
ธอส.ลั่น"เอาอยู่"ถ้าดอกเบี้ยขึ้นไม่เกิน0.50%
ธอส.ย้ำตรึงดอกเบี้ยต่ำปีหน้า-ถ้าตลาดปรับขึ้นไม่เกิ น0.50% ลั่น"เอาอยู่" เผยโครงการบ้านล้านหลังหนุนสินเชื่อโตตามเป้าทั้งปี 2.03 แสนล้านบาท
[caption id="attachment_361630" align="aligncenter" width="335"]
นายฉัตรชัย ศิริไล[/caption]
นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยถึงแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นว่า ธนาคารประเมินว่าปีหน้าคณะกรรมการนโนบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 1.50% ต่อปี ซึ่งการส่งผ่านนโยบายดอกเบี้ยเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะปรับดอกเบี้ยขึ้นตาม
ในทันที ทั้งนี้หากกนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่เกิน 0.25% ต่อปี ธนาคารในระบบอาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ 0.125% ซึ่งจะไม่กระทบเงินงวดของลูกค้าธอส.
" ปีหน้าเราประเมินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของกนง.ไว้ 2 ครั้ง หากดอกเบี้ยตลาดปรับไม่เกิน 2ครั้งที่อัตรา0.50%เราก็น่าจะเอาอยู่แต่หากเกินอาจจะต้องปรับเงินงวดลูกค้าเดิมบางกลุ่มและปรับอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าใหม่"
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นอาจส่งผลกระทบใน2ส่วนคือ ถ้าลูกค้าที่ผ่อนชำระอยู่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มจะผ่อนชำระไม่ไหวกลายเป็นหนี้เอ็นพีแอลของธนาคารๆ ก็จะต้องมีภาระการสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญซึ่ง อาจมีผลต่อการขาดทุน และผลกระทบกับลูกค้าใหม่ที่ ความสามารถในการกู้อาจได้รับวงเงินไม่พอ แต่ภาพรวมแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นปีหน้าจะไม่กระทบเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพราะจะมีโครงการบ้านล้านหลังเข้ามาเสริมด้วย
ส่วนปัจจัยที่จะกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อปีหน้ายังต้องรอดูผลที่เกิดขึ้นจริงของอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น กับแผนที่ประเมินไว้เบื้องต้น และผลจากมาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะบังคับใช้ในวันที่1เมษายน2562โดยคาดว่าจะมีลูกค้าเข้ามาที่ธอส.มากขึ้น ซึ่ง ธอส.อยู่ระหว่างปรับปรุงระบบไอทีเพื่อรองรับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อใหม่ดังกล่าวและทำความเข้าใจกับลูกค้าเกี่ยวกับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อใหม่ด้วย
สำหรับปีหน้ากระทรวงการคลังได้กำหนดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่ของธอส.จำนวน2.03แสนล้านบาทคิดเป็นการเติบโต 6% จากอัตราการปล่อยสินเชื่อย้อนหลัง 3 ปี และรักษาระดับหนี้เอ็นพีแลอยู่ที่4.0%โดยทั้งปีนี้ตั้งเป้าไว้ ที่ 1.89แสนล้านบาท ขณะนี้คืบหน้าแล้วจำนวน 2แสน ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายของรัฐที่กำหนดให้ธอส.ตรึงอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดภาระผู้กู้โดยเฉพาะเพื่อสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง
ส่วนโครงการบ้านล้านหลังตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติในวงเงิน 50,000 ล้านบาท นั้น ธอส.จะเริ่มเปิดยื่นจองสิทธิ์สินเชื่อในวันที่ 23 ธ.ค.61 เป็นวันแรก โดยจะเปิดพร้อมกันทุกสาขาทั่วประเทศ(ยกเว้นสาขาบนห้างสรรพสินค้า) และ สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพ จากนั้นจะเปิดให้ยื่นเอกสารกู้ในวันที่ 2 ม.ค.62 เป็นต้นไป รอบแรก2-3หมื่นล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาในการยื่นเอกสารประมาณ 90 วันส่วนการพิจารณาเฉลี่ยต่อ 1 รายใช้เวลาไม่เกิน 15 วัน และสามารถทำนิติกรรมในไตรมาส 1 หลัง
"ถ้าวงเงินเต็มเร็วกว่าที่คาดอาจจะเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาเฟส 2 ซึ่งต้องดูแนวโน้ม ของอัตราดอกเบี้ยด้วย"
ส่วนความคืบหน้า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กรอบเวลาคาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนรัฐบาลใหม่ ซึ่งขณะนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)อนุมัติรับในหลักการแล้ว ซึ่งอนาคตจะให้อำนาจ กับคณะกรรมการของธนาคาร โดยความเห็นชอบ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการถอดถอนกรรมการผู้จัดการ รวมทั้ง ขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจ ให้ธอส.อำนวยสินเชื่อ ผู้สูงอายุ หรือรีเวิร์สมอร์เกจ และขยาย และขยายขอบเขตในการระดมทุนออกหรือขายพันธบัตรและสลากออมทรัพย์ เป็นต้น
[caption id="attachment_361630" align="aligncenter" width="335"]
นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยถึงแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นว่า ธนาคารประเมินว่าปีหน้าคณะกรรมการนโนบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้ง จากปัจจุบันที่อยู่ที่ 1.50% ต่อปี ซึ่งการส่งผ่านนโยบายดอกเบี้ยเชื่อว่าธนาคารพาณิชย์จะปรับดอกเบี้ยขึ้นตาม
ในทันที ทั้งนี้หากกนง.ปรับขึ้นดอกเบี้ยไม่เกิน 0.25% ต่อปี ธนาคารในระบบอาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ 0.125% ซึ่งจะไม่กระทบเงินงวดของลูกค้าธอส.
