thansettakij
thansettakij
สี่บิ๊กอุตฯรถยนต์เข้าพบนายกฯ

สี่บิ๊กอุตฯรถยนต์เข้าพบนายกฯ

07 มี.ค. 59 | 08:57 น.
อัปเดตล่าสุด :07 มี.ค. 59 | 14:17 น.
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันนี้(7 มี.ค.2559)ตนได้นำผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มอุตสาหกรรมรถยนต์ 4 บริษัท คือ โตโยต้า อีซูซุ นิสสัน และฮอนด้า เข้าพบนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจอื่น ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ภายใต้โครงการ “PRIME MINISTER MEETS CEOs-2nd Series” เพื่อหารือแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรคในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และชี้แจงให้ทราบนโยบายเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนของของรัฐบาล ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2558

บริษัทรถยนต์ทีเข้าพบนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้มีสัดส่วนในการส่งออกประมาณ ร้อยละ 58 ของมูลค่าการส่งออกรถของไทย ประเด็นสำคัญที่ค่ายรถยนต์ได้หยิบยกหารือกับนายกรัฐมนตรีคือ แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในอนาคต ปัญหาอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ รวมทั้งเรื่องนโยบายการเจรจาการค้า และการพัฒนานวัตกรรมแลบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณผู้บริหารและบริษัทแม่ที่บริษัทญี่ปุ่น ที่ยังคงไว้วางใจประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตและการลงทุนรถยนต์ ขอให้เชื่อมั่นในทีมเศรษฐกิจชุดปัจจุบัน และย้ำว่า รัฐบาลมีนโนยายสนับสนุนการค้าที่เสรีและเป็นธรรม และสนับสนุนการลงทุนของต่างชาติในไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมในไทยขึ้นสู่สากล

ในเรื่่่องรถยนต์แห่งอนาคต เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นโดยเร็ว โดยอยากเห็นการลงทุนเกิดขึ้นภายในปี 2560 และให้ทำแผนพัฒนาร่วมกันสำหรับ 5 ปี และ 20 ปี โดยรัฐบาลพร้อมจะให้การสนับสนุนด้านต่าง ๆ ทั้งการส่งเสริมการลงทุนและด้านการเงิน การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาบุคลากรให้รองรับอุตสาหกรรมสมัยใหม่ และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยได้มอบกระทรวงอุตสาหกรรมให้เป็นหน่วยงานหลักในการกำหนดนโยบายรถแห่งอนาคต เช่น รถไฮบริด และรถไฟฟ้า ทั้งนี้ จะสานต่อนโยบายสนับสนุนรถ Eco-car อยู่ เพียงแต่ให้มองไปไกลถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ด้วย

นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวสนับสนุนการให้รถสมัยใหม่ โดยประเด็นสำคัญ คือ การช่วยลดภาวะก๊าซเรือนกระจกที่ประเทศได้มีข้อผูกพันระหว่างประเทศไว้ ซึ่งเป็นไปตามแผนงาน/แผนการลงทุนของบริษัทต่างๆ ที่ต้องการผลิตรถยนต์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดภาวะก๊าซเรือนกระจก  นอกจากนี้ การผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ต้องการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น    bio-diesel หรือ etanol เพราะจะช่วยดึงราคาและหาตลาดให้ผลผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญ เช่น ปาล์มน้ำมัน อ้อย มากขึ้น จึงพร้อมจะพิจารณาการขยายการสนับสนุนให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมกับรถปิคอัพที่ใช้ bio-diesel ด้วย และจะหาแนวทางสนับสนุนให้ขยายไปใช้น้ำมัน B20 เพิ่มเติมจาก B10 B15 ในปัจจุบัน

นายกฯ ย้ำว่า ไทยยังเดินหน้าเปิดตลาดกับต่างประเทศภายใต้ FTA ที่มีอยู่ และจะเจรจาเพิ่มเติม โดยมีตลาดเป้าหมายใหม่คือ ตลาดตะวันออกกลาง อาฟริกา ประเทศหมู่เกาะ ตลาดมุสลิม และกำลังขยายความสัมพันธ์กับประเทศใหม่ ๆ เช่น รัสเซีย และกลุ่ม Eurasia จึงอยากให้บริษัทรถยนต์รับทราบและกำหนดยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของไทย

ในเรื่องการเจรจา TPP นายกฯ ยืนยันว่า ไทยคงจะเข้าร่วม แต่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเตรียมการรองรับประเด็นต่าง ๆ อยู่ (ซึ่งไม่ใช่ประเด็นของอุตสาหกรรมยานยนต์)

สำหรับอุปสรรคด้านกฎระเบียบภายในประเทศของไทยนั้น นายกฯ รับว่า จะเร่งหน่วยงานต่าง ๆ ดำเนินการให้ หรือให้หาทางออกที่เหมาะสมให้กับทุกบริษัทเท่าเทียมกัน

การส่งออกรถยนต์ของไทย  ในปี 2558 แม้ว่าการส่งออกของไทยจะหดตัวลง แต่ประเทศไทยสามารถส่งออกรถได้มากที่สุดเป็นประวัติการณ์ คือ กว่า 1.2 ล้านคัน มีมูลค่าการส่งออก 17,586 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หากรวมอุปกรณ์และชิ้นส่วนด้วยจะมีมูลค่า 25,608 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 5.3 โดย Product Champion ของไทยยังคงเป็น รถปิกอัพ ขณะที่รถยนต์นั่งขนาดเล็กหรือรถ ECO Car มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งเป็นผลจากการที่ค่ายรถยนต์หลายค่ายเลือกใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกรถ Eco Car ในภูมิภาค

ตลาดส่งออกรถยนต์ที่สำคัญใน 10 อันดับแรกคือประเทศในกลุ่ม อาเซียน ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง นิวซีแลนด์ เม๊กซิโก สำหรับในเดือนมกราคม 2559 การส่งออกรถยนต์และส่วนประกอบมีมูลค่า 1,933 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยส่งออกรถยนต์ 93,714 คัน การขยายตัวการส่งออกรถยนต์นั่งในเดือนมกราคมสูงถึงร้อยละ 85 ทั้งนี้ เป้าหมายการส่งออกรถในปี 2559 นี้ คาดว่าประมาณ คือ 1.25 ล้านคัน