจจุบันพบว่าผลการดำเนินงานกับสร้างภาวะการขาดทุนให้กับสหกรณ์เป็นอย่างมาก ดังนี้
ผลการดำเนินงานปี 2560
รายการ31 ธ.ค.2560 31 ธ.ค.2559 อัตราเปลี่ยนแปลง (%)เพิ่ม (ลด)
จำนวนสมาชิก (คน) 43 91 (52.75)
สินทรัพย์รวม (บาท) 2,756,184.18 5,841,670.60 (52.82)
ทุนเรือนหุ้น (บาท) 4,006,790.00 7,905,270.00 (49.31)
ทุนสำรอง (บาท) 0.00 0.00 (0.00)
เงินรับฝาก (บาท) 4,944.37 15,832.35 (68.77)
ลูกหนี้เงินให้กู้ (บาท) 2,216,541.00 5,226,603.00 (57.59)
ทุนสหกรณ์ (บาท) 1,909,054.01 4,594,798.25 (58.45)
กำไร(ขาดทุน)สุทธิประจำปี(บาท) (1,441,860.64) (4,556,166.29) (131.65)
กำไร(ขาดทุน)ต่อหุ้น(บาท) (3.60) (5.76)
จะเห็นได้ว่าในการบริหารของคณะผู้บริหารพบว่าในเดือน ม.ค.-ธ.ค.2560 มีการอนุมัติให้เงินกู้แก่สมาชิกมากถึง 38 รายจำนวน 121 สัญญา เป็นจำนวนเงิน 4,890,910 ล้านบาท โดยไม่มีการติดตามทวงถามการคืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยให้กับคืนสู่สหกรณ์แต่อย่างใด เป็นเหตุให้สมาชิกจำนวนมากเริ่มทยอยลาออกกันไปเป็นจำนวนมาก จาก 91 ราย คงเหลือเพียง 43 ราย
[caption id="attachment_362480" align="aligncenter" width="335"]
[/caption]
สาเหตุยังคงเหมือนเดิม คือ การนำเงินค่าหุ้นของสมาชิกไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิกที่เป็นกลุ่มใกล้ชิดผู้บริหาร แล้วไม่มีการบังคับหนี้ให้ใช้คืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ทำให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่อง จนมีสมาชิกทยอยลาออกไปเป็นจำนวนมาก โดยที่ผู้บริหารไม่ได้ออกมาแถลงถึงเหตุผลว่าเหตุใด จึงไม่มีการเรียกและบังคับหนี้จากผู้กู้รายต่าง ๆ เพื่อที่สหกรณ์จะได้มีเงินทุนหมุนเวียนและดำรงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งคาดว่าในปี พ.ศ.2561 นี้ การขาดทุนของสหกรณ์ยังคงเหมือนเดิม จนมูลค่าหุ้นแทบจะไม่เหลือค่าเลย และสมาชิกของสหกรณ์มีแนวโน้มว่าจะทยอยลาออกจนเกือบหมด โดยที่คณะผู้บริหารไม่ได้ใช้อำนาจในการบังคับให้สมาชิกที่กู้เงินไปนั้น นำมาชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยแต่อย่างใด
กรณีดังกล่าว ถือว่าเป็นความบกพร่องของคณะผู้บริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจโดยชัดแจ้ง อีกทั้งต้องถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ไม่ดำเนินการกำกับดูแลหรือสั่งการอย่างใด ๆ ให้ผู้บริหารสหกรณ์ดังกล่าวใช้อำนาจในการฟ้องร้องหรือบังคับสมาชิกที่กู้เงินไปนั้น นำเงินกลับมาคืนสหกรณ์พร้อมดอกเบี้ยตามกำหนด เป็นเหตุให้สหกรณ์ขาดทุน และอาจถึงขั้นล้มละลาย หรือสูญสิ้นสถานะของความเป็นสหกรณ์ได้ในอนาคตอันใกล้
ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 บัญญัติไว้ชัดเจนในมาตรา 21 และมาตรา 22 ความดังนี้
“มาตรา 21 ในกรณีที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ทำให้สหกรณ์เสียหาย ถ้าสหกรณ์ไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดี ให้นายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแทนสหกรณ์ ได้ และให้พนักงานอัยการรับว่าต่างให้สหกรณ์ โดยให้สหกรณ์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการร้องทุกข์ ฟ้องคดีหรือการว่าต่างแก่นายทะเบียนสหกรณ์ รองนายทะเบียนสหกรณ์ หรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี”
“มาตรา 22 ในกรณีที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตน จนทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือฐานะการเงิน ตามรายงานการสอบบัญชี หรือตามรายงานการตรวจสอบ ให้นายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ปฏิบัติการ ดังต่อไปนี้