" ปีหน้าเราประเมินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของกนง.ไว้ 2 ครั้ง หากดอกเบี้ยตลาดปรับไม่เกิน 2ครั้งที่อัตรา0.50%เราก็น่าจะเอาอยู่แต่หากเกินอาจจะต้องปรับเงินงวดลูกค้าเดิมบางกลุ่มและปรับอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าใหม่"
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นอาจส่งผลกระทบใน2ส่วนคือ ถ้าลูกค้าที่ผ่อนชำระอยู่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มจะผ่อนชำระไม่ไหวกลายเป็นหนี้เอ็นพีแอลของธนาคารๆ ก็จะต้องมีภาระการสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญซึ่ง อาจมีผลต่อการขาดทุน และผลกระทบกับลูกค้าใหม่ที่ ความสามารถในการกู้อาจได้รับวงเงินไม่พอ แต่ภาพรวมแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นปีหน้าจะไม่กระทบเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย เพราะจะมีโครงการบ้านล้านหลังเข้ามาเสริมด้วย
ส่วนปัจจัยที่จะกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อปีหน้ายังต้องรอดูผลที่เกิดขึ้นจริงของอัตราดอกเบี้ยที่ปรับขึ้น กับแผนที่ประเมินไว้เบื้องต้น และผลจากมาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะบังคับใช้ในวันที่1เมษายน2562โดยคาดว่าจะมีลูกค้าเข้ามาที่ธอส.มากขึ้น ซึ่ง ธอส.อยู่ระหว่างปรับปรุงระบบไอทีเพื่อรองรับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อใหม่ดังกล่าวและทำความเข้าใจกับลูกค้าเกี่ยวกับเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อใหม่ด้วย
สำหรับปีหน้ากระทรวงการคลังได้กำหนดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่ของธอส.จำนวน2.03แสนล้านบาทคิดเป็นการเติบโต 6% จากอัตราการปล่อยสินเชื่อย้อนหลัง 3 ปี และรักษาระดับหนี้เอ็นพีแลอยู่ที่4.0%โดยทั้งปีนี้ตั้งเป้าไว้ ที่ 1.89แสนล้านบาท ขณะนี้คืบหน้าแล้วจำนวน 2แสน ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ก่อตั้งธนาคารมา โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายของรัฐที่กำหนดให้ธอส.ตรึงอัตราดอกเบี้ย เพื่อลดภาระผู้กู้โดยเฉพาะเพื่อสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง
ส่วนโครงการบ้านล้านหลังตามที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติในวงเงิน 50,000 ล้านบาท นั้น ธอส.จะเริ่มเปิดยื่นจองสิทธิ์สินเชื่อในวันที่ 23 ธ.ค.61 เป็นวันแรก โดยจะเปิดพร้อมกันทุกสาขาทั่วประเทศ(ยกเว้นสาขาบนห้างสรรพสินค้า) และ สำนักงานใหญ่ในกรุงเทพ จากนั้นจะเปิดให้ยื่นเอกสารกู้ในวันที่ 2 ม.ค.62 เป็นต้นไป รอบแรก2-3หมื่นล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาในการยื่นเอกสารประมาณ 90 วันส่วนการพิจารณาเฉลี่ยต่อ 1 รายใช้เวลาไม่เกิน 15 วัน และสามารถทำนิติกรรมในไตรมาส 1 หลัง
"ถ้าวงเงินเต็มเร็วกว่าที่คาดอาจจะเสนอกระทรวงการคลังพิจารณาเฟส 2 ซึ่งต้องดูแนวโน้ม ของอัตราดอกเบี้ยด้วย"
ส่วนความคืบหน้า การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กรอบเวลาคาดว่าจะแล้วเสร็จก่อนรัฐบาลใหม่ ซึ่งขณะนี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)อนุมัติรับในหลักการแล้ว ซึ่งอนาคตจะให้อำนาจ กับคณะกรรมการของธนาคาร โดยความเห็นชอบ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการถอดถอนกรรมการผู้จัดการ รวมทั้ง ขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจ ให้ธอส.อำนวยสินเชื่อ ผู้สูงอายุ หรือรีเวิร์สมอร์เกจ และขยาย และขยายขอบเขตในการระดมทุนออกหรือขายพันธบัตรและสลากออมทรัพย์ เป็นต้น