(1) ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลาที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด
(2) ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ระงับการปฏิบัติบางส่วนที่เป็นเหตุให้เกิดข้อบกพร่องหรือเสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก
(3) ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องนั้นให้แล้วเสร็จตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่นาย ทะเบียนสหกรณ์กำหนด
(4) ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ หรือให้กรรมการซึ่งเกี่ยวข้องกับการนั้นพ้นจากตำแหน่งกรรมการ”
กรณีดังกล่าว สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจตามรายชื่อท้ายหนังสือฉบับนี้ ได้พยายามแจ้งและหรือบอกกล่าวให้ผู้บริหารของสหกรณ์ฯดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการบังคับเรียกคือเงินกู้ต่าง ๆ พร้อมดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้ไปยังสมาชิกต่าง ๆ ที่ผ่านมาให้หมดโดยเร็ว แต่คณะกรรมการบริหารสหกรณ์กลับเพิกเฉย
ดังนั้น สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยและสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจตามรายชื่อท้ายหนังสือฉบับนี้ จึงใคร่ขอกราบเรียน/ร้องเรียนมายังประธานคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) ในการใช้อำนาจสั่งการ ดังนี้
1)ขอให้ใช้อำนาจตาม พรบ.สหกรณ์ 2542 ในการตรวจสอบการดำเนินการของสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจ จำกัด เพื่อบ่งชี้ถึงความผิดพลาด ล้มเหลว ในการบริหารงาน
2)ขอให้สั่งการให้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ ใช้อำนาจตามมาตรา 21 ดำเนินการฟ้องร้องกรรมการและผู้จัดการหรือผู้บริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจ จำกัด พร้อมเรียกเงินคืนมาให้สมาชิกสหกรณ์ฯ
3)ขอให้สั่งการให้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ ใช้อำนาจตามมาตรา 22 การดำเนินการอย่างใด ๆ เพื่อบังคับเรียกคือเงินกู้ต่าง ๆ พร้อมดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้ไปยังสมาชิกต่าง ๆ ที่ผ่านมาให้หมดโดยเร็ว และหากผู้บริหารสหกรณ์เพิกเฉยให้คณะกรรมการหรือผู้บริหารทั้งหมดพ้นจากตำแหน่ง และให้แต่งตั้งคณะกรรมการชั่วคราวมาดำเนินการฟ้องร้อง โดยให้คณะกรรมการสหกรณ์หรือผู้บริหารทำการชดใช้หนี้ที่เสียไปจากการให้สมาชิกกู้เงินทั้งหมดโดยพลัน
อนึ่ง หาก ฯพณฯ ได้สั่งการหรือดำเนินการเป็นประการใด และมีผลเป็นอย่างใด ๆ แล้วกรุณาแจ้งให้สมาคมฯและสาธารณชนได้ทราบด้วย ทั้งนี้ตามมาตรา 41 มาตรา 51 มาตรา 59 มาตรา 63 และมาตรา 78 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ประกอบพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 ด้วย จักขอบพระคุณยิ่ง
ขอแสดงความนับถือ
(นายศรีสุวรรณ จรรยา)
อุปนายกและเลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย
ปฏิบัติหน้าที่นายกสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย"
"ที่ สพท. 105/2561
วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2561
เรื่อง ขอให้ใช้อำนาจตาม พรบ.สหกรณ์ 2542 ในการตรวจสอบและสั่งให้นายทะเบียนสหกรณ์ฟ้องร้องกรรมการและผู้จัดการหรือผู้บริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจ พร้อมเรียกเงินคืนมาให้สมาชิกสหกรณ์ฯ
เรียน ประธานคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ
(พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี)
สำเนาเรียน อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์
ด้วยผู้แทนสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจ จำกัด ผู้มีรายชื่อท้ายหนังสือฉบับนี้ได้มาร้องเรียนขอความช่วยเหลือประธานคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) ผ่านสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เพื่อขอให้เป็นธุระในการเรียกร้องความเป็นธรรม กรณีที่ปรากฏโดยชัดแจ้งว่าผู้บริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจ จำกัด มีการบริหารจัดการองค์กรนำไปสู่ความผิดพลาด ล้มเหลว และทำให้เกิดความเสียหายต่อสหกรณ์และมวลสมาชิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเงินค่าหุ้นของสหกรณ์ไปปล่อยกู้ให้สมาชิกที่เป็นพรรคพวกตน โดยไม่มีการบังคับเรียกคืนเงินกู้ตามกฎหมาย จนทำให้สถานะของสหกรณ์ใกล้ล้มละลาย เงินทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์ที่มีกว่า 12 ล้านบาทแทบจะกลายเป็น “ศูนย์” ในปัจจุบัน ทั้งๆที่ในอดีตเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา (จดทะเบียน 5/06/2540) สหกรณ์มีกำไรจากการดำเนินงานมาโดยตลอด แต่พอเปลี่ยนคณะผู้บริหารชุดใหม่กลับทำให้สถานะของสหกรณ์ตกต่ำลงจนแทบจะต้องยุบสหกรณ์ไปรวมกับสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย เพื่อปัดสวะหนี้ความรับผิดชอบของตนให้พ้นๆ ไป โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของสมาชิกฯที่สู้อุตส่าห์เก็บเงินเพื่อเข้าหุ้นสหกรณ์เพื่อหวังที่จะได้รับเงินปันผลพร้อมต้นเงินเมื่อยามที่ตนเกษียณออกจากงาน
ผลการดำเนินงานปี 2560
รายการ31 ธ.ค.2560 31 ธ.ค.2559 อัตราเปลี่ยนแปลง (%)เพิ่ม (ลด)
จำนวนสมาชิก (คน) 43 91 (52.75)
สินทรัพย์รวม (บาท) 2,756,184.18 5,841,670.60 (52.82)
ทุนเรือนหุ้น (บาท) 4,006,790.00 7,905,270.00 (49.31)
ทุนสำรอง (บาท) 0.00 0.00 (0.00)
เงินรับฝาก (บาท) 4,944.37 15,832.35 (68.77)
ลูกหนี้เงินให้กู้ (บาท) 2,216,541.00 5,226,603.00 (57.59)
ทุนสหกรณ์ (บาท) 1,909,054.01 4,594,798.25 (58.45)
กำไร(ขาดทุน)สุทธิประจำปี(บาท) (1,441,860.64) (4,556,166.29) (131.65)
กำไร(ขาดทุน)ต่อหุ้น(บาท) (3.60) (5.76)
จะเห็นได้ว่าในการบริหารของคณะผู้บริหารพบว่าในเดือน ม.ค.-ธ.ค.2560 มีการอนุมัติให้เงินกู้แก่สมาชิกมากถึง 38 รายจำนวน 121 สัญญา เป็นจำนวนเงิน 4,890,910 ล้านบาท โดยไม่มีการติดตามทวงถามการคืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยให้กับคืนสู่สหกรณ์แต่อย่างใด เป็นเหตุให้สมาชิกจำนวนมากเริ่มทยอยลาออกกันไปเป็นจำนวนมาก จาก 91 ราย คงเหลือเพียง 43 ราย
[caption id="attachment_362480" align="aligncenter" width="335"]
สาเหตุยังคงเหมือนเดิม คือ การนำเงินค่าหุ้นของสมาชิกไปปล่อยกู้ให้กับสมาชิกที่เป็นกลุ่มใกล้ชิดผู้บริหาร แล้วไม่มีการบังคับหนี้ให้ใช้คืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย ทำให้สหกรณ์ขาดสภาพคล่อง จนมีสมาชิกทยอยลาออกไปเป็นจำนวนมาก โดยที่ผู้บริหารไม่ได้ออกมาแถลงถึงเหตุผลว่าเหตุใด จึงไม่มีการเรียกและบังคับหนี้จากผู้กู้รายต่าง ๆ เพื่อที่สหกรณ์จะได้มีเงินทุนหมุนเวียนและดำรงอยู่ต่อไปได้ ซึ่งคาดว่าในปี พ.ศ.2561 นี้ การขาดทุนของสหกรณ์ยังคงเหมือนเดิม จนมูลค่าหุ้นแทบจะไม่เหลือค่าเลย และสมาชิกของสหกรณ์มีแนวโน้มว่าจะทยอยลาออกจนเกือบหมด โดยที่คณะผู้บริหารไม่ได้ใช้อำนาจในการบังคับให้สมาชิกที่กู้เงินไปนั้น นำมาชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยแต่อย่างใด
กรณีดังกล่าว ถือว่าเป็นความบกพร่องของคณะผู้บริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจโดยชัดแจ้ง อีกทั้งต้องถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ไม่ดำเนินการกำกับดูแลหรือสั่งการอย่างใด ๆ ให้ผู้บริหารสหกรณ์ดังกล่าวใช้อำนาจในการฟ้องร้องหรือบังคับสมาชิกที่กู้เงินไปนั้น นำเงินกลับมาคืนสหกรณ์พร้อมดอกเบี้ยตามกำหนด เป็นเหตุให้สหกรณ์ขาดทุน และอาจถึงขั้นล้มละลาย หรือสูญสิ้นสถานะของความเป็นสหกรณ์ได้ในอนาคตอันใกล้
ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 บัญญัติไว้ชัดเจนในมาตรา 21 และมาตรา 22 ความดังนี้
“มาตรา 21 ในกรณีที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ทำให้สหกรณ์เสียหาย ถ้าสหกรณ์ไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดี ให้นายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแทนสหกรณ์ ได้ และให้พนักงานอัยการรับว่าต่างให้สหกรณ์ โดยให้สหกรณ์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการร้องทุกข์ ฟ้องคดีหรือการว่าต่างแก่นายทะเบียนสหกรณ์ รองนายทะเบียนสหกรณ์ หรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี”
“มาตรา 22 ในกรณีที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตน จนทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือฐานะการเงิน ตามรายงานการสอบบัญชี หรือตามรายงานการตรวจสอบ ให้นายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ปฏิบัติการ ดังต่อไปนี้
(1) ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลาที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด
(2) ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ระงับการปฏิบัติบางส่วนที่เป็นเหตุให้เกิดข้อบกพร่องหรือเสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก
(3) ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว เพื่อแก้ไขข้อบกพร่องนั้นให้แล้วเสร็จตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่นาย ทะเบียนสหกรณ์กำหนด
(4) ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ หรือให้กรรมการซึ่งเกี่ยวข้องกับการนั้นพ้นจากตำแหน่งกรรมการ”
กรณีดังกล่าว สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจตามรายชื่อท้ายหนังสือฉบับนี้ ได้พยายามแจ้งและหรือบอกกล่าวให้ผู้บริหารของสหกรณ์ฯดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในการบังคับเรียกคือเงินกู้ต่าง ๆ พร้อมดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้ไปยังสมาชิกต่าง ๆ ที่ผ่านมาให้หมดโดยเร็ว แต่คณะกรรมการบริหารสหกรณ์กลับเพิกเฉย
ดังนั้น สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยและสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจตามรายชื่อท้ายหนังสือฉบับนี้ จึงใคร่ขอกราบเรียน/ร้องเรียนมายังประธานคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี) ในการใช้อำนาจสั่งการ ดังนี้
1)ขอให้ใช้อำนาจตาม พรบ.สหกรณ์ 2542 ในการตรวจสอบการดำเนินการของสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจ จำกัด เพื่อบ่งชี้ถึงความผิดพลาด ล้มเหลว ในการบริหารงาน
2)ขอให้สั่งการให้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ ใช้อำนาจตามมาตรา 21 ดำเนินการฟ้องร้องกรรมการและผู้จัดการหรือผู้บริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์ฐานเศรษฐกิจ จำกัด พร้อมเรียกเงินคืนมาให้สมาชิกสหกรณ์ฯ
3)ขอให้สั่งการให้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ ใช้อำนาจตามมาตรา 22 การดำเนินการอย่างใด ๆ เพื่อบังคับเรียกคือเงินกู้ต่าง ๆ พร้อมดอกเบี้ยที่ปล่อยกู้ไปยังสมาชิกต่าง ๆ ที่ผ่านมาให้หมดโดยเร็ว และหากผู้บริหารสหกรณ์เพิกเฉยให้คณะกรรมการหรือผู้บริหารทั้งหมดพ้นจากตำแหน่ง และให้แต่งตั้งคณะกรรมการชั่วคราวมาดำเนินการฟ้องร้อง โดยให้คณะกรรมการสหกรณ์หรือผู้บริหารทำการชดใช้หนี้ที่เสียไปจากการให้สมาชิกกู้เงินทั้งหมดโดยพลัน
ขอแสดงความนับถือ
(นายศรีสุวรรณ จรรยา)
อุปนายกและเลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย
ปฏิบัติหน้าที่นายกสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย"






